#เปิดโกดังหนังสือดี สมานมิตรฯ Return ช้อปเพลิน เสวนาเผ็ด อย่าพลาด 5 วันสุดท้าย

10 วันเต็มๆ สำหรับ งาน สมานมิตรฯ Return #เปิดโกดังหนังสือดี โดยสำนักพิมพ์มติชน ซึ่งตัดริบบิ้นนาทีแรกเมื่อ 25 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

ไม่เพียงเล่มเด็ด เล่มหายาก เล่มโดนใจที่ถูกขนออกมาจากโกดังคุณภาพให้เลือกสรร ทว่า ยังมีกิจกรรมมากมายให้เข้าร่วมตั้งแต่สายจรดค่ำ พร้อมด้วยบูธพันธมิตรสำนักพิมพ์อีกมากมายที่ร่วมกระชับมือ

ลดสูงสุด 90 เปอร์เซ็นต์ เริ่มต้นเพียง 10 บาท

ภายในงานยังมีนิทรรศการ 2 ชุด ได้แก่ “ศิลปะ สถาปัตยกรรม สิ่งพิมพ์ กับคณะราษฎร The Exhibition of Arts, Architecture, Publication and People’s Party” และ “Special Exhibition: Bookcanvas นิทรรศการภาพวาด ‘ตะวัน วัตุยา x มติชน’

Advertisement
สมานมิตร RETURN #เปิดโกดังหนังสือดี มาได้เลยวันนี้-4 ธันวาคม

รอเปิดโกดัง ตั้งแต่โกดังยังไม่เปิด

ฝ่าฝนค้นเล่มที่พลาด ‘ประวัติศาสตร์’ ยังชูโรง

จิรวัฒน์ ตั้งจิตรเจริญ นักศึกษาปริญญาโท ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ตั้งใจเดินทางมางานเปิดโกดังในวันแรกตั้งแต่โกดังยังไม่เปิด ประตูเปิด 10 โมง มาถึงตั้งแต่ 09.30 น. สารภาพว่ารีบมารอเพราะ ‘กลัวหนังสือหมด’ อย่างไรก็ตาม ไม่ได้มีเล่มในใจที่ตั้งใจมาซื้อ แต่เมื่อมาถึงแล้วพบเล่มน่าสนใจจำนวนมาก สุดท้ายกวาดลงตะกร้านับสิบเล่ม ส่วนใหญ่เป็นแนวประวัติศาสตร์ และมานุษยวิทยา

ถามว่าติดตามผลงานของสำนักพิมพ์มติชนตั้งแต่เมื่อไหร่ ได้คำตอบอย่างฉับไวว่า ตั้งแต่เป็นเฟรชชี่ ปี 1 คณะโบราณคดี รั้วศิลปากร โดยมองว่าจุดเด่นของสำนักพิมพ์มติชนคือ การนำผลงานวิชาการที่ยาก ให้ง่าย ทำให้คนอ่านทั่วไปสามารถเข้าถึงได้

ส่วน พระมหาถิรวัฒน์ อธิวฑฺฒโน ภิกษุวัดประยุรวงศาวาสฯ กรุงเทพฯ บอกว่า มาซื้อหนังสือแนวประวัติศาสตร์, พุทธศาสนา รวมถึงหนังสือเบ็ดเตล็ด “เคยมางานเปิดโกดังมติชน เมื่อ 2 ปีก่อน ตอนนั้นบางเล่มพลาด ยังไม่ได้ซื้อไป ครั้งนี้เลยมาดูอีก สนใจแนวประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรมจบปริญญาตรีมาได้ 3 ปีจากมหาจุฬาฯ ตอนนี้เป็นครูสอนพุทธศาสนาที่โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย วันนี้ซื้อแล้วประมาณ 10 เล่ม” พระมหาถิรวัฒน์เล่าก่อนนำหนังสือที่จับจองไว้ในย่ามให้ชม อาทิ นายใน โดย ชานันท์ ยอดหงษ์, บันทึกประวัติศาสตร์ มหากาพย์เขาพระวิหาร โดย นพดล ปัทมะ และสวนทางนิพพาน โดย เสฐียรพงษ์ วรรณปก เป็นต้น

สิรภพ พุ่มพึ่งพุทธ หรือ ‘ขนุน’ แกนนำกลุ่ม ‘มศว คนรุ่นเปลี่ยน’ เคียงข้างแฟนสาว ชี้ชวนกันช้อปหนังสือจนเต็มตะกร้าในห้วงเวลาที่พักยกจากม็อบราษฎร โดยบอกว่า ‘ฝ่าฝน’ มาซื้อหนังสือเกี่ยวกับประวัติศาสตร์การเมืองไทย และประวัติศาสตร์ยุคอาณานิคม รวมถึง ‘บันทึกประเทศไทย’ เล่มดั้งเดิมซึ่งมีการเรียบเรียงไทม์ไลน์เหตุการณ์ต่างๆ ไว้เป็นอย่างดี สามารถใช้สืบค้นได้ “บันทึกประเทศไทย ของมติชน เป็นการเรคคอร์ด และรวบรวมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มีไทม์ไลน์ให้เราสืบค้นได้ นอกจากนี้ ก็ซื้อหนังสือแนวประวัติศาสตร์ มีเรื่อง กองเรือหาคู่, การเมืองไทยใต้อาทิตย์สองดวง, บ้านเมืองของเราลงแดง ซึ่งเล่มนี้ซื้อหลายเล่มเพราะจะนำไปแจกน้องๆ นักกิจกรรม วันนี้ยังตั้งใจมาหาหนังสือเกี่ยวกับการเมืองของประเทศเพื่อนบ้านด้วย”

สุจิตต์ วงษ์เทศ ชมนิทรรศการศิลปะ สถาปัตยกรรม สิ่งพิมพ์กับคณะราษฎร ก่อนวาดลวดลายในเวทีเสวนา ‘เจ้านครอินทร์’

เปิดตัวเล่มใหม่ ‘เจ้านครอินทร์ เมืองสุพรรณ’

สุจิตต์ ลั่น ไม่ใช่กษัตริย์ที่ควรถูกลืม

นอกจากหนังสือ ของซื้อของขาย สำนักพิมพ์มติชน ยังเสิร์ฟความรู้ผ่านเสวนาหลากหลาย ปฐมฤกษ์เบิกเวที กับรุ่นใหญ่ลายครามนาม สุจิตต์ วงษ์เทศ ผู้ก่อตั้งนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ในหัวข้อ ‘เจ้านครอินทร์ เมืองสุพรรณ จีนหนุนยึดอำนาจอยุธยา สร้างสรรค์การค้าสู่สากล’ คู่ขนานหนังสือออกใหม่ที่เจ้าตัวนั่งเก้าอี้บรรณาธิการ ในชื่อว่า เจ้านครอินทร์ เมืองสุพรรณ สร้างสรรค์อยุธยา ราชอาณาจักรสยาม พ็อคเก็ตบุ๊กรวบรวมบทความทางวิชาการของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ, สืบแสง พรหมบุญ, ศรีศักร วัลลิโภดม และรุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล

สุจิตต์กล่าวว่า เรื่องราวของเจ้านครอินทร์ คนทั่วไปไม่รู้จัก ทั้งที่ทรงเป็นกษัตริย์ที่มีความสำคัญอย่างมาก กล่าวคือ เป็นกษัตริย์ถึง 3 รัฐ ได้แก่ 1.รัฐสุพรรณภูมิ ซึ่งสืบต่อมาเป็นเมืองสุพรรณบุรี 2.รัฐสุโขทัย เนื่องจากเจ้านครอินทร์เป็นโอรสขุนหลวงพะงั่ว (ไม่ใช่หลาน) 3.รัฐอยุธยา ในนาม พระนครินทราธิราช ดังนั้น เจ้านครอินทร์จึงไม่ใช่กษัตริย์ที่ควรลืม

เล่มใหม่ไฮไลต์ ‘เจ้านครอินทร์ เมืองสุพรรณ’ สุจิตต์ วงษ์เทศ บรรณาธิการ

“พระร่วงที่ไปเมืองจีนคือ เจ้านครอินทร์ แต่ประวัติศาสตร์ชาติไทยเอาพระร่วงไปให้เป็นพ่อขุนรามฯ ว่าไปเมืองจีน จีนหนุนสุพรรณฯ เพราะใช้ภาษาตระกูลไต-ไทเป็นหลักซึ่งสื่อสารง่าย ในขณะที่อยุธยายังใช้ภาษาเขมร อีกทั้งเป็นแผ่นดินที่ยื่นไปในแหลมมลายู จีนต้องการคุมเส้นทางข้ามคาบสมุทร เพราะสามารถเดินทางต่อไปยังอินเดียและตะวันออกกลางได้ เจ้านครอินทร์ทรงมีความชำนาญการค้าทางทะเล มีเครือข่ายมากมาย ทั้งมลายู จาม แต่สิ่งเหล่านี้ประวัติศาสตร์แห่งชาติไม่พูดถึง” นายสุจิตต์กล่าว

ในการบรรยายดังกล่าว มีบุคคลในแวดวงวิชาการ รวมถึงวงการนักเขียนร่วมรับฟังเป็นจำนวนมาก หนึ่งในนั้นคือ อรุณ วัชระสวัสดิ์ นักวาดการ์ตูนการเมืองระดับตำนานที่บอกว่า ตั้งใจมาฟังบรรยายของ ‘พี่สุจิตต์’ เพราะ ‘คิดถึงมาก’ ไม่ได้เจอกันนาน ได้ความรู้ใหม่

ครั้นแย้มถามถึงสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน อรุณบอกว่า งงๆ มึนๆ อาการเข้าข่ายน่าเป็นห่วง

“ช่วงนี้มันงงๆ มึนและไม่เข้าใจว่าจะเป็นอย่างไร น่าเป็นห่วง และคิดว่าก็คงจะไม่ไปไหนและเป็นอยู่อย่างนี้”

ด้าน ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์ นักประวัติศาสตร์ชื่อดัง ที่มาร่วมรับฟังด้วยนั้น ก่อนกลับยังแวะซื้อ ‘เจ้านครอินทร์ เมืองสุพรรณ สร้างสรรค์อยุธยา ราชอาณาจักรสยาม’ กลับบ้าน 1 เล่ม จากราคาปก 300 บาท ขายในงานเปิดโกดังมติชน เหลือเพียง 255 บาท

กฤช เหลือลมัย ปรุง ‘เห่าดง’

ค้นต้นสายปลายจวัก ชิม ‘เห่าดง’

โชว์ ‘หนังสือเก่า’ สุดว้าว!

จากโปรแกรมเสิร์ฟความรู้ มาถึงช่วงเสิร์ฟเมนูให้ชิมกันจริงๆ อย่าง Talk&Taste : ต้นสาย ปลายจวัก โดย กฤช เหลือลมัย คอลัมนิสต์ด้านอาหารชื่อดัง เจ้าของหนังสือ ‘ต้นสาย ปลายจวัก’ ที่มาเปิดโพยผักพื้นบ้านมากมาย พร้อมยืนยันว่า แม้แต่ ‘วัชพืช’ ก็กินได้ ทั้งยังชี้เป้าปรุง หญ้ายาง จนถึงเถาตูดหมูตูดหมา ก่อนสาธิตเมนู ‘เห่าดง’ ซึ่งเจ้าตัวลุยเด็ด ‘กะเพราป่า’ จากอำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี มาปรุงกลางโกดังมติชน จนซี๊ดซ๊าดไปตามๆ กัน

“กะเพราะป่า ขึ้นตามธรรมชาติ ถ้าชอบกะเพรา แล้วไปต่างจังหวัด เจอทุ่งโล่ง ให้สังเกตกะเพราที่ขึ้นตามธรรมชาติ กลิ่นฉุนร้อน อร่อย การจะได้กินกะเพราที่รสชาติดีจริงๆ สำคัญที่ตัวใบ พอปลูกเป็นอุตสาหกรรม ก็ถูกดัดแปลงให้ใบใหญ่ ข้อเสียคือไม่ค่อยฉุนร้อน แทบไม่มีกลิ่นเลย ที่ผมชอบ คือ กะเพราตามธรรมชาติ ถ้าวิ่ง หรือปั่นจักรยานแล้วเจอก็หมายตาไว้ เวลาจะทำกับข้าวก็ไปเก็บ” กฤชเล่าไปปรุงไป

จบการชิม มาดูโชว์ หนังสือเก่าเล่าประวัติศาสตร์ โดย ธนโชติ เกียรติณภัทร อาจารย์ภาควิชาภาษาไทยและภาษาตะวันออก คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ที่มาทอล์กในประเด็นดังกล่าว โดยเล่าถึงแหล่งหนังสือเก่า อาทิ ร้านหนังสือในศึกษาภัณฑ์พาณิชย์ ถนนราชดำเนิน, ร้านริมขอบฟ้า หัวมุมถนนดินสอ รวมถึงร้านต่างๆ ใน ‘ย่านวังบูรพา’ ซึ่งขณะนี้ก็ยังอยู่ เช่น คลังวิทยา โอเดียนสโตร์ ส่วนแพร่พิทยา ปิดตัวไปแล้ว นอกจากนี้ ในย่านเวิ้งนาครเขษม ก็มีหลายร้านที่เคยไปซื้อหนังสือวรรณคดี ประวัติศาสตร์ พงศาวดาร

หนังสือหายาก มีให้ช่วงชิงเป็นรอบๆ

ธนโชติสรุปว่า หนังสือเก่า มีหลากหลายประเภท ตั้งแต่กลุ่มหนังสือเด็ก นิทาน และหนังสืออ่านเพิ่มเติมของกระทรวงศึกษาธิการซึ่งเคยมีจำหน่ายที่ศึกษาภัณฑ์พาณิชย์ กลุ่มต่อมาคือ หนังสือของกรมศิลปากรซึ่งรวมถึงหนังสือจากหอพระสมุดฯรุ่นเก่า อีกกลุ่มหนึ่งคือวารสารและสิ่งพิมพ์ของคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้แก่ วารสารโบราณคดี ซึ่งมีฉบับปฐมฤกษ์ 3 ปก ซึ่งมีพื้นฐานมาจากนิตยสารช่อฟ้า ของมูลนิธิอภิธรรมวัดมหาธาตุฯ ที่ นายสุจิตต์ วงษ์เทศ ผู้ก่อตั้งนิตยสารศิลปวัฒนธรรม และนายขรรค์ชัย บุนปาน ประธานกรรมการบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) เคยร่วมทำเมื่อครั้งเป็นนักศึกษาคณะโบราณคดี โดยทุกวันนี้คณะโบราณคดียังมีวารสาร คือ ‘ดำรงวิชาการ’

จากนั้น ยังนำนิตยสารฉบับปฐมฤกษ์หลายเล่มมาให้ชมระหว่างการบรรยาย อาทิ นิตยสารศิลปวัฒนธรรมในช่วงแรกก่อให้เกิดประเด็นการถกเถียง เช่น สุโขทัย ไม่ใช่ราชธานีแห่งแรก และคนไทยมาจากไหน?

“หนังสือเก่า เล่าเรื่องของมันอยู่แล้ว สิ่งที่ยังทำให้หนังสือเก่ามีเสน่ห์ คือการบันทึกประวัติศาสตร์ในช่วงเวลานั้น เช่น รูปถ่ายบรรยากาศบ้านเมืองที่อยู่ในหนังสือในขณะนั้น เช่น บรรยากาศของสถานีรถไฟซึ่งสะท้อนออกมาในแบบเรียนยุคต่างๆ อย่างยุคมานะ มานี เป็นอีกแบบหนึ่ง ยุคก่อนหน้าก็เป็นอีกแบบ นอกจากนี้ หนังสือเก่ายังสะท้อนแนวคิดของคนในรุ่นนั้นๆ อีกด้วย” ธนโชติทิ้งท้าย

รศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี

ถกทิศทางการเมือง ‘สิริพรรณ’ มอง ‘รวมไทยสร้างชาติ’

เหมือนมือที่ 3 ขัดตาทัพ ‘พปชร.หมั้น พท.’

อีกหนึ่งเสวนาที่ผู้ฟังล้นหลามจนต้องเสริมเก้าอี้ คือ Special Talk: 2566 ในหัวข้อ “การเมืองไทย ไปทิศทางไหน” โดย รศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ฟันธงว่า ‘ไม่มีทางกลับไป หาร 500’ ทั้งยังมองพรรคการเมืองอย่าง ‘รวมไทยสร้างชาติ’ ว่าเสมือนมือที่ 3 ขัดตาทัพพลังประชารัฐหมั้นเพื่อไทย โดยในตอนหนึ่ง ผู้ดำเนินรายการถามถึงประเด็น ‘แยกกันเดิน รวมกันตีในอนาคต’ (หรือไม่?)

รศ.ดร.สิริพรรณตอบว่า เรื่องแยกกันเดิน เป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจ เราจะเห็นว่าตอนนี้สิ่งที่ไม่เคยมีในสังคมไทยมาก่อน คือการมีพรรคทหาร 2 พรรคพร้อมกัน จากอดีตพรรคทหารจะเกิดขึ้นมาทีละพรรค แต่ตอนนี้ 2 พรรคเหมือนกับ 2 หัว ถามว่าเป็นเทคนิคการต่อสู้ แยกกันเดิน แล้วมารวมกันทีหลังหรือไม่ ในแง่หนึ่งเชื่อว่าโอกาสรวมกัน เป็นไปได้

“แต่การแยกกันเดิน ไม่ใช่เรื่องแทคติค (กลยุทธ์) อย่างเดียว ยังเป็นเรื่องของวิธีการในการทำงานทางการเมือง ซึ่งภาพรวมองคาพยพของพลังประชารัฐ ถ้าไม่นับกลุ่ม 4 กุมารที่แยกออกไป ส่วนใหญ่คือ ศิษย์เก่าเพื่อไทย ฉะนั้น โอกาสที่พลังประชารัฐจะไปร่วมมือกับเพื่อไทยเป็นไปได้สูง แต่ยุทธศาสตร์แบบนี้อาจจะถูกใจคนจำนวนหนึ่ง เพราะคือการต่อรอง และการสลายขั้วการเมืองคือยุทธศาสตร์ของกลุ่มหนึ่งในพลังประชารัฐ และอาจจะเป็นยุทธศาสตร์ของ พล.อ.ประวิตร

แต่ฝั่งที่หนุน พล.อ.ประยุทธ์ไม่ชอบยุทธศาสตร์นี้ คือยังไม่อยากเห็นการสลายขั้ว ยังยอมรับไม่ได้ที่เพื่อไทยจะขึ้นมาเป็นรัฐบาลอีกครั้งหนึ่ง แม้จะในภาพของรัฐบาลผสมก็ตาม ดังนั้น พูดง่ายๆ การเกิดขึ้นของรวมไทยสร้างชาติ เหมือน ‘มือที่ 3’ ที่เข้ามา อย่างน้อยป้องกันไม่ให้ เพื่อไทยกับพลังประชารัฐ หมั้นหมายและแต่งงานกันได้ในที่สุด เหมือนกับมาขัดตาทัพเอาไว้ก่อน เพราะมองว่าจะเป็นการกลับมาของเพื่อไทย ถึงแม้จะเป็นเพื่อไทย+พลังประชารัฐ ก็ตาม แต่ก็มีโอกาสที่พลังประชารัฐจะไปรวมกับรวมไทยสร้างชาติด้วย” รศ.ดร.สิริพรรณกล่าว

สำหรับครึ่งหลังอีก 5 วัน ยังมีกำหนดการเข้มข้นทั้งกิจกรรมเสวนา และหนังสือมากมายให้หอบหิ้วจากโกดังมติชน ขนไปเป็น ‘กองดอง’ ไว้บ้าน เก็บไว้อ่านทีหลัง หรือตะลุยเดินทางผ่านตัวอักษรแบบเรียลไทม์ก็ตามสะดวก

ทีมข่าวเฉพาะกิจ

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image