เรียนที่ไหนก็ได้ เรียนเมื่อไหร่ก็ได้ เรียนอะไรก็ได้ โลกยุคใหม่ที่ถนนทุกสายไม่ได้มุ่งสู่มหา’ลัย

26.11.22 | 12:21 น.
เรียนที่ไหนก็ได้ เรียนเมื่อไหร่ก็ได้ เรียนอะไรก็ได้ โลกยุคใหม่ที่ถนนทุกสายไม่ได้มุ่งสู่มหา’ลัย
นักศึกษาทดลองหาเสียงเลือกตั้ง ที่ศูนย์ศึกษาประชาธิปไตย กกต. (ภาพจาก ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล)

 

เรียนที่ไหนก็ได้ เรียนเมื่อไหร่ก็ได้ เรียนอะไรก็ได้

โลกยุคใหม่ที่ถนนทุกสายไม่ได้มุ่งสู่มหา’ลัย

ฮือฮาอย่างยิ่งสำหรับ ‘Open House ธรรมศาสตร์ 2022’ ซึ่งมีผู้แห่ร่วมถึง 120,000 คน ทำเอารถติดทุกสารทิศรอบทุ่งรังสิตจน จส.100 ต้องรายงานให้ผู้ไม่เกี่ยวข้องหนีไปใช้เส้นทางอื่นให้ชีวิตราบรื่น ระหว่าง 17-18 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

งานดังกล่าว มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “เปิดบ้านธรรมศาสตร์ เมืองแห่งความยั่งยืน พื้นที่เรียนรู้อย่างไม่สิ้นสุด THAMMASAT OPEN HOUSE 2022 EXPORE THE INFINITY” โดยนอกจากแนะนำคณะวิชาต่างๆ รอบรั้วเหลือง-แดงแล้ว อีกกิจกรรมน่าสนใจคือเสวนาหลากหลาย ชวนขบคิดแก้ปัญหา-ความท้าทาย ระบบการศึกษาไทยในปัจจุบัน มองอนาคต ผ่านการพัฒนาระบบการศึกษาของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รวมถึงความท้าทายในระบบการศึกษาไทย รวมถึงทิศทางการศึกษาแห่งอนาคต

Advertisement

ชั่วโมงเรียนสูง คุณภาพต่ำ ย้ำ ฟรีไม่จริง ซ้ำถูกลงโทษเกินขอบเขต

พริษฐ์ วัชรสินธุ

เริ่มต้นที่เวที ‘ทิศทางการศึกษาไทย ตอบโจทย์คนยุคใหม่ ตอบโจทย์โลกอนาคต’ หนึ่งในวิทยากรที่ซัดอย่างตรงไปตรงมา ผายมือให้ พริษฐ์ วัชรสินธุ หรือ ‘ไอติม’ ผู้จัดการการสื่อสารและการรณรงค์นโยบาย พรรคก้าวไกล ที่พกโพยมานำเสนอว่า การศึกษาไทยในปัจจุบันกำลังประสบปัญหา 3 อย่าง ได้แก่

1.คุณภาพการศึกษา ซึ่งต้องยอมรับว่าไทยมีคุณภาพการศึกษาที่ต่ำกว่าหลายประเทศทั่วโลก ขณะที่สถิติชั่วโมงการเรียนที่เด็กต้องเรียนกลับสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลกเช่นกัน ระบบของไทยไม่สามารถสร้างทักษะเพื่อจะไปแข่งขันกับนานาประเทศได้ ดังนั้นจึงต้องปฏิรูปหลักสูตร วิธีการสอน โดยพัฒนาควบคู่ไปกับการสร้างทักษะที่จำเป็นมากขึ้น เช่น ภาษาอังกฤษ ให้เน้นการสื่อสารมากกว่าการท่องจำหลักไวยากรณ์

2.ความเหลื่อมล้ำ กล่าวคือการศึกษาไทยไม่ได้ฟรีจริง โดยมีค่าใช้จ่ายแอบแฝง เช่น ค่าอุปกรณ์ ค่าหนังสือ และอื่นๆ เฉลี่ยปีละ 2,000-6,000 ต่อนักเรียนหนึ่งคน ซึ่งหลายครอบครัวแบกรับต้นทุนดังกล่าวไม่ไหวเมื่อเจอปัญหาที่กระทบรายได้หรือวิกฤตเศรษฐกิจ ส่งผลให้เด็กต้องหลุดจากระบบการศึกษา และแม้จะเข้าถึงการศึกษาแต่คุณภาพการเรียนการสอนของแต่ละโรงเรียนที่แตกต่างกันค่อนข้างมากอีกทั้งองค์ความรู้ที่ได้ไม่เพียงพอทำให้ต้องไปเรียนพิเศษเพื่อต่อยอดการศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น

3.ค่านิยมในห้องเรียน จำเป็นที่จะต้องมีห้องเรียนที่มีประชาธิปไตย เพื่อปลูกฝังเรื่องเสรีภาพและความเสมอภาค แต่ห้องเรียนของไทยในปัจจุบันกลับเป็นไปแบบอำนาจนิยม เด็กไม่มีเสรีภาพในการแสดงออก บางคนถูกลงโทษเกินขอบเขตจนละเมิดสิทธิความปลอดภัยของผู้เรียน แม้กระทั่งเรื่องธรรมาภิบาล ซึ่งเด็กพบเห็นการทุจริตเกิดขึ้นมากมายภายในโรงเรียน ควบคู่ไปกับการที่โรงเรียนมุ่งสอนว่า โตไปไม่โกง

ศาสตร์ใดๆ ก็ไม่สำคัญเท่าความพร้อม ‘เรียนรู้สิ่งใหม่’ ไปชั่วชีวิต

ดร.การดี เลียวไพโรจน์

ด้าน ดร.การดี เลียวไพโรจน์ หัวหน้าคณะที่ปรึกษา Future Tales LAB กล่าวว่า ในภาพรวมของระบบการศึกษาไทยมีอยู่ 4 เรื่องที่เข้ามาทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลง ประกอบด้วย

1.สังคม ทุกวันนี้หลายประเทศทั่วโลกรวมถึงไทยด้วย กำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Societies) ซึ่งทำให้แนวคิดเรื่องการศึกษาหาความรู้จะไม่ถูกหยุดไว้ที่ช่วงอายุ 22-30 ปี แต่จะกลายเป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Life Long Learning)

2.เทคโนโลยี ซึ่งทำให้ทุกคนเข้าถึงความรู้ได้สะดวก และรวดเร็วขึ้น แต่ในบริบทประเทศไทยที่ผ่านมาแม้จะมีสถิติการใช้อินเตอร์เน็ตสูงกว่าหลายประเทศในโลก แต่ยังเป็นการใช้เพื่อเสพความบันเทิงมากกว่า การใช้เพื่อค้นคว้าหาความรู้ออนไลน์ยังมีสัดส่วนที่ไม่มาก ซึ่งจำเป็นต้องมีมากขึ้น ขณะเดียวกันอินเตอร์เน็ตยังได้สร้างองค์ความรู้แบบห้องเสียงสะท้อน (Echo Chamber) ขึ้นมาโดยตัวมันเอง กล่าวคือ ทำให้คนเลือกรับแต่สิ่งที่ตัวเองอยากรู้ ส่วนสิ่งที่ไม่อยากรู้อาจไม่มีโอกาสได้รู้

3.เศรษฐกิจภาคเอกชนมีความต้องการคนที่มีทักษะรูปแบบใหม่ที่สอดคล้องกับบริบทโลกในปัจจุบัน รวมถึงอนาคต และ 4.คุณค่าของความคิดและความเชื่อมั่นในสังคมปัจจุบันการเรียนจบจากศาสตร์ด้านใดอาจไม่สำคัญเท่ามีความพร้อมในการเรียนรู้สิ่งใหม่อยู่เสมอ

ถนนทุกสายไม่ได้มุ่งสู่มหา’ลัย

ธรรมศาสตร์ไฟเขียว ‘ประสบการณ์แลกหน่วยกิต’

รศ.ดร.พิภพ อุดร

ปิดท้ายวงเสวนานี้ที่ รศ.ดร.พิภพ อุดร รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งมาเผยผลสำรวจจาก World Economic Forum ว่า ในอนาคตตำแหน่งงานจะหายไปกว่า 85 ล้านตำแหน่งทั่วโลก แต่จะมีตำแหน่งงานใหม่เพิ่มถึง 97 ล้านตำแหน่ง ซึ่งหมายถึงโมเดลการเรียนการสอนแบบเดิมจะไม่สามารถตอบโจทย์กับโลกสมัยใหม่ ซึ่งธรรมศาสตร์มองเห็นช่องว่างในส่วนนี้จึงอยากให้นักศึกษารู้จักความชอบหรือความถนัดของตนเอง และเลือกเรียนเฉพาะเพื่อให้เพียงพอต่อการออกไปทำงานจริง แล้วใช้เวลาออกไปเจอโลกภายนอกให้มากที่สุด

“การศึกษาควรจะเรียนที่ไหนก็ได้ เรียนเมื่อไหร่ก็ได้ เรียนอะไรก็ได้ที่สนใจ ซึ่งเป็นโมเดลที่ มธ.พยายามพัฒนา รวมถึงได้ออกข้อบังคับใหม่คือหากนักศึกษามีการฝึกงาน สร้างนวัตกรรม ทำวิจัย ฯลฯ กับภายนอกมหาวิทยาลัย สามารถนำประสบการณ์เหล่านั้นมาเทียบโอนหน่วยกิตได้ เพราะธรรมศาสตร์เชื่อว่าการเรียนรู้เกิดขึ้นทุกที่ ทุกเวลา แม้อยู่นอกห้องเรียน และถนนทุกสายไม่ได้มุ่งสู่มหาวิทยาลัยอย่างเดียวอีกต่อไปแล้ว

ทักษะสำคัญกว่าความรู้ ความรู้มีเยอะมากและออกมาใหม่ตลอดเวลา ต่างกับทักษะ ซึ่งได้แก่ความสามารถในการทำอะไรให้เก่ง ให้เชี่ยวชาญ ความรู้ล้าสมัยได้ ขณะที่ทักษะนั้นจะติดตัวเราไป ซึ่งมีทั้ง Soft Skills และ Hard Skills ความฝันของผมที่เคยพูดไว้ในหลายที่ หลายโอกาส คือเราอยากจะทำให้การศึกษาเปิดกว้างไปถึงรูปแบบที่ เด็กออกแบบได้ว่าตนเองอยากเรียนอะไร และจบแล้วจะเป็นอะไร เพราะคนที่รู้ดีที่สุดควรเป็นตัวเด็กไม่ใช่ตัวเรา” รศ.ดร.พิภพกล่าว

นักศึกษาจำลองการเข้าร่วมประชุมสภา ที่ห้องรัฐสภาจำลอง ศูนย์ศึกษาประชาธิปไตย

 

ถกทางออก ‘โลกยุคใหม่’ ให้พื้นที่ลองผิดลองถูก

ศักดิ์ศรีคนต้องเสมอกัน

อีกวงเสวนาที่น่าฟังไม่แพ้กัน มาในหัวข้อ “WHY SDGs ? : ความยั่งยืน แนวคิดแห่งอนาคต ทางออกของโลกยุคใหม่” ฉายภาพการมุ่งสู่ SDGs (Sustainable Development Goals) ในปัจจุบัน วางรากฐานสำคัญในการสร้างอนาคตของประเทศ เน้นย้ำว่าการขับเคลื่อนให้เกิดความยั่งยืนเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกคน

รศ.ดร.พิษณุ ตู้จินดา รองอธิการบดีฝ่ายบริหารศูนย์รังสิตด้านคุณภาพชีวิต มธ. กล่าวว่า ปัจจุบัน SDGs คือสิ่งที่อยู่ในชีวิตของทุกคน เพราะคนรุ่นใหม่มีความตระหนักในเรื่องนี้ค่อนข้างมากกว่าคนรุ่นก่อน เพราะเห็นตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องวิกฤตการณ์ของธุรกิจ วิกฤตการณ์ของโลกร้อนที่เกิดขึ้น ภัยธรรมชาติ วิกฤตการณ์เงินเฟ้อ และโรคระบาด ทำให้เห็นภาพชัดเจนมากขึ้น เห็นได้จากแนวคิดเรื่องความยั่งยืนของนักศึกษาในธรรมศาสตร์ที่เปลี่ยนไปอย่างมาก โดยนักศึกษาได้เข้ามามีส่วนร่วม และริเริ่มโครงการต่างๆ ด้วยตัวนักศึกษาเอง ดังนั้นมหาวิทยาลัยในฐานะผู้สร้างบุคลากร จึงต้องเป็นพื้นที่ที่ทำให้นักศึกษาได้ซึมซับกิจกรรมที่นำไปสู่ความยั่งยืน

“โครงการต่างๆ ในธรรมศาสตร์จะทำให้นักศึกษาสนุกกับ SDGs ไปในตัว รวมถึงมหาวิทยาลัยเป็นพื้นที่ Sandbox ที่สามารถลองผิดลองถูกได้ และไม่สร้างผลกระทบในวงกว้าง เพราะฉะนั้นผู้บริหารจะต้องให้พื้นที่กับนักศึกษาเพื่อลองผิดลองถูก และผู้บริหารเองก็ต้องร่วมเรียนรู้ไปกับนักศึกษา เพื่อให้ได้โครงการที่จะสามารถทำได้จริง และเพื่อสร้างบุคลากรที่จะขับเคลื่อนความยั่งยืนสู่สังคมในอนาคต” รศ.ดร.พิษณุกล่าว

ทวิดา กมลเวชช

ตามด้วย มุมมองของ ทวิดา กมลเวชช อดีตอาจารย์รัฐศาสตร์ มธ. ซึ่งในวันนี้นั่งเก้าอี้รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โดยมาบอกเล่าว่า กรุงเทพมหานคร มีการทำ SDGs ในทุกเป้าหมาย อย่างไรก็ตาม ไม่ได้เน้นส่วนไหนเป็นพิเศษ แต่เน้นที่การจัดลำดับความสำคัญว่าเรื่องใดควรทำก่อนหรือทำหลัง

“หลักการสำคัญในลำดับแรกคือต้องมุ่งที่จะตอบสนองความจำเป็นของคนในกลุ่มที่มีโอกาสเข้าถึงทรัพยากรของเมืองน้อยที่สุด ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของเมือง และการสร้างความยั่งยืนดังกล่าวต้องไม่ส่งผลกระทบต่อคนกลุ่มอื่นด้วย

ถ้าเราทำได้จะบรรลุเป้าหมาย SDGs ที่เป็นนามธรรมที่สุด คือ Inclusive เพราะเป้าหมายนี้ท้ายที่สุดไม่ใช่หมายถึงการให้เท่าไหร่ แต่คือเรื่องของศักดิ์ศรีความเป็นคนที่ต้องเสมอกันด้วย ว่าเราได้รับการดูแลจากบทบาทของเมืองนอกจากขอให้เขาร่วมมือในการดูแลสังคม” รองผู้ว่าฯ ทวิดากล่าว

พูดถึงความมั่งคั่งโดยไม่พูดถึงปัญหาของโลกไม่ได้!

ความยั่งยืนคือเงื่อนไข-กติกา

จากนั้น ฟังความเห็นจากภาคส่วนทางการเงิน อย่าง ญาดา กาญจนิศากร Financial advisor ซึ่งกล่าวว่า เงินทุนมีความจำเป็นมากสำหรับทั้งธุรกิจและการขับเคลื่อนที่จะมุ่งสู่ความยั่งยืน กล่าวคือถ้าต้องการให้ความสำคัญกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนสามารถเจริญเติบโตได้ ต้องมีการเคลื่อนย้ายเงินทุนไปสู่ปัจจัยนั้นๆ ซึ่งถ้าพูดถึงความยั่งยืนก็ต้องพูดถึงด้านการเงินคู่ขนานไปด้วย เพราะเป็นสิ่งที่จำเป็นในการพัฒนา ตรงนี้สะท้อนว่าการวางโครงสร้างเรื่องความยั่งยืนจำเป็นต้องมีการพูดถึงการเงินคู่ขนานกันไปด้วย

“เมื่อพูดถึงเศรษฐกิจและการเงิน นั่นหมายความว่าเรากำลังพูดถึงความมั่งคั่งของบุคคลและสังคมด้วย ซึ่งสิ่งที่ต้องยอมรับคือเราจะพูดถึงความมั่งคั่งโดยไม่พูดถึงปัญหาของโลกไม่ได้ เนื่องจากปัญหาของโลกมีปัจจัยที่ใหญ่กว่า ดังนั้นความยั่งยืนจึงไม่ใช่แค่กระแสระดับโลก หรือเป็นสิ่งที่ใครจะทำหรือไม่ทำก็ได้เท่านั้น แต่ได้กลายเป็นเงื่อนไขและกติกาของทั่วโลกที่ตกลงกันว่าจะไม่ใช้ทรัพยากรให้หมดไปวันต่อวัน แต่จะต้องทำให้ทรัพยากรเหล่านั้นสามารถส่งต่อไปสู่คนรุ่นถัดไปได้อย่างยั่งยืน” ญาดากล่าว

ขณะที่ พีรพล เหมศิริรัตน์ ผู้ร่วมก่อตั้งเพจ Environman เผยว่า ก่อนหน้าที่จะมีเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ SDGs การพัฒนาเป็นไปในรูปแบบต่างคนต่างทำ และไม่รู้ว่าปลายทางคืออะไร แต่พอมี SDGs ทำให้เกิดการร่วมมือกัน และมีตัวชี้วัดในของวาระการพัฒนาที่จะมุ่งไป ซึ่งการทำตาม SDGs ทั้ง 17 ข้อนั้นเป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องทำอยู่แล้วในชีวิตประจำวันและทุกข้อมีความเชื่อมโยงกันทั้งหมด เช่น การจะมุ่งสร้างสิ่งแวดล้อมที่อุดมสมบูรณ์ จะไม่สามารถทำได้เลยหากไม่คำนึงถึงสังคม เศรษฐกิจ และระบบนิเวศโดยรอบ

“ที่ผ่านมาคนเริ่มมีความตระหนักในเรื่องความยั่งยืนมากขึ้นแล้ว แต่สิ่งที่ยังขาดคือการลงมือทำ ดังนั้นทางภาครัฐต้องออกแบบนโยบาย หรือกฎกติกาในการผลักดัน รวมถึงภาคเอกชนเองอาจจะต้องสร้างกิจกรรมในการเอื้ออำนวยให้ประชาชนเกิดการมีส่วนร่วมในการสร้างความยั่งยืนมากขึ้นในอนาคต” นายพีรพลกล่าว

ปรับหลักสูตร เน้นทักษะงาน ปลดปล่อยศักยภาพนักศึกษา

รศ.เกศินี วิฑูรชาติ

ปิดท้ายที่ รศ.เกศินี วิฑูรชาติ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งยืนยันว่ามุ่งพัฒนามหาวิทยาลัยให้เป็นเสมือนพื้นที่การเรียนรู้สำหรับโลกอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการจัดการหลักสูตรการเรียนการสอนที่สอดคล้องกับการเรียนรู้ในโลกยุคใหม่ โดยมุ่งเน้นที่จะเสริมสร้างทักษะการทำงานแห่งโลกอนาคตให้แก่นักศึกษา ด้วยการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาเป็นตัวช่วยในการเรียนรู้ ควบคู่ไปกับการสร้างความตระหนักรู้ถึงแนวคิดความยั่งยืน รวมถึงมุ่งส่งเสริมการพัฒนาในด้านต่างๆ อย่างรอบด้านในระยะยาวและไร้ขีดจำกัด

“ธรรมศาสตร์ปรับปรุงหลักสูตรต่างๆ ให้สอดคล้องกับบริบทปัจจุบันรวมถึงกระแสแนวโน้มของโลกมาโดยตลอด เพื่อเป็นการสร้างองค์ความรู้และเตรียมความพร้อมให้กับนักศึกษาสามารถรับมือ และปลดปล่อยศักยภาพ อีกทั้งปรับตัวตามกระแสความเปลี่ยนแปลงในโลกยุคปัจจุบันและอนาคตได้” รศ.เกศินีกล่าว

นับเป็นการตอบโจทย์ใหม่ๆ ในโลกใบใหม่ ที่การศึกษาไทยต้องปรับตัวให้ทัน

ทีมข่าวเฉพาะกิจ