Energy For Tomorrow ผันธรรมชาติ ‘แดด ลม น้ำ’ สู้วิกฤตราคาพลังงาน ซ้อนโลกร้อน

23.11.22 | 11:33 น.
ผู้บริหารบริษัท มติชน จำกัด(มหาชน) ให้การต้อนรับผู้บริหารภาครัฐและเอกชน ในการสัมมนา ‘Energy For Tomorrow วาระโลก - วาระประเทศไทย 2023’

จุดเปลี่ยนเรื่องพลังงานในวันนี้เริ่มเห็นภาพในหลายมิติ อาจมีเพียงเรื่องทิศทางราคาพลังงานที่ยังไม่มีใครกล้าพยากรณ์ว่าวันนี้หรือวันหน้ายังเป็นขาขึ้นหรือขาลง ส่วนอื่นๆ ของเรื่องพลังงานเริ่มเห็นภาพความก้าวหน้าได้ชัดขึ้น โดยเฉพาะการดิสรัปต์เทคโนโลยีด้านพลังงาน และนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์ทั่วโลก ที่กำลังตื่นตัวกับการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศโลก ลดคาร์บอนเป็นศูนย์ ลดการใช้พลังงานแบบเดิม ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล น้ำมันดิบ หันใช้พลังงานจากแสงแดด ลม น้ำ หรือขยะ 

โดยผ่านแนวคิด BCG Model ซึ่งเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจแบบองค์รวม 3 มิติไปพร้อมกัน ได้แก่ เศรษฐกิจชีวภาพ (Bio Economy) เน้นใช้ทรัพยากรชีวภาพเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม เชื่อมโยงกับ เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) คำนึงถึงการนำวัสดุกลับมาใช้ประโยชน์ และทั้ง 2 เศรษฐกิจนั้นอยู่ภายใต้ เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy)

แล้วประเทศไทยไปถึงไหน!!

กองบรรณาธิการมติชน ได้ตระหนักถึงความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงในเรื่องพลังงานเช่นกัน จึงจัดสัมมนาหัวข้อ “Energy For Tomorrow วาระโลกวาระประเทศไทย 2023” เมื่อวันที่ 26 ตุลาคมที่ผ่านมา ณ สามย่านมิตรทาวน์ ฮอลล์ 1 (ชั้น 5) ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ เป็นอีกงานที่อัดแน่นเนื้อหาและมุมมองจากผู้บริหารระดับสูงของรัฐบาลและธุรกิจเอกชน สะท้อนมุมมอง เผยแนวทางปฏิบัติที่กำลังเกิดขึ้น รวมถึงปัญหาอุปสรรคต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับพลังงานอนาคต 

สัมมนาครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ปาฐกถาพิเศษพลังงาน : วาระโลกวาระประเทศไทย 2023” ตามด้วย วัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน บรรยายพิเศษหัวข้อ “Road Map พลังงานไทยและหัวข้อธุรกิจยั่งยืน ปรับตัวมุ่งสู่ Net Zero” โดย คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) ส่งท้ายด้วยวงเสวนามุมมองธุรกิจ ทิศทางพลังงานไทย 2023” จากผู้บริหารภาคเอกชน 2 ท่าน ได้แก่ สุโรจน์ แสงสนิท รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ซีพี จำกัด ค่ายเอ็มจี (MG) และ เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทเสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) โดย นายบัญชา ชุมชัยเวทย์ ผู้ประกาศข่าว เป็นผู้ดำเนินรายการ

Advertisement

 รูปแบบสัมมนาแบบไฮบริด สามารถชมผ่าน Live Streaming ผ่าน Facebook มติชนออนไลน์, ประชาชาติธุรกิจ, ข่าวสด และ YouTube มติชนทีวี Line มติชน, ข่าวสด กับการลงทะเบียนเข้ารับฟังสัมมนาแบบออฟไลน์ ซึ่งจะได้ชมรถอีวีและโซลาร์รูฟท็อปอีกหนึ่งนวัตกรรมด้านพลังงานอนาคต ที่ตั้งโชว์ไว้หน้างาน 

2 ผู้บริหาร โชว์วิชั่น นวัตกรรม พลังงานเชิงพาณิชย์

  

ไทยประกาศนโยบายคาร์บอนเป็นกลาง

ปาฐกถาพิเศษตอนหนึ่งของ สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่าราคาน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ หรือเชื้อเพลิงต่างๆ ที่แพงขึ้น ล้วนมาจากปัจจัยภายนอก รุนแรงสุดเมื่อเกิดความขัดแย้งรัสเซียยูเครน จนลุกลามเกิดแซงก์ชั่นและแยกขั้วกัน นำไปสู่ความไม่สมดุลในการผลิตน้ำมัน ทำให้ราคาพลังงานโดดขึ้นมาก ซึ่งรัฐบาลพยายามหามาตรการต่างๆ และช่วยเหลือกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พยายามผ่อนหนักเป็นเบา เพราะพลังงานที่เรามีใช้มากกว่า 80% ต้องพึ่งพานำเข้าจากต่างประเทศ เมื่อราคานำเข้าพุ่งพรวดเพิ่มขึ้น 5 เท่าอย่างที่เราไม่เคยเจอมาก่อน ขณะที่วิกฤตการแพร่ระบาดโควิดยังไม่คลี่คลาย จึงเป็นวิกฤตซ้อนวิกฤตซ้ำ สิ่งที่รัฐบาลพยายามทำทุกวิถีทาง ทั้งหาพลังงานทดแทน พลังงานสำรอง ที่ไหนมีก๊าซธรรมชาติก็ไปขอมาใช้แทน เพื่อจะลดการนำเข้าก๊าซธรรมชาติ จากเดิมที่ต้องนำเข้า 30% ลงให้ได้ หรือต้องเอาพลังงานอื่นมาใช้ทดแทน พร้อมกันนี้ สนับสนุนให้ใช้รถยนต์ไฟฟ้า หรือกึ่งไฟฟ้า ปลั๊กอินไฮบริดมากขึ้น อีกสิ่งคือขอให้คนไทยช่วยกันประหยัดและเปลี่ยนใช้อุปกรณ์ประหยัดพลังงาน คาดหวังให้เกิดการประหยัดพลังงานได้ 20% คิดเป็นเงินก็ประหยัดได้เป็นแสนล้านบาท  

ตอกย้ำให้เห็นความสำคัญเรื่องพลังงาน กลายเป็นวาระของโลก โดยการประชุมค็อป 26 (การประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 26 ที่มี 196 ประเทศลงสัตยาบัน) ที่สกอตแลนด์ ประเทศไทยประกาศสู่คาร์บอนเป็นกลาง ปี 2050 (..2593) และปี 2065 (..2608) การปล่อยก๊าซเรือนกระจกต้องเป็นศูนย์ นี่คือเป็นสิ่งที่ทั่วโลกทำเช่นกัน ตอนนี้ไทยมีมาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ส่งเสริมผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด เช่น แสงอาทิตย์ ลม น้ำ หรือบ้านรุ่นใหม่ก็ใช้แผงโซลาร์เก็บไฟฟ้า เป็นต้น เหล่านี้ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของแผนพลังงานชาติ

 

โรดแมปพลังงานไทยเริ่มปี’66

จากนั้น วัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน บรรยายถึง Road Map พลังงานไทย ว่าโลกกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด ประเทศไทยไม่สามารถหลีกเลี่ยงทิศทางพลังงานของโลกได้ ทำให้ต้องเดินตามโรดแมปของภาคพลังงานไทยที่เป็นปัจจัยขับเคลื่อนทิศทางพลังงานโลก ซึ่งหนีไม่พ้นเรื่องการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ขณะนี้

ทั้งโลกมี 5 แนวทางเพื่อบรรลุเป้าหมายสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน ได้แก่ 1.เพิ่มพลังงานหมุนเวียน อาทิ แสงอาทิตย์ ลม น้ำ ก๊าซชีวภาพ ให้มากกว่าปัจจุบัน 2.การผลิตและใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ 3.การเปลี่ยนผ่านจากการใช้พลังงานฟอสซิลมาเป็นพลังงานไฟฟ้าที่มีคาร์บอนต่ำมากขึ้น 4.ไฮโดรเจน ที่เป็นพลังงานสะอาดสูงสุด แต่ต้นทุนยังสูงอยู่ และ 5.ระบบการกักเก็บ หรือใช้ประโยชน์จากคาร์บอน โดยประเทศไทยนำเสนอเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกต่อประชาคมโลก ที่เรียกว่า เอ็นดีซี (Nationally Determined Contribution) ภายใน พ..2573 เป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจก 20-25% เทียบกับการดำเนินงานในกรณีปกติ แต่ สนพ.ปรับแผนเพิ่มเป้าหมายลดลงให้ได้กว่า 40% เพื่อให้ภายใน พ..2593 จะไปถึงเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน และ พ..2608 ก้าวไปสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์

กระทรวงพลังงานกำหนดแผนพลังงานชาติ 4 แนวทาง ได้แก่ 1.การเพิ่มการผลิตและใช้พลังงานไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนแหล่งใหม่อื่นๆ กว่า 50% และผลิตพลังงานหมุนเวียนควบคู่แบตเตอรี่ เน้นพลังงานแสงอาทิตย์และลม 2.ยานยนต์ไฟฟ้า 3.เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตกว่า 30% และ 4.ปรับโครงสร้างพื้นฐานของระบบพลังงานต่างๆ รองรับแนวทาง 4ดี 1อี โดยปักหมุดความเป็นกลางทางคาร์บอนในอีก 30 ปีข้างหน้า ยังชี้ให้เห็นว่าแผนพลังงานชาติทั้ง 5 แผนย่อยเสร็จแล้ว แผนใหญ่จะสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ แผนปฏิรูปพลังงาน และแผนสภาพัฒน์ เพื่อให้ประเทศในภาพรวมมีขีดความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น เปลี่ยนผ่านประเทศสู่พลังงานสะอาด ซึ่งภายในไตรมาส 4 ปีนี้แต่ละแผนจะแล้วเสร็จ จากนั้นจะเข้าสู่ขั้นตอนรับฟังความเห็นจากผู้มีส่วนได้เสีย ก่อนประกอบร่างเป็นแผนพลังงานชาติในไตรมาส 1/2566 เพื่อนำไปใช้ไตรมาส 2/2566” ผอ.สนพ.ทิ้งท้าย

3ธุรกิจผู้นำกลุ่มพลังงานสะอาด

ขณะที่ คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC เปิดบรรยายถึงความสำคัญคำว่า ESG (Environment, Social และ Governance) ซึ่งเป็นแนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาขององค์กรอย่างยั่งยืน และมองว่าเป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยลดความเสี่ยงต่อองค์กร อีกทั้งจูงใจนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ที่ปัจจุบันตระหนักลงทุนในองค์กรที่เน้น ESG มากขึ้น นำไปสู่การเพิ่มมูลค่าทางธุรกิจด้วย อีกเรื่องสภาพภูมิอากาศที่กำลังเปลี่ยนแปลงแย่ลง ซึ่งเรื่องโลกร้อนไม่ได้เป็นเพียงแค่ทฤษฎีแต่มันเกิดขึ้นจริง ทั้งภัยแล้งและภัยน้ำท่วม ข่าวร้ายคือประเทศไทยติดท็อป 10 ที่จะได้รับผลกระทบจากเรื่องโลกร้อนมากที่สุดในโลก เป็น 1 ใน 9 ประเทศอันดับต้นๆ เนื่องจากไทยเป็นประเทศเกษตร ผลผลิตทางการเกษตรจะลดลงในอีก 70-80 ปีข้างหน้า หากเกิดขึ้นจริงแล้วเราไม่ทำ หรือแก้ปัญหาโลกร้อน ผลผลิตทางการเกษตรครึ่งหนึ่งจะหายไปจากการที่เสียพื้นที่เพาะปลูก สภาวะภูมิอากาศที่มันเปลี่ยนไป แล้วไทยเราจะเป็นพื้นที่ต่ำพื้นที่ลุ่มเยอะ เพราะทรัพยากรของพื้นที่ต่างๆ จะถูกน้ำท่วมมากขึ้น ระดับน้ำทะเลอาจสูงถึง 2 ฟุตกว่า ส่งผลต่อจีดีพีลดลงถึง 6.7% เมื่อพูดถึง Net Zero ปี ค..2065 เชื่อว่าภาคเอกชนใหญ่ๆ อาจไปเร็วกว่าเป้าของประเทศ ซึ่งสิ่งสำคัญคือการใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์ให้คุ้มค่าที่สุด กับการเปลี่ยนการใช้พลังงานมาใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น

ทั้งได้ยกตัวอย่าง GC กับการปรับตัวสู่ Net Zero ที่ต้องทำควบคู่กันไป ทั้งสร้างความสะดวกสบายและส่งเสริมสุขอนามัยที่ดี แต่วิธีผลิตที่มีกระบวนที่ดีด้วยเน้นลดใช้พลังงาน และไม่ก่อให้เกิดมลพิษและลดคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งความท้าทายองค์กรจะเป็นบริษัทเติบโตที่ดีประมาณ 4% อีก 10 ปีข้างหน้า ขณะเดียวกันตั้งเป้าปล่อยก๊าซคาร์บอนเป็นศูนย์ ปี ค..2050 แม้ 2 เป้าหมายจะสวนทางกัน ดังนั้น บริษัทจึงต้องลงทุนเพิ่มขยายธุรกิจภายใต้การปล่อยก๊าซเป็นศูนย์ ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน วางแผนชัดเจนว่าจะทำอะไรในแต่ละด้าน โดยเตรียมเงินลงทุน 1.7 พันล้านเหรียญสหรัฐใน 30 ปีข้างหน้ากับเรื่องนี้

 

ความนิยมขับรถอีวีบ้านติดโซลาร์รูฟมาแรง

ส่งท้ายด้วยวงเสวนาหัวข้อมุมมองธุรกิจ ทิศทางพลังงานไทย 2023” รับฟังผู้เชี่ยวชาญรถอีวี สุโรจน์ แสงสนิท รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ซีพี จำกัด ค่ายเอ็มจี (MG) ยืนยันว่า ปัญหาราคาพลังงานส่งผลต่อประเทศในวงกว้าง และสร้างความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว ขณะเดียวกันเกิดการแข่งขันสูงต่อการเปลี่ยนแปลงในธุรกิจพลังงาน ไม่แค่ในไทย ประเทศเพื่อนบ้านเราก็รุกหนัก ไม่ว่าจะเวียดนาม อินโดนีเซีย ที่รัฐบาลเขาให้ความสำคัญกับการส่งเสริมใช้พลังงานสะอาด และยังออกมาตรการจูงใจต่างชาติ เลือกเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออก แต่ยังมั่นใจไทยแซงโค้งประเทศเพื่อนบ้านไปแล้ว ดูจากบริษัทรถยนต์ไฟฟ้าอีกหลายยี่ห้อเตรียมลงทุนในไทย อาทิ เอ็มจี เกรทวอลล์ เนต้า บีวายดี เป็นต้น และข้อมูลแนวโน้มของอุตสาหกรรมรถอีวีในไทยยังขยายตัวได้ต่อเนื่อง ไทยวางเป้าหมายปี 2573 จะมีถึง 4.4 แสนคัน จากปี 2568 จะเห็นรถอีวีวิ่งในไทย 2.25 แสนคัน หากจะให้ขยายตัวได้มากกว่านี้ก็อยากให้รัฐบาลช่วยให้ผู้ใช้เอื้อมถึงราคารถไฟฟ้า (อีวี) และมาตรการส่งเสริมผู้ผลิตอีวี หรือสถานีชาร์จให้คล่องตัวขึ้น

สลับมาฟังทิศทางโซลาร์รูฟ จาก เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) เจ้าแรกๆ ที่บุกเบิกขายบ้านติดแผงโซลาร์พลังงานแสงอาทิตย์ โดยเล่าว่า เมื่อเกิดภาวะโลกร้อนและสร้างความเสียหายมากขึ้นๆ ทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคย่อมเปลี่ยนแปลง กับการซื้อบ้านประหยัดพลังงาน ในส่วนโครงการเสนา เริ่มทำธุรกิจโซลาร์บ้านทุกหลังให้กับลูกค้ามา 7-8 ปีแล้ว หวังเป็นส่วนหนึ่งช่วยโลก เราเชื่อว่าบ้านคือจุดเริ่มต้นของทุกอย่างที่จะให้ผู้บริโภคเปลี่ยนความคิดและให้ความสำคัญกับการรักษ์โลก แรกๆ ยอมรับว่ายาก เพราะไทยคุ้นเคยยังมีไฟฟ้าใช้แยะและราคาไม่แพง แต่เมื่อคนเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก จากเมื่อก่อนถึงขั้นบังคับ ตอนนี้กลายเป็นจุดขายของเรา และทุกบริษัทเริ่มติดตั้งและธนาคารก็สนใจปล่อยสินเชื่อสีเขียวคล้ายกับปล่อยกู้บ้าน

ที่น่าจับตาจากนี้ที่เกษราพูดไว้บนเวทีคือ กำลังนำโมเดล ZEH (Zero Energy Housing) หรือการทำบ้านและคอนโดมิเนียมพลังงานเป็นศูนย์ เทคโนโลยีจากญี่ปุ่นมาใช้ จุดขายคือเป็นบ้านประหยัด ใช้พลังงานลดลง และได้พลังงานสะอาด กับอยากให้รัฐสนับสนุนเรื่องการรับซื้อพลังงานสะอาดจากภาคประชาชนที่มีไฟฟ้าเหลือใช้จากบ้านพักอาศัยในราคาที่ดีขึ้น

จากสัมมนาครั้งนี้ ทำให้รู้ว่า จุดเปลี่ยนเรื่องพลังงานอยู่รอบตัวเรา แม้แต่ในการประชุมผู้นำ 21 เขตเศรษฐกิจ (เอเปค) 2022 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ปัญหาพลังงานและโลกร้อนก็ถูกหยิบยกขึ้นหารือเพื่อหาทางรอดต่อไป

นวลนิตย์ บัวด้วง