เมื่อ‘ปัญญาชนเมียนมา’ กลายเป็น‘แรงงานต่างด้าว’หาเช้ากินค่ำ โศกนาฏกรรมผู้ลี้ภัยในวันแผ่นดินเดือด

30.11.22 | 13:48 น.
การต่อต้านการรัฐประหารในกรุงย่างกุ้ง เมื่อ 17 กุมภาพันธ์ 2021 (เอเอฟพี)

 การรัฐประหารในประเทศเมียนมา โดย พล..อาวุโส มิน อ่อง ลาย ผู้บัญชาการทหารสูงสุดพม่าที่เข้ายึดอำนาจรัฐบาลพลเรือนเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 ใช้อำนาจคุกคามประชาชน ส่งผลให้ปัจจุบันมีชาวเมียนมาลี้ภัยเข้ามาในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง แต่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลทหารทำให้ชาวเมียนมาไม่สามารถลี้ภัยเข้ามาได้อย่างง่ายดายนัก และยังคงประสบปัญหาในการดำเนินชีวิตแม้อยู่ในประเทศไทยแล้ว ท่ามกลางกระแสการต่อต้านที่เสียงของชาวเมียนมาเริ่มแผ่วเบาลงจากการต่อสู้ที่ยืดเยื้อ ในขณะที่ประเทศไทยเพิ่งเป็นเจ้าภาพในการประชุมเอเปคซึ่งเพิ่งจบไปไม่นาน โดยในช่วงนั้นมีกลุ่มต่างๆ ออกมาปลุกประเด็นการรัฐประหารในประเทศเมียนมาให้ตื่นขึ้นอีกครั้ง

เมื่อช่วงกลางเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย เดินขบวนเพื่อยื่นหนังสือเรื่องยุติการนองเลือดในเมียนมาถึง พล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สำเนาถึง นายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ โดยเรียกร้องให้รัฐบาลไทยในฐานะเจ้าภาพจัดการประชุมเอเปค ประจำปี 2022 (Asia-Pacific Economic Cooperation: APEC) ว่าควรมีบทบาทสำคัญในการร่วมหารือเพื่อยุติการนองเลือดในประเทศเมียนมาและแสดงพลังในการยืนหยัดเคียงข้างประชาชนชาวเมียนมา

ล่าสุด แอมเนสตี้ ยังได้เคลื่อนไหวในประเด็นนี้อย่างต่อเนื่อง ในกิจกรรม ‘Walk with Amnesty’ ที่มูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน (LPN) จังหวัดสมุทรสาคร โดยมีชาวเมียนมาที่ลี้ภัยเข้ามายังไทยร่วมบอกเล่าเรื่องราวภายหลังการรัฐประหารเมียนมา รวมถึงนักวิชาการชาวไทยมาให้ความรู้ในครั้งนี้ด้วย

สมพงศ์ สระแก้ว ผู้ก่อตั้งและผอ.มูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน(LPN)

ปัญญาชนโดนหนัก เจอแบล๊กลิสต์ถอนใบอนุญาต

เรน (นามสมมุติ) อาจารย์มหาวิทยาลัยจากเมืองทวาย เปิดเผยว่า ผู้ที่ร่วมอารยะขัดขืนในเมียนมา 70-75% เป็นเจ้าหน้าที่ทางการศึกษา โดยข้าราชการการศึกษา เป็นกลุ่มที่ร่วมอารยะขัดขืนมากที่สุด จึงทำให้ทางการเล่นงานหนักที่สุด ตนถูกยกเลิกใบอนุญาต (License) ถ้าใครจ้างจะมีความผิด 

Advertisement

สมมุติเป็นโรงเรียนเอกชนก็จะมีความผิดไปจ้างครูนอกระบบไม่มีใบอนุญาต ถ้าไม่ทำเรื่องสายการศึกษาจะไปทำอาชีพอื่น ผู้ประกอบการก็จะไม่น่ารับ เพราะว่า ทุกคนกลัวว่าจะได้รับความอันตราย

หรือการข่มขู่จากทางทหาร เนื่องจากมีรายชื่อและติดแบล๊กลิสต์ คือ คุณอยู่ในประเทศเมียนมา แต่คุณจะทำงานอื่นไม่ได้เลย และคุณห้ามออกนอกประเทศถูกกฎหมายด้วยเรนเล่า 

และแม้ว่าจะได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลพลัดถิ่น คือรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ’ (National Unity Government: NUG) แต่เนื่องจากมีงบประมาณที่ไม่สามารถครอบคลุมได้ทั้งหมด จึงต้องต่างพากันหางานทำ กระทั่งใช้แรงงานก็ยอม 

ในมหาวิทยาลัยของผม มีประมาณทั้งหมด 13 หน่วยงาน และคนรวมข้าราชการกว่า 100 คน จะได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลผลัดถิ่น NUG แล้วจากเดิมได้เงินเดือนจากรัฐ 200,000 จ๊าต ก็ได้รับจาก NUG แค่ประมาณ 50,000 จ๊าต ซึ่ง 50,000 จ๊าตนี้ไม่ใช่

ตลอดที่ร่วมอารยะขัดขืน อาจได้ 2-3 เดือนแรก และหลังจากนั้น

ก็ได้บ้างไม่ได้บ้าง ไม่ได้เลยก็มี ฉะนั้นมีคนอีกจำนวนมาก ที่เป็นข้าราชการที่ร่วมอารยะขัดขืน จากที่เป็นปัญญาชนไปเป็นแรงงานแบบหาเช้ากินค่ำ อย่างเช่น ก่อสร้างก็ไปทำรายวัน หรือทำไร่ทำนารายวัน นี่เป็นสถานการณ์ในตอนนี้อดีตอาจารย์มหาวิทยาลัยเล่าชีวิตที่พลิกผัน 

อาจารย์มหาลัย ลี้ภัยจากเมียนมา ขอแรงอาเซียนหนุนรัฐบาลพลัดถิ่น

จากนั้น เรน เปิดใจว่า อยากให้คนไทยช่วยเหลือคนที่ยังอยู่ในเมียนมา โดยการผลักดันให้รัฐบาลไทยมีปฏิสัมพันธ์กับรัฐบาลพลัดถิ่น (NUG) มากขึ้น เพื่อเป็นการสนับสนุนทางหนึ่ง 

ตอนนี้สิ่งที่ NUG ประสบปัญหาคือเรื่องงบประมาณทั้งด้านมนุษยธรรม และเรื่องเกี่ยวกับอาวุธ เพื่อที่จะออกมาปกป้องประชาชนของตัวเอง และหลังรัฐประหารในเมียนมา สถานการณ์มีทิศทางที่

บวกอยู่อย่างหนึ่ง คือ เรื่องที่คนไทยมีความคิดเห็น เห็นใจเมียนมามากขึ้น ภายหลังจากการรัฐประหารและความคิดของคนไทยที่ก่อนหน้านี้เหมือนไม่สนใจเมียนมาก็มีมากขึ้น ความจริงแล้วมีอีกองค์กรหนึ่งที่สามารถช่วยเรื่องปัญหาเมียนมาได้ดีที่สุด คือไม่ใช่แค่ไทย แต่ผมเชื่อมั่นในระดับอาเซียน จะร่วมมือและใช้หลักบทบาทอาเซียนสนับสนุนประชากรเมียนมาได้ดีกว่านี้ และควรจะรีบทำมากกว่านี้ 

อีกประเด็นน่าสนใจจากอดีตอาจารย์มหาวิทยาลัยท่านนี้คือข้อมูลที่ว่า ทหารเมียนมาพยายามเล่นการเมืองระหว่างประเทศ กล่าวคือ คล้ายกำลังพยายามปล่อยนักโทษการเมืองให้ออกมา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักโทษทางการเมืองที่มีชื่อเสียง และครั้งหนึ่งอาจไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร แต่หลายคนได้ทำข้อตกลงกับรัฐบาล พอออกมาก็สนับสนุนรัฐบาลทหาร ว่าครั้งหนึ่งไม่เห็นด้วยตอนนี้เห็นด้วยแล้ว นี่คือสิ่งที่ต้องระมัดระวัง 

แพทย์-พยาบาลเมียนมาชู 3 นิ้ว นัดหยุดงาน-ติดริบบิ้นแดง(เอเอฟพี)

พยาบาลเจ้าหน้าที่กระทรวงเกษตรรัฐมอญ วอนคนไทยเห็นใจ

สถานการณ์บังคับ จำต้องอยู่แบบผิดกฎหมาย

มิน (นามสมมุติ) เจ้าหน้าที่กระทรวงเกษตร รัฐมอญ ที่กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่าหลบหนีเข้าเมืองมาแบบไม่มีเอกสาร ทำให้การมาอยู่ในประเทศไทยเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ทำให้การมาอยู่อาศัยในไทยเป็นเรื่องค่อนข้างยาก ต้องกลัวเจ้าหน้าที่ตลอดเวลา 

ในส่วนนี้อยากขอความเห็นใจจากคนไทย อยากให้ร่วมผลักดันเรื่องที่ว่าหลบร้อนมาในประเทศไทย เราไม่ได้ตั้งใจทำผิดกฎหมายไทย แต่สถานการณ์บีบบังคับให้ต้องตัดสินใจแบบนั้นก็อยากขอ

ความเห็นใจกับคนไทย และรัฐบาลไทยเห็นใจพวกเรา ความจริงแล้วการเดินทางเข้ามาในประเทศไทย คือ การเลี้ยงปากท้องตัวเอง แต่มีความมุ่งมั่นคือ เมื่อตัวเองมีรายได้ก็จะนำเงินส่วนหนึ่งไปสนับสนุนรัฐบาล NUG เพื่อที่จะร่วมต่อสู้ต่อไปมินกล่าว 

ด้าน พิว (นามสมมุติ) พยาบาลด้านสูตินรีเวช เจ้าหน้าที่ราชการรัฐมอญ กล่าวว่า พยาบาลเป็นงานเฉพาะตัว เมื่อเกิดปัญหาจึงไปทำงานโรงพยาบาลเอกชน แต่เมื่อไปสมัครก็มีทหารมาคอยติดตามอยู่ตลอด สถานการณ์ที่ทำให้ลี้ภัยเข้ามายังไทย คือ ความกังวลด้านความปลอดภัย เช่น ทางการวางกองกำลังรอบนอกหมู่บ้าน พอตอนกลางคืนก็ยิงเข้าไปในหมู่บ้าน  

ความจริงแล้วมีกลุ่มคนอีกกลุ่มหนึ่งในเมียนมาที่เราจะต้องให้ความสำคัญเป็นลำดับแรกๆ คือ เรื่องเด็กในค่ายผู้ลี้ภัยที่เราต้องให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน และจริงๆ แล้วมีกลุ่มคนที่เป็นอาสาสมัครกลุ่มหนึ่งที่ทำงานอยู่ในพื้นที่ชายแดน หรือในประเทศไทยเอง ซึ่งบางส่วนเป็นตัวแทนของ NUG และบางส่วนก็เป็นของไทย แต่สิ่งที่ขาดคือการร่วมมือการทำงานร่วมกันเพื่อที่จะส่งมอบความช่วยเหลือ ซึ่งยังไม่แข็งแกร่งในการร่วมมือให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกันอดีตเจ้าหน้าที่ราชการรัฐมอญเล่า 

นอกจากนี้ ข้อมูลจากชาวเมียนมา ทั้ง เรน มิน พิว กล่าวตรงกันว่า ไม่ได้เป็นแกนนำมีเพียงการอารยะขัดขืน ไม่ได้ออกไปชุมนุม หรือเผยแพร่ข้อมูลเรื่องการชุมนุมผ่านโซเชียล ซึ่งช่วยลดการคุกคามจากทหารได้ระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องทำคือตัดขาดจากครอบครัว เพื่อไม่ให้พวกเขาถูกคุกคาม กล่าวคือพ่อแม่ซึ่งอยู่ที่เมียนมาต้องตัดขาดความเป็นพ่อลูก หากพ่อแม่เสียชีวิต พวกเขาจะไม่มีสิทธิได้รับมรดก ต้องเขียนพินัยกรรมว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกันแล้ว การทำแบบนี้ทำให้ลดแรงกดดันจากทางการเมียนมาทางการทหารได้ ทำให้ครอบครัวไม่ได้ถูกจับ หรือถูกคุกคาม แต่ยังคงมาติดตามสอบถามว่าพวกตนไปอยู่ที่ไหน 

ชาวเมียนมาวาดรูปชู 3 นิ้วด้วยสีแดงลงบนพื้นถนน รณรงค์ประท้วงเลือด ที่เมืองชเวโบ เขตสะไกง์ (เอเอฟพี)

หนีเสือปะจระเข้? หลบสงครามมาเจอคอร์รัปชั่น 

เค้กหอมหวานขูดรีดแรงงานข้ามชาติ

จากเสียงของผู้ลี้ภัย มาคุยกับ สมพงศ์ สระแก้ว ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการมูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน (LPN) ซึ่งเปิดเผยถึงสถานการณ์การลี้ภัยของชาวเมียนมาว่า บัดนี้เชื่อว่ามีกลุ่มที่มีมันสมอง หรือสติปัญญาจากเมียนมาเข้ามาเมืองไทยไม่น้อย โดยทั่วไปทางกลุ่ม LPN จะทำทุกเรื่องในการรับเรื่องเรียกร้องทุกเรื่องแรงงานพบเจอในไทย เมื่อไม่นานนี้ตนมีโอกาสเจอศิลปินเมียนมา กลุ่มนักแต่งเพลง นักดนตรี เข้ามาทำงานในเมืองไทย กลุ่มทหาร ตำรวจ ครู เข้ามาเยอะ เพราะไม่สามารถอยู่ที่นั่นได้ สิ่งที่เราสามารถตอบสนองการแก้ไขปัญหาได้คือ ตอนนี้เรามีอาสาสมัครกระจายทั่วไปหลาย 1,000 คนทั่วประเทศ 

ปัจจุบันต้องรับทราบว่า พื้นที่ไหนที่มีแรงงานข้ามชาติเป็นพื้นที่แสวงหาประโยชน์ของเจ้าหน้าที่รัฐ หรือคนบางกลุ่มที่เป็นสีเทา ด้านพี่น้องแรงงานที่ลี้ภัยทางการเมืองเข้ามาอยู่ตามสถานทูต โดยตัวเลขที่อยู่ในสารระบบในกระทรวงแรงงานมีเลขขึ้นถึง 300,000 คน เพิ่มขึ้นประมาณ 2 เท่าตัว ซึ่งสามารถอยู่ได้จากการคุ้มครองนอกระบบ ซึ่งกลุ่มที่เข้ามาใหม่เหล่านี้ถูกกระบวนการนายหน้าเอารัดเอาเปรียบ ก็ต้องจ่ายไปสูงเพื่อที่จะลงทะเบียน ต้องมีต้นทุนประมาณ 10,000-20,000 บาท และมีโควต้าใต้ดิน เพราะฉะนั้นพี่น้องแรงงานที่อยู่ประเทศไทยกลายเป็นเค้กที่หอมหวานสำหรับธุรกิจที่ทำเรื่องแรงงานข้ามชาติกับเจ้าหน้าที่รัฐ ตั้งแต่ระดับกระทรวงสมพงศ์กล่าว 

ปฏิมา ตั้งปรัชญากุล ผู้ก่อตั้งและผู้จัดการมูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน (LPN) เสริมว่า ภายหลังรัฐประหารความจริงสถานการณ์นั้นรุนแรงและมีความเปราะบางมาก ในขณะเดียวกันการลี้ภัยมายังประเทศไทย ก็เหมือนหนีเสือปะจระเข้

พวกเขาหนีสงครามมา แต่ก็มาเจอเรื่องระบบคอร์รัปชั่นในบ้านเรา และรัฐบาลไทยไม่เคยรักที่จะมีผู้ลี้ภัยในประเทศอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเราจะแยกไม่ได้ระหว่างผู้ที่ลี้ภัยกับผู้ที่หนีความยากจนมาทำงาน คือ คนเมียนมาส่วนหนึ่งเกือบครึ่ง คือ หนีภัยสงครามทางการเมือง ส่วนที่เป็นเด็ก ตอนนี้ที่สุราษฎร์ธานีมีประมาณ 300 คน พักอยู่ในศูนย์เรียนรู้ที่เราตั้งขึ้นมา เพื่อดูแลเด็ก ในส่วนขององค์กรเราก็ทำเท่าที่ทำได้ปฏิมาเผย 

ภายใต้สถานการณ์ทางการเมืองที่บีบคั้น ยังมีชาวเมียนมาอีกจำนวนมากยังคงยืนหยัดต่อสู้อย่างไม่ย่อถอยเพื่อทวงอำนาจของประชาชนกลับคืนมา และเป็นประเด็นที่ทั่วโลกยังคงต้องให้ความสนใจ

ณัฏฐ์นรี เฮงสาโรชัย

 

อ่านข่าวเกี่ยวข้อง