แท็งก์ความคิด : ตื่นรู้-ตาสว่าง
เ ข้ากับยุคสมัยที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีบัญชาให้กระทรวงศึกษาธิการแยกวิชาประวัติศาสตร์ออกมาต่างหาก
ล่าสุดรัฐมนตรีศึกษาฯ รับบัญชาสั่งการให้ดำเนินการหลักสูตร 8+1 เน้นประวัติศาสตร์มุ่งให้คนรักชาติ
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวทำเอาคนในวงการศึกษาสะดุ้ง เกรงว่าประวัติศาสตร์รักชาติคือประวัติศาสตร์สงคราม
เน้นความเป็น “พระเอก” อยู่เหนือประเทศเพื่อนบ้านเหมือนที่ร่ำเรียนกันมา
วันก่อนที่ งานเปิดโกดัง สมานมิตรฯ Return จัดที่อาคารมติชนอคาเดมี ระหว่างวันที่ 25 พฤศจิกายน ถึงวันที่ 4 ธันวาคม สุจิตต์ วงษ์เทศ ขึ้นเวทีพูดคุยเกี่ยวกับหนังสือเรื่อง “เจ้านครอินทร์ เมืองสุพรรณ สร้างสรรค์อยุธยา ราชอาณาจักรสยาม”
เป็นหนังสือที่รวบรวมบทความวิชาการเกี่ยวกับเจ้านครอินทร์
เป็นบทความของ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ บทความของ สืบแสง พรหมบุญ บทความของ ศรีศักร วัลลิโภดม บทความของ รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล
มี สุจิตต์ วงษ์เทศ เป็นบรรณาธิการ
ฟังพระนาม ฟังนาม ของผู้เขียน และบรรณาธิการแล้ว ต้องอ่าน
แต่ก่อนอ่านไปฟัง สุจิตต์ พูดถึงเจ้านครอินทร์ เพื่อหาใจความสำคัญของการนำเสนอ
พบว่า หนังสือเล่มนี้บอกถึงความสำคัญของเจ้านครอินทร์ และช่วยขานไขว่าทำไมทางการจึงมองไม่เห็นความสำคัญของพระองค์
ตอบคำถามว่าเจ้านครอินทร์เป็นกษัตริย์อยุธยา เป็นลูกของขุนหลวงพระงั่ว เป็นเชื้อสายชาวสุพรรณภูมิ
เป็นผู้เปลี่ยนแผ่นดินอยุธยาด้วยการสนับสนุนจาก เจิ่นเหอ ขุนนางชาวจีนที่รู้จักกันในนาม ซำปากง
เป็นเจิ่นเหอคนเดียวกับที่มีการกล่าวอ้างว่าพบแผ่นดินอเมริกาก่อนโคลัมบัส
เป็นผู้ถนัดในการค้า ใช้การค้านำการสงคราม เชื่อมความสัมพันธ์กับจีน ลดอิทธิพลของละโว้ซึ่งเป็นขั้วการเมืองในอยุธยาลง
เจ้านครอินทร์ เป็น “พระร่วง” ที่เดินทางไปประเทศจีนถึง 2 ครั้ง ไม่ใช่ พ่อขุนรามคำแหง อย่างที่เข้าใจกัน
เป็นคนที่ทำให้กรุงศรีอยุธยากลายเป็นศูนย์กลางทางการค้า
นำภาษาไต ซึ่งมีสำเนียงเหน่อมาใช้ในราชสำนักแทนภาษาเขมรที่ละโว้ใช้อยู่
เป็นต้นกำเนิดนั่น เป็นต้นกำเนิดนี่ อีกมากมายสารพัด
การนำเสนอบทความภายในเล่ม ยังสันนิษฐานตามหลักฐานว่า วัดราชบูรณะ ที่เจ้าสามพระยา พระโอรสของเจ้านครอินทร์สร้างนั้น สร้างถวายให้พระราชบิดา มิได้สร้างให้เจ้าอ้ายและเจ้ายี่ พี่ชาย 2 คนที่ไสช้างชนกันตายเพื่อแยกบัลลังก์
ข้อสันนิษฐานดังกล่าวสอดคล้องกับทรัพย์สินที่อยู่ในวัดเมื่อครั้งกรุแตก ซึ่งพบว่ามีของมีค่ามากมาย กระทั่งสร้างพิพิธภัณฑ์เจ้าสามพระยาได้
การที่มีทรัพยสินฝังในกรุจำนวนมากอยู่นั้นสะท้อนถึงบารมีของผู้ที่ได้รับการอุทิศ ซึ่งน่าจะเป็นพระบารมีของเจ้านครอินทร์มากกว่าเจ้าอ้าย-เจ้ายี่
สุจิตต์สงสัยว่า เจ้านครอินทร์มีความสำคัญต่ออยุธยาขนาดนี้ แล้วทำไมทางการไทยจึงไม่ให้ความสำคัญต่อเจ้านครอินทร์
พระเจ้าแผ่นดินนักพัฒนาทำไมจึงไม่โด่งดังเทียบเท่ากับพระเจ้าแผ่นดินที่เป็นนักรบ
ข้อมูลรายละเอียดต่างๆ นั้นมีให้ศึกษาเพิ่มเติมในหนังสือ “เจ้านครอินทร์ เมืองสุพรรณ” ที่ สำนักพิมพ์มติชนจัดพิมพ์ และ บริษัท งานดี จำกัด จัดจำหน่าย
ข้อห่วงใยของ สุจิตต์ วงษ์เทศ เกี่ยวกับวัตถุประสงค์การศึกษาทางประวัติศาสตร์นั้นน่าคิด
ข้อสันนิษฐานว่า เหตุที่เจ้านครอินทร์ไม่ได้รับความเอาใจใส่ เพราะทางการไทยมองไม่เห็นความสำคัญของการค้า
มองข้ามความสำคัญของการพัฒนา และเน้นเชิดชูประวัติศาสตร์เชิงสงคราม
น่าเป็นห่วงว่า หากประวัติศาสตร์เน้นการรบกับเพื่อนบ้าน เพื่อปลุกให้คนรักชาติ ต่อไปภูมิภาคน่าคงหนีไม่พ้นการสงคราม
คนชาตินี้เกลียดประเทศเพื่อนบ้าน คนประเทศเพื่อนบ้านเกลียดคนประเทศนี้
แหม ข้อเสนอนี้ตรงกับจังหวะเวลาที่การนำเสนอของกระทรวงศึกษาธิการพอดี
น่าสนใจวัตถุประสงค์การแยกวิชาประวัติศาสตร์ออกมาต่างหาก
ต้องการใช้ประวัติศาสตร์ปลุกให้คนไทยรักชาติตัวเอง แล้วชังชาติอื่นๆ หรือเปล่า
หรือจะใช้ประวัติศาสตร์เพื่อสรุปบทเรียนแล้วนำไปสู่การพัฒนา
คิดจะใช้ประวัติศาสตร์ไปในเชิงทำลาย หรือใช้ประวัติศาสตร์ไปในเชิงสร้างสรรค์
เป้าหมายการให้การศึกษาประวัติศาสตร์สำคัญ
เราจะใช้วิชาประวัติศาสตร์มาช่วยเปิดหูเปิดตาให้เยาวชน “ตาสว่าง” หรือจะปิดหูปิดตาเยาวชน ทำให้เขา “มืดบอด” กันแน่
แต่ไม่ว่ารัฐบาลจะดำเนินการเช่นไร ปัจจุบันเยาวชนเขาตื่นรู้ขึ้นมาก
มากจนสามารถคิดเองได้แล้ว
คิดได้ และพร้อมเลือก ระหว่าง “สร้างสรรค์” หรือ “ทำลาย”
เลือกที่จะ “ตาสว่าง” หรือจะอยู่ใน “ความมืด” ต่อไป

