หน้าแรก ประชาชื่น ปลายทาง&#8221...

ปลายทาง”มือถือ” ระเบิดเวลา กับราคาที่ต้องจ่าย

23.11.16 | 14:39 น.

เพราะโลกทุกวันนี้ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี โทรศัพท์มือถือกลายเป็นของคู่กายของคนทุกวัยทุกระดับ เพื่อการสื่อสาร เพื่อความบันเทิงเคลื่อนที่ภายในมือ รวมทั้งยังเป็นเสมือนอาภรณ์ที่บ่งบอกรสนิยมผู้ใช้

มีรายงานวิจัยพบว่า คนไทยเปลี่ยนโทรศัพท์มือถือเฉลี่ยทุก 18 เดือน บ้างว่ากันถึงขนาดเปลี่ยนทุกปี!

แล้วโทรศัพท์ที่เลิกใช้แล้วไปอยู่ที่ไหน?

…ขายต่อ แลกซื้อเป็นส่วนลดสำหรับเครื่องใหม่ ให้ญาติพี่น้อง ใช้แทนนาฬิกาปลุก เก็บไว้เป็นคอลเล็กชั่นส่วนตัว ฯลฯ

มือถือ กับความมั่นคงของชาติ

“พ่อค้าแม่ค้ารับซื้อโทรศัพท์เก่าแลกกะละมัง โวยข่าวมั่วแลกเอาไปใช้ก่อการร้าย”

Advertisement

หัวข้อข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์เมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา อาจมองว่าเป็นข่าวเล็กๆ ทว่าสิ่งที่สะท้อนผ่านเนื้อข่าวชิ้นนี้นอกจากผลกระทบจากการแชร์ข่าวบนโลกโซเชียลที่ไม่มีการสอบข้อเท็จจริง ยังเห็นภาพของเจ้าหน้าที่ที่ต้องทำงานหนักขึ้นในการเฝ้าระวังความปลอดภัยให้กับประชาชน

ซึ่งหนึ่งในเครื่องมือก่อการร้ายคือ “โทรศัพท์มือถือ”

แน่นอนว่าไม่ใช่สมาร์ทโฟน แค่โทรศัพท์มือถือธรรมดารุ่นแรกๆ เมื่อ 10 ปีที่แล้ว หรือที่ได้มาจากการแลกซื้อ การเปลี่ยนเบอร์โทรพร้อมเติมเงินเครื่องละไม่กี่บาทที่เลิกใช้แล้ว แต่กับคนอีกกลุ่มหนึ่งเป็นเสมือนขุมทอง สามารถนำมาแยกชิ้นส่วน สกัดเอาโลหะมีค่าต่างๆ อย่างทองแดง แพลทินัม หรือทองคำขาว ฯลฯ รวมถึงทอง ไปขายเป็นรายได้อย่างงาม

“ถ้าเป็นโทรศัพท์มือถือรุ่นโบราณที่บางคนล้อกันว่ารุ่นกระดูกหมา ยิ่งมี (ส่วนผสม) ทองมาก” ถวัลย์ แสงสว่าง ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท เทส-แอม ประเทศไทย ผู้ให้บริการรีไซเคิลอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ให้ความรู้

แล้ว “ทอง” ที่ว่าในยุคที่ราคาเฉลี่ยบาทละ 2 หมื่นกว่าบาท มีมากสักแค่ไหน?

1,000 กิโลกรัมของโทรศัพท์มือถือ ได้ทองราว 150 กรัม ซึ่งถ้าเป็นรุ่นเก่าๆ จะมีทองสูงถึง 20-30%

นี่จึงเป็นที่มาของคำยืนยันที่ถวัลย์ว่า พ่อค้าเร่รับแลกโทรศัพท์มือถือไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อก่อการร้ายแน่นอน พร้อมกับเล่าให้ฟังว่า

ในภาคอีสานมีพ่อค้าเร่ที่รับแลกโทรศัพท์เก่าๆ เหล่านี้เป็นร้อยๆ เจ้า โดยมีจุดหมายที่ตลาดมืดกับค่าตอบแทนที่เครื่องละ 20-30 บาท ไปจนถึง 80-100 บาท

ขยะอิเล็กทรอนิกส์ มีคุณอนันต์มีโทษมหันต์

ในมุมมองของเจ้าหน้าที่ตำรวจ โทรศัพท์มือถืออาจเป็นวัตถุต้องสงสัย ทว่าประเด็นที่ถือเป็นปัญหาความมั่นคงและน่ากังวลยิ่งกว่าในยุค 4 จี คือปลายทางของโทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่เสื่อมสภาพแล้ว

ประเทศไทยมีประชากรราว 70 ล้านคน มีโทรศัพท์มือถือ 122% ของประชากรทั้งหมด ถ้าคน 1 คนเปลี่ยนโทรศัพท์ทุกปี นั่นหมายถึงขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่จะเพิ่มขึ้นอีกมากมายทุกปี

ขณะเดียวกัน ผลสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคกลุ่มครัวเรือน เมื่อไม่ใช้มือถือและคอมพิวเตอร์แล้ว กว่า 50% นำไปขาย อีก 30% เก็บไว้ ขณะที่ 8-12% นำไปทิ้งรวมกับขยะอื่น

บรรดาพ่อค้ารับซื้อของเก่าโดยเฉพาะโทรศัพท์มือถือเก่าตามตลาดมืด ส่วนใหญ่จะนำไปสกัดเอาโลหะมีค่า ส่วนฝาครอบที่เป็นพลาสติก

อาจชั่งกิโลขาย หรือทิ้งเป็นขยะเพราะด้อยค่ากว่านัก

ถามว่ากรรมวิธีดังว่าปลอดภัยไหม…ไม่ แน่นอน!

“เพราะมีทั้งสารเคมีที่ใช้ในการทำละลาย เช่น ไซยาไนด์ และสารละลายในความร้อน บางทีเผากลางแจ้งแล้วแก๊สที่ไม่มีสีไม่มีกลิ่นก็จะลอยขึ้นไปในอากาศ จะสะสมในร่างกายและเป็นตัวก่อโรคผิวหนัง รวมทั้งโรคมะเร็งในระยะยาว”

ในส่วนของก๊าซพิษที่ได้นั้นยังเป็นอันตรายต่อสภาพแวดล้อม จากการที่ถูกชะล้างโดยน้ำฝนหรือความชื้นในอากาศลงสู่พื้นดินในน้ำใต้ดิน

ขณะที่ตัวแผงพีซีบี-พรินเซอร์กิตบอร์ด หลังสกัดโลหะมีค่าไปแล้วก็ยังทิ้งอันตรายไว้อีก อาทิ สารแคดเมียม อาร์เซนิก ปรอท ฯลฯ

“รียูส” คือ คำตอบ

ประหยัด ปลอดภัย ได้ประโยชน์

การจัดการโทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่เสื่อมสภาพแล้วอย่างถูกวิธี นอกจากจะป้องกันสารพิษที่อาจจะปนเปื้อนลงสู่พื้นดินและแหล่งน้ำแล้ว ยังเป็นการลดการสิ้นเปลืองทรัพยากร

ยกตัวอย่างกรณีประเทศญี่ปุ่น เจ้าภาพการจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกในปี 2020 เสนอว่าจะนำโลหะจากเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์จากโทรศัพท์มือถือ 8,000,000 เครื่อง ทำเหรียญทอง 5,000 เหรียญ

“ถ้าสกัดทองจากโทรศัพท์มือถือก็จะช่วยลดโลกร้อน ไม่ต้องขุดจากเหมืองแร่ใหม่ ก๊าซเรือนกระจกก็จะลดลง เพราะไม่ต้องไปผ่านกระบวนการหลายขั้นตอนจนได้ทอง 99.99% ที่ให้คาร์บอนไดออกไซด์ออกมาเยอะมาก”

อย่างไรก็ตาม ถ้าให้ประเมินการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ในเมืองไทยอย่างถูกวิธีในปัจจุบัน ถวัลย์บอกว่า ที่ส่งไปรีไซเคิลที่เทส-แอม สำนักงานใหญ่ที่สิงคโปร์มีเพียง 0.3% ของทั้งหมด คือประมาณ 12 ล้านเครื่องต่อปี

ในอนาคตถ้ากฎหมาย (ร่าง พ.ร.บ.การจัดการซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์และซากผลิตภัณฑ์อื่น พ.ศ…) มีผลทางปฏิบัติ และมีการรณรงค์ให้ความรู้การจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างกว้างขวาง เชื่อว่าไม่เพียงแต่ส่งผลดีต่อระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม แต่ยังช่วยส่งเสริมด้านเศรษฐกิจอีกด้วย

ขณะที่ มิสเตอร์วู เกอ (Mr.Wu Ge) ผู้จัดการทั่วไป เทส-แอม สิงคโปร์ บอกว่า ถ้าเราไม่ทำอะไรเลยภายในปี 2100 อุณหภูมิจะเพิ่มขึ้น 5 องศา เราเป็นเพียงส่วนเดียวเท่านั้นของการแก้ปัญหาโลกร้อน

แม้ว่าปัจจุบันเราจะมีเครือข่ายมากกว่า 30 สาขาในกว่า 20 ประเทศ แต่ขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่รีไซเคิลในแต่ละปีเทียบกับที่มีในทั้งโลกคิดเป็น 10% เท่านั้น เราจึงต้องการความร่วมมือจากทุกคน

“ทิ้ง SMART” สมาร์ทใช้ สมาร์ททิ้ง

จากพ่อค้าเร่จนถึงตลาดมืด ไปฟังมุมมองของผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศไทย และเป็นผู้นำร่องรณรงค์ให้ผู้ใช้โทรศัพท์มือถือคัดแยกขยะ ไม่ทิ้งอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เสื่อมสภาพปนกับขยะทั่วไป

อรอุมา ฤกษ์พัฒนาพิพัฒน์ ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานสื่อสารองค์กรและการพัฒนาอย่างยั่งยืน บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือดีแทค บอกว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ใช้โทรศัพท์มือถือจำนวนกว่า 83 ล้านเลขหมาย โทรศัพท์มือถือมีวงจรชีวิตสั้นกว่า 2 ปี ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทำให้มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อสนองตอบความต้องการและรูปแบบการใช้งานใหม่ๆ รวมถึงราคาของสมาร์ทโฟนที่ต่ำลง ทำให้ง่ายต่อการตัดสินใจซื้อ

ยอดขายสมาร์ทโฟนเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 47 โดยมีจำนวนถึง 22 ล้านเครื่องในปี 2558

ทั้งนี้ สถิติของขยะอิเล็กทรอนิกส์ ในปี 2557 ขยะอิเล็กทรอนิกส์เกิดขึ้นในเอเชีย 16 ล้านตัน เท่ากับ 40 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณที่เกิดขึ้นทั้งโลก โดยอัตราการสร้างขยะของคนเอเชียเท่ากับ 3.7 กิโลกรัมต่อคน

ขณะที่ประเทศไทยมีขยะอิเล็กทรอนิกส์จำนวน 419,000 ตัน คิดเป็นอัตราการผลิตคนละ 6.4 กิโลกรัมต่อปี ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของเอเชีย

“การนำโทรศัพท์มือถือกลับมารีไซเคิล 1 เครื่องนั้น จะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดภาวะโลกร้อนได้ 12.585 กิโลกรัม” อรอุมาบอก และว่า

“ดีแทคให้ความสำคัญกับการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างมาก หนึ่งในนั้นคือ การจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ โดยมี บริษัท เทส-แอม บริษัทแห่งแรกในเอเชียที่ได้รับ R2 Certificate จากสหรัฐอเมริกา รับรองมาตรฐานสากลการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์มาช่วย

“เรารวบรวมโทรศัพท์ที่ไม่ใช้แล้วอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลากว่า 10 ปี โดยตั้งจุดรับที่สำนักงานบริการลูกค้าและองค์กรพันธมิตรต่างๆ 120 แห่ง เพื่อคัดแยกขยะ จัดเก็บ และส่งให้เทส-แอมไปกำจัด หรือรีไซเคิลอย่างถูกวิธีและปลอดภัย”

จนถึงปัจจุบันภายใต้โครงการ “ทิ้งสมาร์ท” (Think Smart) ปริมาณขยะที่รวบรวมส่งไปจัดการมีจำนวนมากกว่า 1.5 ล้านชิ้น ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 18.87 ล้านกิโลกรัม พร้อมกันนี้ได้จัดแคมเปญให้ความรู้แก่ลูกค้าและประชาชนทั่วไปในรูปแบบของอินโฟกราฟิก ให้ตระหนักในเรื่องของการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

ดีแทคอาสาเป็น 1 พลังที่จะช่วยให้โลกน่าอยู่มากขึ้น ซึ่งในอนาคตจะเพิ่มจุดรับอีก โดยมีเป้าหมายที่ 440,000 ชิ้นในปี 2560