โรแบร์ต ชโตลทซ์ กลเม็ดเคล็ดลับแห่งเวียนนาวอลทซ์ กลเม็ดแห่งความเป็นดนตรี

27.11.22 | 10:40 น.
โรแบร์ต ชโตลทซ์ กลเม็ดเคล็ดลับแห่งเวียนนาวอลทซ์ กลเม็ดแห่งความเป็นดนตรี

โรแบร์ต ชโตลทซ์
กลเม็ดเคล็ดลับแห่งเวียนนาวอลทซ์ กลเม็ดแห่งความเป็นดนตรี

ผู้เขียนมีความเชื่อมั่นโดยส่วนตัวอยู่ลึกๆ ว่า ถ้าผู้อำนวยเพลง (conductor) คนใดอำนวยเพลงวอลทซ์ (Waltz) และดนตรีในกลุ่มเพลงเบาสมองแห่งกรุงเวียนนาของ ครอบครัว “โยฮันน์ ชเตราส์”
(Johann Strauss) ได้เป็นอย่างดีแล้ว วาทยกร หรือผู้อำนวยเพลงคนนั้น น่าจะอำนวยเพลงผลงานดนตรีคลาสสิกแบบดนตรีซิมโฟนีได้เป็นอย่างดีเช่นเดียวกัน และเขาผู้นั้นนอกจากจะเป็นวาทยกรที่ดีแล้ว เขายังน่าจะได้ชื่อว่าเป็น “ศิลปินที่ดี” ซึ่งเปี่ยมด้วยรสนิยมอันดีอีกด้วย ทำไมผู้เขียนจึงกล่าวเช่นนี้ เหตุผลก็คือ ผู้เขียนมองว่า มีคุณลักษณะแห่งความเป็นเลิศทางองค์ประกอบดนตรีของดนตรีเบาสมองที่ว่านี้ซึ่งแทรกอยู่ในดนตรีแห่งภูมิปัญญา (Serious Classic) หรือดนตรีซิมโฟนีทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น แนวทำนอง (อันลื่นไหลไพเราะ), ศิลปะแห่งการใช้วลี หรือประโยคทางดนตรี, จังหวะ (และศิลปะแห่งความยืดหยุ่นในจังหวะ), ความคิดสร้างสรรค์ในการตีความทางดนตรี, ความมีอารมณ์ดีและการมองโลกในแง่ดี คุณลักษณะที่ว่านี้ล้วนดำรงอยู่ใน มรดกดนตรีเบาสมองแห่งกรุงเวียนนาอย่างประจักษ์แจ้ง มันคือคุณสมบัติของดนตรีที่ดีนั่นเอง นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมผู้เขียนจึงปักใจเชื่อว่า วาทยกรที่ดีน่าจะอำนวยเพลงวอลทซ์ของ “ตระกูลชเตราส์” ได้เป็นอย่างดี มันคือบทพิสูจน์แห่งความเข้าใจในเรื่ององค์ประกอบแห่งดนตรีนั่นเอง

ดนตรีเต้นรำ หรือดนตรีเบาสมองแห่งกรุงเวียนนาที่ว่านี้ มีบทบาทสำคัญเป็นอย่างมากในศตวรรษที่ 19 เป็นเสมือนดนตรีสมัยนิยม (Popular Music) ที่บรรดาผู้รู้ในฝ่ายอนุรักษนิยมในยุคนั้นมองว่าเป็นประดุจ “ภัยคุกคาม” ที่จะมาทำลายขนบ, จารีตดนตรีซิมโฟนีที่ทรงภูมิปัญญาที่สถาปนาอย่างยากเย็นและยาวนานมาก่อนหลายร้อยปี แต่ทว่า ดนตรีและศิลปะก็เสมือนสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ที่มีแนวทางการดำเนินชีวิต, เจริญเติบโตและพัฒนาด้วยพลังแห่งโชคชะตาในตัวของมันเอง ต่อให้มีการพยายามต่อต้านแค่ไหน สุดท้ายก็สามารถชนะใจผู้คนเข้าไปสถิตอยู่ในหัวใจของผู้คนในสังคมได้ในที่สุด ความห่วงใยที่บรรดาผู้รู้ เคยเป็นห่วงกันว่ามันจะกลายเป็นภัยคุกคามต่อมรดกดนตรีซิมโฟนี (ตามจารีต แบบโมซาร์ท, เบโธเฟน… ฯลฯ) สุดท้ายก็มิได้เป็นเช่นนั้น แต่ได้กลายเป็นศิลปะดนตรีที่เคียงคู่กันมากับดนตรีซิมโฟนีแห่งขนบ-จารีตเดิมอย่างเกื้อกูลเป็นมิตรต่อกันด้วยดีเสมอมา อีกทั้งได้เปลี่ยนสถานะได้รับการยอมรับว่าเป็นแขนงย่อยชนิดหนึ่งแห่ง “ดนตรีคลาสสิก”

เสมือนกับดนตรีซิมโฟนีแห่งขนบจารีต ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นดนตรีแห่งวิถีชีวิตประจำวันของผู้คนในสังคม กาลเวลาผ่านไป สภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป วิถีชีวิตที่ซับซ้อนเร่งรีบมากขึ้น ดนตรีเบาสมองและเวียนนาวอลทซ์ที่เคยได้รับความนิยมร้อนแรงในยุคของ นักแต่งเพลงตระกูลชเตราส์ในศตวรรษที่ 19 ก็ค่อยๆ อ่อนแรงลงในช่วงปลายศตวรรษ และกลายเป็นยุคแห่งสายัณห์สมัย แห่งการเสื่อมถอย ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ที่เรียกกันว่าเป็น “Silver Age” แห่งเวียนนาวอลทซ์ และจุลอุปรากร (Operetta) ความบันเทิงและมหรสพสำหรับคนยุคใหม่ (ในขณะนั้น) ที่เริ่มเปลี่ยนแปลงไป ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ ในช่วงเวลาแห่งสายัณห์สมัยแห่งเวียนนาวอลทซ์นี้เอง ยังคงมีดุริยกวีเรืองนามอีกมากมายที่ได้สร้างสรรค์ผลงาน ในลักษณะดนตรีเบาสมอง (แต่ทรงภูมิปัญญา) นี้ออกมาเป็นจำนวนมาก ทั้งในลักษณะเพลงวอลทซ์, เพลงเต้นรำ, เพลงมาร์ช ตลอดไปจนถึง ละครร้องแบบจุลอุปรากร ชื่อของบรรดานักแต่งเพลงในช่วงเวลานี้ ได้แก่ “เอ็มเมอริค คาลมาน” (Emmerich Kalman),ฟรันซ์ เลฮาร์ (Franz Lehar), ออสการ์ชเตราส์ (Oskar Strauss), ริคาร์ด ฮอยเบอร์เกอร์ (Richard Heuberger) … ฯลฯ และชื่อสุดท้ายที่ผู้เขียนขอหยิบยกขึ้นมา ด้วยแนวคิดที่ว่า “แม้จะเป็นชื่อสุดท้าย แต่ก็มิได้หมายความว่าสำคัญน้อยที่สุด” (The Last but not Least) เขาคือ “โรแบร์ต ชโตลทซ์” (Robert Stoltz) นักแต่งเพลง และวาทยกรชาวออสเตรียที่พอจะกล่าวได้ไม่ผิดนักว่า เขาน่าจะควรค่าที่สุดแห่งการได้รับสมญานามว่าเป็น “ผู้สืบทอดจารีตดนตรีเบาสมองแห่งกรุงเวียนนาคนสุดท้าย”

โรแบร์ต ชโตลทซ์ เกิดที่เมืองกราซ (Graz) ในประเทศออสเตรียในปี ค.ศ.1880 และเสียชีวิตที่กรุงเบอร์ลิน, เยอรมนี ในปี ค.ศ.1975 ด้วยวัย 95 ปี เขาคือศิลปินที่อิ่มเอิบไปด้วย กลิ่นอาย, ขนบ-จารีตแห่งดนตรีในศตวรรษที่ 19 โดยเฉพาะดนตรีเบาสมองแห่งกรุงเวียนนา จัดเป็นศิลปินที่เกิดและเติบโตมาในช่วงยุคโรแมนติกตอนปลาย ที่ได้มีโอกาสซึมซับ เอากลิ่นอาย, ความเป็นดนตรีโรแมนติกมาด้วยตนเองตลอดชีวิต เขาเกิดในครอบครัวสายเลือดนักดนตรี โดยมีบิดาที่เป็นทั้งผู้อำนวยเพลงและครูสอนดนตรีนามว่า “ยาคอบ ชโตลทซ์” (Jakob Stoltz) ซึ่งก็เป็นครูสอนดนตรีคนแรกในชีวิตของ โรแบร์ต ชโตลทซ์อีกด้วย ส่วนมารดาเป็นนักเปียโน นามว่า “ไอดา บอนดี” (Ida Bondy) หลังจากนั้น โรแบร์ต ชโตลทซ์ ได้รับการศึกษาดนตรีอย่างเป็นทางการจากสถาบันดนตรีแห่งกรุงเวียนนา (Vienna Conservatory) โดยเป็นลูกศิษย์ในวิชาประพันธ์ดนตรีของ “โรแบร์ต ฟุค” (Robert Fuch) และ “เองเกลแบร์ต ฮุมเพอดิงค์” (Engelbert Humperdinck) เหตุการณ์เล็กๆ เหตุการณ์หนึ่งที่ควรค่าแก่การจดจำ ก็คือในตอนที่ โรแบร์ต ชโตลทซ์ อายุได้ 19 ปี เขาเคยมีโอกาสนำวงดนตรีไปบรรเลงในคอนเสิร์ตยามค่ำวันหนึ่งที่กรุงเวียนนาต่อหน้า “ราชาเพลงวอลทซ์” นั่นก็คือ โยฮันน์ ชเตราส์ จนเกิดความประทับใจ ถึงกับได้รับการปรบมือ, คำยกย่องชมเชยและคำอวยพรจาก ราชาเพลงวอลทซ์ ตัวจริง

Advertisement

นั่นคือประกาศนียบัตรรับรองว่า เขาคือผู้สืบทอดมรดกดนตรีเวียนนาวอลทซ์คนต่อไปโดยจิตวิญญาณและความชอบธรรม

 

นับเป็นความโชคดี ในความเหมาะเจาะแห่งช่วงเวลา ที่เทคโนโลยีบันทึกเสียงในระบบสเตอริโออันคมชัด เกิดขึ้นทันเวลากับที่ โรแบร์ต ชโตลทซ์ ได้ผ่านประสบการณ์ดนตรีจารีตแห่งกรุงเวียนนามาตลอดชีวิตอย่างสุกงอม และได้ใช้เวลาในบั้นปลายชีวิตถ่ายทอด มรดกแห่งวิธีคิดวิธีตีความดนตรีเบาสมองที่สูงด้วยภูมิปัญญาเหล่านี้ไว้ เป็นจำนวนมากกับวงดนตรีสองวง นั่นคือ “เวียนนาซิมโฟนีออเคสตรา” (Vienna Symphony Orchestra) และ “เบอร์ลิน ซิมโฟนีออเคสตรา” (Berlin Symphony Orchestra) คลังแห่งผลงานบันทึกเสียงมรดกดนตรีเบาสมองแห่งกรุงเวียนนา โดย โรแบร์ต
ชโตลทซ์ เหล่านี้อาจเปรียบเทียบได้ว่าเสมือน คัมภีร์อ้างอิงการตีความมรดกดนตรีเฉพาะทางนี้อย่างน่าเชื่อถือมากที่สุดแหล่งหนึ่งทีเดียว ซึ่งไม่ผิดนัก ที่เราจะเรียกเขาได้ว่าเป็น ผู้สืบทอดจารีตโยฮันน์ ชเตราส์ที่เป็น “ของแท้” และ “ของจริง” แน่นอนที่สุดแม้ว่าการตีความบทเพลงแบบเวียนนาวอลทซ์นั้น มีแนวทางที่เป็นไปได้สารพัดรูปแบบอย่างเหลือคณานับ แต่ทว่าการตีความโดยศิลปินที่เกิดมาท่ามกลางบรรยากาศ, กลิ่นอายแห่งยุคสมัย ได้รับการศึกษาจนแต่งเพลงตามขนบจารีตนี้ได้ด้วยตนเอง อีกทั้งได้รับคำยกย่อง, ยอมรับจากตัว โยฮันน์ ชเตราส์เอง ย่อมเป็นการตีความที่ควรค่าแก่การศึกษาอ้างอิงโดยอนุชนคนรุ่นหลังเป็นอย่างยิ่ง กับคำถามแบบปลายเปิดที่ว่า “ดนตรีจารีตแห่งเวียนนาวอลทซ์ ควรจะบรรเลงอย่างไร?”

และแรงบันดาลใจอันแรงกล้าในการเขียนบทความชิ้นนี้ของตัวผู้เขียนเอง ก็มาจากการได้มีโอกาสฟังผลงานการบันทึกเสียงการตีความมรดกบทเพลงเบาสมองแห่งกรุงเวียนนาที่ โรแบร์ต ชโตลทซ์ได้บันทึกไว้ก่อนเสียชีวิตในช่วงราวทศวรรษ 1960-1970 นั่นเอง จะว่าไปแล้วนี่คือแรงบันดาลใจอันยากที่จะอธิบายให้เป็นรูปธรรมที่ชัดเจน แต่ถ้าในด้านอารมณ์ความรู้สึกแล้ว มันกระจ่างชัดและแปลกใหม่ ผู้เขียนเชื่อว่าคนรักดนตรีเป็นจำนวนมากต่างก็รู้จักและคุ้นเคยกับ บรรดาบทเพลงเบาสมองแห่งกรุงเวียนนา หรือเวียนนาวอลทซ์กันเป็นอย่างดีอยู่แล้ว ฟังกันมายาวนาน จนอาจจะชินชาและไม่พบกับความแปลกใหม่ด้วยซ้ำไป

แต่ในครั้งแรกที่ได้ฟังการตีความบทเพลงเหล่านี้โดย โรแบร์ต ชโตลทซ์ โดยเฉพาะบทเพลงม้าสงครามแก่ อย่าง “On The Beautiful Blue Danube” ซึ่งคุ้นเคยจนอาจจะรู้สึกเบื่อหน่ายในบางครั้งนั้น ในทันทีที่ได้ฟังการตีความของเขา ก็สัมผัสได้ถึงความงาม, รสชาติทางดนตรีที่รู้สึกได้ถึงความแปลกใหม่ ที่รู้สึกได้ด้วยหัวใจแต่ยากที่จะพรรณนาเป็นคำพูด

 

โรแบร์ต ชโตลทซ์ มิได้จงใจ หรือใช้ความพยายามใดๆ ในการที่จะทำให้การบรรเลงของเขามีความแตกต่าง, หรือสร้างความโดดเด่นใดๆ หรือแม้แต่การพยายามสร้างองค์ประกอบทางดนตรีภายนอกให้ฟังดูว่าเป็น “ของแท้” (Authentic), “ต้นตำรับ” (Original) ใดๆ ทั้งสิ้น ความเป็นของแท้และต้นตำรับในการตีความของเขาแสดงออกอย่างโดดเด่นในสิ่งที่เราเรียกกันว่า “คลาสสิก” และ “พอเหมาะพอดี” เขาไม่สร้างความเก๋ไก๋ภายนอกด้วยการยืดจังหวะให้ผิดปกติ, ไม่ยืดไม่หดให้มากเกินควร, เสน่ห์อันสำคัญของดนตรีประเภทนี้อีกประการหนึ่งคือ “ลูกหยอด”, การหยอดถ้อยคำทางดนตรี ที่ฟังดูว่าไม่ทำให้สิ่งเหล่านี้มากเกินไปจนเสียรูปทรงทางดนตรี โรแบร์ต ชโตลทซ์ สร้างความโดดเด่นแตกต่างด้วยสิ่งที่ผู้เขียนขอใช้คำพรรณนาว่า “ชีพจรภายในทางดนตรี” ที่ได้รับการจัดสรร, จัดวางให้ลงตัวลงจังหวะในองค์ประกอบของมันเอง แม้แต่เดิมทีตัวผู้เขียนเองจะชื่นชอบกับการตีความดนตรีเบาสมองเหล่านี้ไปในแบบแหวกขนบ, พลิกแพลงอย่างแตกต่างด้วยอิสรภาพ (ซึ่งตัวสกอร์ดนตรีแบบนี้เปิดทางไว้ให้อยู่แล้ว) แต่เมื่อมาสัมผัสกับการตีความโดย โรแบร์ต ชโตลทซ์แล้วก็ต้องพบกับ เวียนนาวอลทซ์ในฉบับมาดผู้ดีที่แม้จะมีกิริยาวางตัว รักษาภาพลักษณ์แห่งรสนิยม แต่ก็สามารถสยบเราได้ โดยไม่ต้องพลิกแพลงเติมความขี้เล่น, หรือการหยอกเย้าใดๆ ลงไป แบบที่เรามักจะประสบพบเจอ แน่นอนละเขาคือเวียนนาวอลทซ์ของแท้และดั้งเดิม แต่เราก็คงไม่อาจสรุปได้ว่า นี่เป็นวิธีการเล่นดนตรีเบาสมองแห่งเวียนนาที่ควรจะเป็นเพียงรูปแบบเดียว

อะไรเล่าคือสิ่งที่หล่อหลอมความเป็นตัวเขาขึ้นมา แน่นอนที่สุดในด้านหนึ่งมันคือการศึกษา แต่มันคือการศึกษาในสภาวะแวดล้อม, กลิ่นอายแห่งยุคสมัย ที่สืบสายธารมาจากโยฮันน์ ชเตราส์โดยตรงในห้วงเวลาที่ร่วมสมัยทันเห็นกัน นอกจากการศึกษาในระบบจากสถาบันดนตรีแห่งกรุงเวียนนาแล้ว โรแบร์ต ชโตลทซ์ได้คลุกคลีดื่มด่ำกับบรรยากาศของโลกยุโรปใน “ยุคแห่งความสวยงาม” (La Belle Epoque) หรือยุคก่อนสงครามโลก ซึ่งวิถีชีวิตของผู้คนยังผูกพันอย่างเหนียวแน่นกับ มหรสพในรูปแบบของโรงละคร และโรงคอนเสิร์ต เขามีชีวิตอยู่ต่อมาในช่วงการเริ่มต้นของมหรสพแบบใหม่ที่เพิ่งเริ่มก่อตัวขึ้นในศตวรรษที่ 20 นั่นก็คือภาพยนตร์ ในมิติแห่งความเป็นศิลปินสร้างสรรค์แล้ว โรแบร์ต ชโตลทซ์ เป็นดุริยกวีที่มีผลงานบทเพลงเต้นรำแบบเวียนนาวอลทซ์ที่เขาประพันธ์ขึ้นเองเป็นจำนวนมาก, เพลงร้อง ละครจุลอุปรากร (Operetta) ในขนบเวียนนาแห่งศตวรรษที่ 19 มากมาย

และเมื่อมีการสร้างภาพยนตร์เกิดขึ้นในศตวรรษที่ 20 เขาก็สร้างผลงานบทเพลงประกอบภาพยนตร์นับสิบๆ เรื่อง, บทเพลงประกอบรายการแสดงบนเวทีต่างๆ เขาเป็นศิลปินคนสำคัญที่อยู่ในช่วง “รอยต่อแห่งยุคสมัย” อย่างแท้จริง

 

มีบทสนทนาของเขาในบั้นปลายชีวิต ที่เกิดขึ้นไม่นานนักก่อนถึงแก่กรรมในวัย 95 ปี (ในปี ค.ศ.1975) ที่เขาพูดถึงการสร้างงานดนตรีของเขาว่า “…ถ้าตัวผมเองไม่ได้รู้สึกอะไรในหัวใจแล้ว ดนตรี (ของผม) ก็คงจะไม่สามาถเติมเต็มให้กับผู้ฟังได้เลย คุณจะสร้างความเชื่อมั่นประจักษ์ชัดได้อย่างไร ถ้าคุณไม่ได้มีความรู้สึกนั้นด้วยตนเองเสียก่อน…” นี่สะท้อนถึงความคิด-ความเชื่อเรื่องดนตรีจากใจสู่ใจได้เป็นอย่างดี เขาได้รับการยกย่องให้เป็น “พลเมืองกิตติมศักดิ์แห่งกรุงเวียนนา” ในปี ค.ศ.1970 (ตอนอายุได้ 90 ปี) การอำนวยเพลงในบั้นปลายชีวิตเขาใช้ไม้บาตอง(Baton) ที่ได้รับมรดกตกทอดมาจาก โยฮันน์ ชเตราส์ (น่าจะเป็นไม้ที่ใช้กำกับการบรรเลงบันทึกเสียงเพลงของชเตราส์ในช่วงทศวรรษ 1970 นั่นเอง!, ขลังดีนักแล) หลังมรณกรรมของเขา ร่างของเขาได้รับการฝังไว้ในสุสานกลางแห่งกรุงเวียนนา ใกล้ๆ กับหลุมศพของ โยฮันเนส บรามส์ และโยฮันน์ ชเตราส์ที่เขาเคารพ มีสถานที่หลายแห่งและถนนหลายสายในกรุงเวียนนา ตลอดไปจนถึงในเยอรมนี ที่ใช้ชื่อเขาเพื่อเป็นอนุสรณ์ในความทรงจำอันยิ่งใหญ่ และเมื่อมีคนถามเขาว่า “อะไรคือ กลเม็ดเคล็ดลับแห่งเวียนนาวอลทซ์?” เขายิ้มและตอบว่า เสมือนกับจังหวะ 3/4 ในบทเพลงวอลทซ์นั่นแหละ “1/4 คือความเยาว์วัย, สดใส (Spring), 1/4 คือความรัก และ 1/4 คือ…กรุงเวียนนา”

ทั้งหมดนี้จึงไม่ผิดเลยหากเราจะเรียกเขาว่า “เวียนนาวอลทซ์คนสุดท้าย”