เรียนที่ไหนก็ได้ เรียนเมื่อไหร่ก็ได้ เรียนอะไรก็ได้
โลกยุคใหม่ที่ถนนทุกสายไม่ได้มุ่งสู่มหา’ลัย
ฮือฮาอย่างยิ่งสำหรับ ‘Open House ธรรมศาสตร์ 2022’ ซึ่งมีผู้แห่ร่วมถึง 120,000 คน ทำเอารถติดทุกสารทิศรอบทุ่งรังสิตจน จส.100 ต้องรายงานให้ผู้ไม่เกี่ยวข้องหนีไปใช้เส้นทางอื่นให้ชีวิตราบรื่น ระหว่าง 17-18 พฤศจิกายนที่ผ่านมา
งานดังกล่าว มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “เปิดบ้านธรรมศาสตร์ เมืองแห่งความยั่งยืน พื้นที่เรียนรู้อย่างไม่สิ้นสุด THAMMASAT OPEN HOUSE 2022 EXPORE THE INFINITY” โดยนอกจากแนะนำคณะวิชาต่างๆ รอบรั้วเหลือง-แดงแล้ว อีกกิจกรรมน่าสนใจคือเสวนาหลากหลาย ชวนขบคิดแก้ปัญหา-ความท้าทาย ระบบการศึกษาไทยในปัจจุบัน มองอนาคต ผ่านการพัฒนาระบบการศึกษาของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รวมถึงความท้าทายในระบบการศึกษาไทย รวมถึงทิศทางการศึกษาแห่งอนาคต

ชั่วโมงเรียนสูง คุณภาพต่ำ ย้ำ ฟรีไม่จริง ซ้ำถูกลงโทษเกินขอบเขต

เริ่มต้นที่เวที ‘ทิศทางการศึกษาไทย ตอบโจทย์คนยุคใหม่ ตอบโจทย์โลกอนาคต’ หนึ่งในวิทยากรที่ซัดอย่างตรงไปตรงมา ผายมือให้ พริษฐ์ วัชรสินธุ หรือ ‘ไอติม’ ผู้จัดการการสื่อสารและการรณรงค์นโยบาย พรรคก้าวไกล ที่พกโพยมานำเสนอว่า การศึกษาไทยในปัจจุบันกำลังประสบปัญหา 3 อย่าง ได้แก่
1.คุณภาพการศึกษา ซึ่งต้องยอมรับว่าไทยมีคุณภาพการศึกษาที่ต่ำกว่าหลายประเทศทั่วโลก ขณะที่สถิติชั่วโมงการเรียนที่เด็กต้องเรียนกลับสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลกเช่นกัน ระบบของไทยไม่สามารถสร้างทักษะเพื่อจะไปแข่งขันกับนานาประเทศได้ ดังนั้นจึงต้องปฏิรูปหลักสูตร วิธีการสอน โดยพัฒนาควบคู่ไปกับการสร้างทักษะที่จำเป็นมากขึ้น เช่น ภาษาอังกฤษ ให้เน้นการสื่อสารมากกว่าการท่องจำหลักไวยากรณ์
2.ความเหลื่อมล้ำ กล่าวคือการศึกษาไทยไม่ได้ฟรีจริง โดยมีค่าใช้จ่ายแอบแฝง เช่น ค่าอุปกรณ์ ค่าหนังสือ และอื่นๆ เฉลี่ยปีละ 2,000-6,000 ต่อนักเรียนหนึ่งคน ซึ่งหลายครอบครัวแบกรับต้นทุนดังกล่าวไม่ไหวเมื่อเจอปัญหาที่กระทบรายได้หรือวิกฤตเศรษฐกิจ ส่งผลให้เด็กต้องหลุดจากระบบการศึกษา และแม้จะเข้าถึงการศึกษาแต่คุณภาพการเรียนการสอนของแต่ละโรงเรียนที่แตกต่างกันค่อนข้างมากอีกทั้งองค์ความรู้ที่ได้ไม่เพียงพอทำให้ต้องไปเรียนพิเศษเพื่อต่อยอดการศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น
3.ค่านิยมในห้องเรียน จำเป็นที่จะต้องมีห้องเรียนที่มีประชาธิปไตย เพื่อปลูกฝังเรื่องเสรีภาพและความเสมอภาค แต่ห้องเรียนของไทยในปัจจุบันกลับเป็นไปแบบอำนาจนิยม เด็กไม่มีเสรีภาพในการแสดงออก บางคนถูกลงโทษเกินขอบเขตจนละเมิดสิทธิความปลอดภัยของผู้เรียน แม้กระทั่งเรื่องธรรมาภิบาล ซึ่งเด็กพบเห็นการทุจริตเกิดขึ้นมากมายภายในโรงเรียน ควบคู่ไปกับการที่โรงเรียนมุ่งสอนว่า โตไปไม่โกง

ศาสตร์ใดๆ ก็ไม่สำคัญเท่าความพร้อม ‘เรียนรู้สิ่งใหม่’ ไปชั่วชีวิต

ด้าน ดร.การดี เลียวไพโรจน์ หัวหน้าคณะที่ปรึกษา Future Tales LAB กล่าวว่า ในภาพรวมของระบบการศึกษาไทยมีอยู่ 4 เรื่องที่เข้ามาทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลง ประกอบด้วย
1.สังคม ทุกวันนี้หลายประเทศทั่วโลกรวมถึงไทยด้วย กำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Societies) ซึ่งทำให้แนวคิดเรื่องการศึกษาหาความรู้จะไม่ถูกหยุดไว้ที่ช่วงอายุ 22-30 ปี แต่จะกลายเป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Life Long Learning)
2.เทคโนโลยี ซึ่งทำให้ทุกคนเข้าถึงความรู้ได้สะดวก และรวดเร็วขึ้น แต่ในบริบทประเทศไทยที่ผ่านมาแม้จะมีสถิติการใช้อินเตอร์เน็ตสูงกว่าหลายประเทศในโลก แต่ยังเป็นการใช้เพื่อเสพความบันเทิงมากกว่า การใช้เพื่อค้นคว้าหาความรู้ออนไลน์ยังมีสัดส่วนที่ไม่มาก ซึ่งจำเป็นต้องมีมากขึ้น ขณะเดียวกันอินเตอร์เน็ตยังได้สร้างองค์ความรู้แบบห้องเสียงสะท้อน (Echo Chamber) ขึ้นมาโดยตัวมันเอง กล่าวคือ ทำให้คนเลือกรับแต่สิ่งที่ตัวเองอยากรู้ ส่วนสิ่งที่ไม่อยากรู้อาจไม่มีโอกาสได้รู้
3.เศรษฐกิจภาคเอกชนมีความต้องการคนที่มีทักษะรูปแบบใหม่ที่สอดคล้องกับบริบทโลกในปัจจุบัน รวมถึงอนาคต และ 4.คุณค่าของความคิดและความเชื่อมั่นในสังคมปัจจุบันการเรียนจบจากศาสตร์ด้านใดอาจไม่สำคัญเท่ามีความพร้อมในการเรียนรู้สิ่งใหม่อยู่เสมอ
ถนนทุกสายไม่ได้มุ่งสู่มหา’ลัย
ธรรมศาสตร์ไฟเขียว ‘ประสบการณ์แลกหน่วยกิต’

ปิดท้ายวงเสวนานี้ที่ รศ.ดร.พิภพ อุดร รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งมาเผยผลสำรวจจาก World Economic Forum ว่า ในอนาคตตำแหน่งงานจะหายไปกว่า 85 ล้านตำแหน่งทั่วโลก แต่จะมีตำแหน่งงานใหม่เพิ่มถึง 97 ล้านตำแหน่ง ซึ่งหมายถึงโมเดลการเรียนการสอนแบบเดิมจะไม่สามารถตอบโจทย์กับโลกสมัยใหม่ ซึ่งธรรมศาสตร์มองเห็นช่องว่างในส่วนนี้จึงอยากให้นักศึกษารู้จักความชอบหรือความถนัดของตนเอง และเลือกเรียนเฉพาะเพื่อให้เพียงพอต่อการออกไปทำงานจริง แล้วใช้เวลาออกไปเจอโลกภายนอกให้มากที่สุด
“การศึกษาควรจะเรียนที่ไหนก็ได้ เรียนเมื่อไหร่ก็ได้ เรียนอะไรก็ได้ที่สนใจ ซึ่งเป็นโมเดลที่ มธ.พยายามพัฒนา รวมถึงได้ออกข้อบังคับใหม่คือหากนักศึกษามีการฝึกงาน สร้างนวัตกรรม ทำวิจัย ฯลฯ กับภายนอกมหาวิทยาลัย สามารถนำประสบการณ์เหล่านั้นมาเทียบโอนหน่วยกิตได้ เพราะธรรมศาสตร์เชื่อว่าการเรียนรู้เกิดขึ้นทุกที่ ทุกเวลา แม้อยู่นอกห้องเรียน และถนนทุกสายไม่ได้มุ่งสู่มหาวิทยาลัยอย่างเดียวอีกต่อไปแล้ว
ทักษะสำคัญกว่าความรู้ ความรู้มีเยอะมากและออกมาใหม่ตลอดเวลา ต่างกับทักษะ ซึ่งได้แก่ความสามารถในการทำอะไรให้เก่ง ให้เชี่ยวชาญ ความรู้ล้าสมัยได้ ขณะที่ทักษะนั้นจะติดตัวเราไป ซึ่งมีทั้ง Soft Skills และ Hard Skills ความฝันของผมที่เคยพูดไว้ในหลายที่ หลายโอกาส คือเราอยากจะทำให้การศึกษาเปิดกว้างไปถึงรูปแบบที่ เด็กออกแบบได้ว่าตนเองอยากเรียนอะไร และจบแล้วจะเป็นอะไร เพราะคนที่รู้ดีที่สุดควรเป็นตัวเด็กไม่ใช่ตัวเรา” รศ.ดร.พิภพกล่าว

ถกทางออก ‘โลกยุคใหม่’ ให้พื้นที่ลองผิดลองถูก
ศักดิ์ศรีคนต้องเสมอกัน
อีกวงเสวนาที่น่าฟังไม่แพ้กัน มาในหัวข้อ “WHY SDGs ? : ความยั่งยืน แนวคิดแห่งอนาคต ทางออกของโลกยุคใหม่” ฉายภาพการมุ่งสู่ SDGs (Sustainable Development Goals) ในปัจจุบัน วางรากฐานสำคัญในการสร้างอนาคตของประเทศ เน้นย้ำว่าการขับเคลื่อนให้เกิดความยั่งยืนเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกคน

รศ.ดร.พิษณุ ตู้จินดา รองอธิการบดีฝ่ายบริหารศูนย์รังสิตด้านคุณภาพชีวิต มธ. กล่าวว่า ปัจจุบัน SDGs คือสิ่งที่อยู่ในชีวิตของทุกคน เพราะคนรุ่นใหม่มีความตระหนักในเรื่องนี้ค่อนข้างมากกว่าคนรุ่นก่อน เพราะเห็นตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องวิกฤตการณ์ของธุรกิจ วิกฤตการณ์ของโลกร้อนที่เกิดขึ้น ภัยธรรมชาติ วิกฤตการณ์เงินเฟ้อ และโรคระบาด ทำให้เห็นภาพชัดเจนมากขึ้น เห็นได้จากแนวคิดเรื่องความยั่งยืนของนักศึกษาในธรรมศาสตร์ที่เปลี่ยนไปอย่างมาก โดยนักศึกษาได้เข้ามามีส่วนร่วม และริเริ่มโครงการต่างๆ ด้วยตัวนักศึกษาเอง ดังนั้นมหาวิทยาลัยในฐานะผู้สร้างบุคลากร จึงต้องเป็นพื้นที่ที่ทำให้นักศึกษาได้ซึมซับกิจกรรมที่นำไปสู่ความยั่งยืน
“โครงการต่างๆ ในธรรมศาสตร์จะทำให้นักศึกษาสนุกกับ SDGs ไปในตัว รวมถึงมหาวิทยาลัยเป็นพื้นที่ Sandbox ที่สามารถลองผิดลองถูกได้ และไม่สร้างผลกระทบในวงกว้าง เพราะฉะนั้นผู้บริหารจะต้องให้พื้นที่กับนักศึกษาเพื่อลองผิดลองถูก และผู้บริหารเองก็ต้องร่วมเรียนรู้ไปกับนักศึกษา เพื่อให้ได้โครงการที่จะสามารถทำได้จริง และเพื่อสร้างบุคลากรที่จะขับเคลื่อนความยั่งยืนสู่สังคมในอนาคต” รศ.ดร.พิษณุกล่าว

ตามด้วย มุมมองของ ทวิดา กมลเวชช อดีตอาจารย์รัฐศาสตร์ มธ. ซึ่งในวันนี้นั่งเก้าอี้รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โดยมาบอกเล่าว่า กรุงเทพมหานคร มีการทำ SDGs ในทุกเป้าหมาย อย่างไรก็ตาม ไม่ได้เน้นส่วนไหนเป็นพิเศษ แต่เน้นที่การจัดลำดับความสำคัญว่าเรื่องใดควรทำก่อนหรือทำหลัง
“หลักการสำคัญในลำดับแรกคือต้องมุ่งที่จะตอบสนองความจำเป็นของคนในกลุ่มที่มีโอกาสเข้าถึงทรัพยากรของเมืองน้อยที่สุด ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของเมือง และการสร้างความยั่งยืนดังกล่าวต้องไม่ส่งผลกระทบต่อคนกลุ่มอื่นด้วย
ถ้าเราทำได้จะบรรลุเป้าหมาย SDGs ที่เป็นนามธรรมที่สุด คือ Inclusive เพราะเป้าหมายนี้ท้ายที่สุดไม่ใช่หมายถึงการให้เท่าไหร่ แต่คือเรื่องของศักดิ์ศรีความเป็นคนที่ต้องเสมอกันด้วย ว่าเราได้รับการดูแลจากบทบาทของเมืองนอกจากขอให้เขาร่วมมือในการดูแลสังคม” รองผู้ว่าฯ ทวิดากล่าว
พูดถึงความมั่งคั่งโดยไม่พูดถึงปัญหาของโลกไม่ได้!
ความยั่งยืนคือเงื่อนไข-กติกา
จากนั้น ฟังความเห็นจากภาคส่วนทางการเงิน อย่าง ญาดา กาญจนิศากร Financial advisor ซึ่งกล่าวว่า เงินทุนมีความจำเป็นมากสำหรับทั้งธุรกิจและการขับเคลื่อนที่จะมุ่งสู่ความยั่งยืน กล่าวคือถ้าต้องการให้ความสำคัญกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนสามารถเจริญเติบโตได้ ต้องมีการเคลื่อนย้ายเงินทุนไปสู่ปัจจัยนั้นๆ ซึ่งถ้าพูดถึงความยั่งยืนก็ต้องพูดถึงด้านการเงินคู่ขนานไปด้วย เพราะเป็นสิ่งที่จำเป็นในการพัฒนา ตรงนี้สะท้อนว่าการวางโครงสร้างเรื่องความยั่งยืนจำเป็นต้องมีการพูดถึงการเงินคู่ขนานกันไปด้วย
“เมื่อพูดถึงเศรษฐกิจและการเงิน นั่นหมายความว่าเรากำลังพูดถึงความมั่งคั่งของบุคคลและสังคมด้วย ซึ่งสิ่งที่ต้องยอมรับคือเราจะพูดถึงความมั่งคั่งโดยไม่พูดถึงปัญหาของโลกไม่ได้ เนื่องจากปัญหาของโลกมีปัจจัยที่ใหญ่กว่า ดังนั้นความยั่งยืนจึงไม่ใช่แค่กระแสระดับโลก หรือเป็นสิ่งที่ใครจะทำหรือไม่ทำก็ได้เท่านั้น แต่ได้กลายเป็นเงื่อนไขและกติกาของทั่วโลกที่ตกลงกันว่าจะไม่ใช้ทรัพยากรให้หมดไปวันต่อวัน แต่จะต้องทำให้ทรัพยากรเหล่านั้นสามารถส่งต่อไปสู่คนรุ่นถัดไปได้อย่างยั่งยืน” ญาดากล่าว
ขณะที่ พีรพล เหมศิริรัตน์ ผู้ร่วมก่อตั้งเพจ Environman เผยว่า ก่อนหน้าที่จะมีเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ SDGs การพัฒนาเป็นไปในรูปแบบต่างคนต่างทำ และไม่รู้ว่าปลายทางคืออะไร แต่พอมี SDGs ทำให้เกิดการร่วมมือกัน และมีตัวชี้วัดในของวาระการพัฒนาที่จะมุ่งไป ซึ่งการทำตาม SDGs ทั้ง 17 ข้อนั้นเป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องทำอยู่แล้วในชีวิตประจำวันและทุกข้อมีความเชื่อมโยงกันทั้งหมด เช่น การจะมุ่งสร้างสิ่งแวดล้อมที่อุดมสมบูรณ์ จะไม่สามารถทำได้เลยหากไม่คำนึงถึงสังคม เศรษฐกิจ และระบบนิเวศโดยรอบ
“ที่ผ่านมาคนเริ่มมีความตระหนักในเรื่องความยั่งยืนมากขึ้นแล้ว แต่สิ่งที่ยังขาดคือการลงมือทำ ดังนั้นทางภาครัฐต้องออกแบบนโยบาย หรือกฎกติกาในการผลักดัน รวมถึงภาคเอกชนเองอาจจะต้องสร้างกิจกรรมในการเอื้ออำนวยให้ประชาชนเกิดการมีส่วนร่วมในการสร้างความยั่งยืนมากขึ้นในอนาคต” นายพีรพลกล่าว
ปรับหลักสูตร เน้นทักษะงาน ปลดปล่อยศักยภาพนักศึกษา

ปิดท้ายที่ รศ.เกศินี วิฑูรชาติ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งยืนยันว่ามุ่งพัฒนามหาวิทยาลัยให้เป็นเสมือนพื้นที่การเรียนรู้สำหรับโลกอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการจัดการหลักสูตรการเรียนการสอนที่สอดคล้องกับการเรียนรู้ในโลกยุคใหม่ โดยมุ่งเน้นที่จะเสริมสร้างทักษะการทำงานแห่งโลกอนาคตให้แก่นักศึกษา ด้วยการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาเป็นตัวช่วยในการเรียนรู้ ควบคู่ไปกับการสร้างความตระหนักรู้ถึงแนวคิดความยั่งยืน รวมถึงมุ่งส่งเสริมการพัฒนาในด้านต่างๆ อย่างรอบด้านในระยะยาวและไร้ขีดจำกัด
“ธรรมศาสตร์ปรับปรุงหลักสูตรต่างๆ ให้สอดคล้องกับบริบทปัจจุบันรวมถึงกระแสแนวโน้มของโลกมาโดยตลอด เพื่อเป็นการสร้างองค์ความรู้และเตรียมความพร้อมให้กับนักศึกษาสามารถรับมือ และปลดปล่อยศักยภาพ อีกทั้งปรับตัวตามกระแสความเปลี่ยนแปลงในโลกยุคปัจจุบันและอนาคตได้” รศ.เกศินีกล่าว
นับเป็นการตอบโจทย์ใหม่ๆ ในโลกใบใหม่ ที่การศึกษาไทยต้องปรับตัวให้ทัน
ทีมข่าวเฉพาะกิจ

