จิบเมนูร้อนสภากาแฟ ถก-ถาม รศ.ดร.ปิติ ศรีแสงนาม ควันหลง ‘เอเปค’ การทูตไทยและพรุ่งนี้ของมหาอำนาจ
จบลงอย่างงดงาม สำหรับงาน “สมานมิตรฯ Return” เปิดโกดังหนังสือดี โดยสำนักพิมพ์มติชน ซึ่งจัดขึ้น 10 วันรวดตั้งแต่ 25 พฤศจิกายน-4 ธันวาคมที่ผ่านมา ณ มติชนอคาเดมี จากสายจรดค่ำ ลดกระหน่ำเล่มดังเล่มดีเล่มที่ต้องมีไว้บนชั้นหนังสือ สูงสุดถึง 90 เปอร์เซ็นต์
ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีกิจกรรมที่ได้รับความสนใจอย่างยิ่งคือ Exclusive Talk ซึ่งมีนักคิด นักเขียน นักวิชาการผลัดเปลี่ยนมาร่วมพูดคุยในประเด็นหลากหลาย โดยนอกจากบรรยายบนเวที ยังมีการเปิด “สภากาแฟไทยในโลกใหม่” ตั้งวงจิบกาแฟสุดพิเศษ ซึ่งได้รับเกียรติจาก รศ.ดร.ปิติ ศรีแสงนาม ผู้อำนวยการศูนย์เศรษฐกิจระหว่างประเทศ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เจ้าของผลงาน Amidst the New World Order ไทยในระเบียบโลกใหม่ หนังสือขายดีติดอันดับด้วยความเข้มข้นและสดใหม่
นอกจากประชาชนทั่วไปที่สนใจเดินทางมาร่วมพูดคุย ฝากคำถาม ยังมี ดร.บัญชา ธนบุญสมบัติ นักเขียนและนักสื่อสารวิทยาศาสตร์ รางวัล Mahidol Science Communicator Award 2020 ผู้ก่อตั้งชมรมคนรักมวลเมฆ ร่วมจิบกาแฟพร้อมสอบถามถึงมุมมองในหลากสถานการณ์สำคัญ
แม้เมนูเครื่องดื่มมีหลากหลาย ทั้งร้อน เย็น ปั่น ทว่า ประเด็นพูดคุยเทไปทางเมนูร้อน ทั้งเศรษฐกิจโลก-เศรษฐกิจไทย พร้อมอัพเดตเหตุการณ์โลก ตั้งแต่ประเด็นของ 2 มหาอำนาจอย่างจีน-อเมริกา ระเบียบโลกใหม่ที่มีหลายผู้เล่น ไปจนถึงมองการประชุมเอเปค 2022 ที่ผ่านมา
ต่อไปนี้คือส่วนหนึ่งของคำถามจากผู้ร่วมล้อมวง คำตอบจาก รศ.ดร.ปิติ พร้อมมุมมองน่าสนใจให้ร่วมคิดต่อ จากบทสนทนากว่า 2 ชั่วโมงเต็ม กลางสภากาแฟเย็นฉ่ำ ท่ามกลางอุณหภูมิของโลกอันร้อนแรง
● พรรคคอมมิวนิสต์ เพิ่งแต่งตั้ง ‘สี จิ้นผิง’
เป็นประธานาธิบดีจีนสมัยที่ 2 มองอย่างไร?
การแก้รัฐธรรมนูญปี 2018 ที่พูดว่าตำแหน่งผู้นำอยู่ได้ 2 สมัย ถูกวางในสมัยของ “เติ้ง เสี่ยวผิง” ในรัฐธรรมนูญปี 1982 ซึ่งเหมาะกับบริบทตอนนั้น แต่เมื่อสี จิ้นผิง เริ่มมีอำนาจ ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดี สิ่งที่เกิดขึ้นคือจีนไม่ได้โตแบบที่เป็นมาอีกแล้ว ถึงช่วงปี 2009-2010 โตได้ไม่เกิน 10 เปอร์เซ็นต์ ส่งออกได้ราว 20 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งยังไปได้ แต่พอมาสมัย สี จิ้นผิง ดันเจอสงครามมาตั้งแต่ 2006 เศรษฐกิจจึงมีแนวโน้มไม่ได้โตขนาดนั้น จึงฉีดสเตียรอยด์ให้เศรษฐกิจจีน คือ “เบลต์ แอนด์ โร้ด” วิธีการคือดีล จีนคุยกับไทย จีนคุยลาว จีนคุยตุรกี จีนคุยอังกฤษ คุยแยกไม่เปิดตลาด แต่มีรีเควสคือ ขอให้สร้างอีโคซิสเท็มที่เอื้อให้จีนมาลงได้หรือไม่
กรณีจีนรีเควสไทย คือสร้างอีโคซิสเท็ม ให้จีนมาลงทุนง่าย จีนจะถ่ายทอดรถไฟความเร็วสูงให้ และมาลงทุน แต่ละประเทศ “รีเควส แอนด์ ออฟเฟอร์” ไม่เหมือนกัน ซึ่งทำให้จีนมีมิตรประเทศ เข้าถึงตลาด กำลังแรงงาน จีนแฮปปี้ เศรษฐกิจจีนโตต่อไปได้ ช่วงแรกทั่วโลกนิยมยินดีมาก ยังไม่ได้มองจีนเป็นภัยคุกคาม จนกระทั่งจีนเปลี่ยนยุทธศาสตร์ชาติ
จีน ต้องปฏิรูปอีกแบบ จึงเกิดการแก้กฎหมาย ในปี 2018 ซึ่งจุดอ่อนของอเมริกาที่สุด คือนโยบายไม่ต่อเนื่อง จีนรู้จุดอ่อนนี้ จึงต้องแก้ด้วยการมีจุดแข็งเหนือจุดอ่อน ด้วยการมีนโยบายนิ่งๆ แล้วอยู่ยาว ด้วยการชำระประวัติศาสตร์ครั้งที่ 3 คือ แก้ปัญหาความยากจน แก้คอร์รัปชั่น เรื่องที่คนจีนไม่คิดว่าจะทำได้ แก้ได้หมด
● จีนจะบริหารจัดการภายใต้สภาวะระส่ำได้หรือไม่
โดยเฉพาะการประท้วงที่เกิดทั่วประเทศในขณะนี้?
ยังเชื่อว่า ณ สถานการณ์ปัจจุบัน ยังแก้ไขได้ ถ้าเทียบระหว่างเหตุการณ์ เทียนอันเหมิน กับเหตุการณ์เรียกร้องในปัจจุบัน ข้อเรียกร้องหลักจริงๆ คือการเรียกร้องให้ผ่อนคลายโควิด-19 ซึ่งจีนให้ได้ไม่ยาก ย้อนไปในเหตุการณ์เทียนอันเหมิน คือข้อเรียกร้องที่จีนให้ไม่ได้ คือเอาพรรคคอมมิวนิสต์ออกไป แล้วเปลี่ยนเป็นประชาธิปไตย
การปลดล็อกครั้งนี้ ปลดล็อกได้ ค่อยๆ ปลด จีนจึงเน้นจากหัวขบวน แล้วค่อยๆ ผ่อนคลายช้าๆ ซึ่งจบได้ แต่จะมีปัญหาคลื่นใต้น้ำในระยะยาว ล่าสุด คลื่นใต้น้ำที่ต้องพิจารณาจีนดีๆ คือ เราเห็นผู้นำรุ่นใหม่ของจีน ที่มีการตั้ง โปลิตบูโร 24 คน ทีม สี จิ้นผิงหมด ซึ่งอันตรายในระยะยาว เพราะทำงานกันมานาน จะรู้ใจนายว่านายชอบฟัง-ไม่ชอบฟังเรื่องอะไร เล่าแต่เรื่องที่นายอยากฟัง ก็จะเจอ “ฮ่องเต้ซินโดรม” มีแต่ลิ่วล้อรายงานเฉพาะเรื่องที่อยากฟัง ดังนั้น ถ้าสี จิ้นผิง ไม่มีวิธีลดเอคโค่ แชมเบอร์ (Echo Chamber) ตรงนี้ การเดินหน้าของจีนก็จะอันตรายหลายประเทศก็เป็นแบบนั้น ยิ่งผู้นำเป็นพวกไม่ชอบฟัง แล้วหงุดหงิด ฟังแล้วไม่อยากฟัง ฟังแล้วถ่มถุยใส่เขา ผมสั่งคนเดียว ให้ลูกน้องตะเบ๊ะใส่ แบบนี้ยิ่งอันตราย เรากำลังพูดถึงเพื่อนบ้านของจีน
● ถ้าเปรียบกับภาคธุรกิจ วันนี้จีนต้องการ ‘ซีอีโอ’ แบบไหน?
จีนมีลักษณะพิเศษมากๆ ในแต่ละการประชุมพรรคคอมมิวนิสต์ของจีน จะใช้วิธีการประชุม 2 สมัยบีบ 2 สมัยปล่อย เป็นแบบนี้มาตลอด เที่ยวนี้มีแนวโน้มผ่อนคลายไหม ตนมองว่าถึงแม้โปลิตบูโร 24 คน ที่ขึ้นมาเป็นแกนกลาง 7 คน จะเป็นทีมสีก็จริง แต่ถ้าไปดูประวัติ ทุกคนเป็นสายปฏิรูปหมด ส่วนหนึ่งในนั้นมีวิธีคิดแบบวิทยาศาสตร์ที่ไม่ชอบการบังคับ จึงมองว่า ช่วงนี้จีนพยายามปรับ จากสิ่งที่บีบไว้เยอะให้คลาย แต่ปัญหาคือเหมือนหนังสติ๊ก ดึงไว้เยอะ ปล่อยแล้วเจ็บ จึงต้องมีวิธีค่อยๆ คลาย เริ่มปลดล็อก แต่ไม่ทันความต้องการของคน
จากประวัติศาสตร์ คนเดียวที่ล้มจีนได้ ไม่ใช่ฝรั่ง แต่คือคนจีนด้วยกันเอง
●การประชุมเอเปคที่ผ่านมา ซึ่งทั้งท่าที โจ ไบเดน ที่ไม่เข้าร่วมการประชุม และเรื่องข้อตกลงและความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ เป็นอย่างไร?
อย่างแรกสุด อย่าดูเอเปคโดดๆ ต้องดูคู่กับจี 20 เพราะมีลักษณะเดียวกัน ทั้ง 2 อันคือเศรษฐกิจขนาดใหญ่ โดยสถาปัตยกรรมของมัน ถูกออกแบบให้พูดเรื่องปากท้อง การค้า การลงทุน แต่สิ่งที่เราเห็นคือทั้ง 2 เวทีถูกกดดันให้คุยเรื่องอื่นๆ ที่ไม่ใช่ปากท้อง การเซ็ตอาเจ็นด้า จึงมี 2 แบบ
จี20 อาเจนด้า คือจะคุยเรื่องอะไร ไม่มีใครพูดถึง เนื่องจากการเมืองความมั่นคงกลบหมด ส่วนของไทยคนเดือดร้อน จึงบอกว่า เอาเรื่องการเมืองความมั่นคงไว้ข้างนอก ในห้องขอให้คุยแต่เรื่องการค้าการลงทุน เพื่อแก้ปากท้องคนได้ไหม เราเจตนาให้เป็นแบบนั้น แต่ทั้งหมด มีความผิดปกติอย่างหนึ่งเกิดขึ้น คือโลกนี้ไม่มีเวทีพูดคุยเรื่องการเมืองความมั่นคง จึงต้องเอามาพูดเรื่องเวทีเศรษฐกิจ แต่ด้วยสถาปัตยกรรมโลก มีเวทีนั้น คือเวทีคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ไม่ใช่หรือ ที่เป็นเช่นนั้นไม่ได้ เพราะเวทีสหประชาชาติไม่มีไกด์ แต่ที่วางไว้ครั้งสงครามโลก ครั้งที่ 2 มันบิดเบี้ยว ถ้า 1 ใน 5 ประเทศยับยั้ง ก็จบ
●แถลงการณ์ร่วมเอเปคของเราช้าไปหลายชั่วโมง
มองบทบาทการทูตของไทยดร็อปลงหรือไม่
การไม่เลือกข้าง จะทำให้ไทยหมดเสน่ห์?
ไม่ได้ยืนยันว่าเป็นข้อมูลที่ถูกต้องหรือไม่ แต่จากคนที่อยู่ในนั้น เอาเข้าจริง ที่ช้ามาจากญี่ปุ่น ที่อยากให้เราเขียนเพิ่มว่า ต้องไม่มีการใช้อาวุธนิวเคลียร์ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก จึงเป็นเรื่องที่ต้องคุยกับญี่ปุ่นนานมาก ญี่ปุ่นต้องต่อสู้สุดฤทธิ์ ซึ่งอเมริกาที่สะสมนิวเคลียร์ขนาดนั้นเอาไว้ต่อรอง จะยอมหรือ
ความป๋าของการต่างประเทศไทย คือของว่า ไม่เขียนลงไปในแถลงการณ์ร่วมได้ไหม แต่การแถลงข่าว เรื่องแรกที่นายกฯจะพูด คือเรื่องนิวเคลียร์ นายกฯขึ้นมาขอบคุณฝ่ายจัด แล้วพูดเรื่องนิวเคลียร์เลย ในแถลงการณ์ไม่มี แต่ทำไมพูด แค่นี้ก็ทำให้ญี่ปุ่นพอใจแล้ว คนด่าว่านายกฯพูดไม่รู้เรื่อง พูดเรื่องที่ไม่อยู่ในแถลงการณ์ร่วม แต่คนอื่นๆ เขาไม่รู้เพราะประชุมห้องปิด เป็นการกระซิบกัน
การไม่เลือกข้างหมดเสน่ห์ไหม ขอโทษ เสน่ห์ของไทยคือการไม่เลือกข้าง การทูตไทยคือกรณีศึกษา (case study) เราเป็นไผ่ลู่ลม เราไม่เลือกข้าง ทำไมญี่ปุ่นรักประเทศไทยขนาดนี้ ลงทุนกับไทยขนาดนี้ ทำอะไรให้เยอะขนาดนี้ ในลีกออฟเนชั่น (League of Nations) มีประเด็นที่ประณามญี่ปุ่นไปรุกรานแมนจูเรีย แต่มีชาติเดียวที่ยกมืองดออกเสียง คือสยาม ให้เหตุผลโคตรเจ็ง ว่าพวกคุณทุเรศ ที่ประเทศอื่นรุกรานคนอื่น League of Nations กลับใบ้ แต่พอเป็นเรื่องของเอเชีย คุณประณาม ญี่ปุ่นมองไทยเป็นมิตรแท้มาก เราทำเรื่องแบบนี้ จึงทำให้การทูตไทยเป็น เลกาซี่ ไม่เลือกข้างแล้วดันเป็นมิตรกับทุกคนไทย ทุกชาติก็อิจฉา ซึ่งการจะทำได้ต้องมีศิลปะชั้นสูงระดับนึง แต่ขอโทษ ทำจนจบแล้วรักษาผลประโยชน์ของชาติได้
●อินเดีย ซึ่งก็เป็นประเทศประชาธิปไตย
ถูกมองเป็นภัยคุกคามของจีนหรือไม่?
สิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง เวลามองไปประเทศไหน ทำไมต้องเกลียดหรือรักเขา เฉยๆ บ้างก็ได้ เดี๋ยวนี้จะมีคนบางคนเกลียดจีน หรืออเมริกา ทำอะไรก็ผิด แต่สำหรับคนไทย มีคำพูดที่ว่า “เจองูกับเจอแขก ให้ตีแขกก่อน” เอาจริงๆ สิ่งนี้เพิ่งเกิดขึ้นช่วง 40-50 ปีมานี้เอง ก่อนหน้าถ้าไปถามรุ่นปู่ย่า เราจะเรียกแขกว่า “นายห้าง” เรามองอินเดียด้วยสายตาที่ดีมาตลอด
เราควรจะต้องอย่าทำซ้ำในวิธีคิดแบบนี้ แล้วควรจะเริ่มมองอินเดียด้วยเลนส์ใหม่ ในขณะที่จีนโตได้แค่ 3-4 เปอร์เซ็นต์ ถ้าโลกเป็นเครื่องบินลำนึง ตอนนี้เครื่องของอเมริกา และยุโรป ปีนี้ปีหน้าดับแน่ ดับเองไม่พอ แต่ดันไปเตะเครื่องยนต์อื่นให้ดับด้วย ถ้า 3 เครื่องหลักดับด้วย เราอาจจะมี รปภ.ที่ขับเครื่องบิน ซึ่งไม่ใช่เครื่องบินแค่ไทย แต่เป็นเครื่องบินเศรษฐกิจโลก ตอนนี้คุยเรื่องอะไรก็พูดถึงการเมือง ความมั่นคงระหว่างประเทศแล้ว ดังนั้น เราเองคงต้องมองหาเครื่องยนต์เล็กๆ อย่างอินเดีย และเอเชียใต้ซึ่งเป็น 9 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีโลก เป็นเครื่องยนต์ที่ 4
เราควรต้องมองเพื่อนบ้านเราดีๆ ลองนึกภาพอินเดีย จีดีพี ปี 2021 โตขึ้น 8.3 เปอร์เซ็นต์ ปีนี้โต 7.7 เปอร์เซ็นต์ ประชากร 29 เปอร์เซ็นต์ อยู่ใต้ขีดเส้นความยากจน แต่พวกที่เลยเส้นขีดความยากจน คือชนชั้นกลางไปจนถึงอัครมหาเศรษฐี ซึ่งใหญ่กว่าอเมริกา 3-4 เท่า และยุโรป 2 เท่า เราจะไม่ค้าขายกับคนพวกนี้ เพราะกลัวว่าเขาจะทริกกี้ ก็จะทำให้คุณเสียโอกาสเอง
ต้องเลิกคิดก่อนว่า ปัญหาของยุโรปคือของทุกคน ที่ผ่านมาคนไทยชอบอี๋ เมื่อก่อนบางโรงแรมไม่รับแขกอินเดีย ทั้งที่แขกอินเดียอยากไปมาก แต่งงานที 7-10 วัน เขาใช้เงินแบบไม่อั้น เช่าเครื่องบินเหมาลำ เหมาโรงแรม ต้องมีกำลังซื้อขนาดไหน
เวลามองอะไรด้วยความรักเกินไป ก็จะเริ่มไบแอส มองตามความเป็นจริงดีกว่า อย่าไปเกลียดประเทศนั้นประเทศนี้เลย เกลียดจนมองไม่เห็นโอกาส อันนี้น่ากลัว และบิดเบี้ยว
●การรู้เขารู้เรา มักรู้ไปเพื่อทำอะไรในระดับนโยบาย
แต่สำหรับคนตัวเล็กๆ ควรจะรู้เรื่องเหล่านี้ไปเพื่ออะไร
ทำไมระเบียบโลกใหม่จึงเป็นสิ่งที่เราควรเรียนรู้และเท่าทัน?
นาทีนี้ ถ้าเป็นนิสิต นักศึกษาไทย ไม่ได้เรียนจบไปทำงานสีลม สาทรอีกแล้ว แต่มีโอกาสออกไปทำงานทั่วโลก อาจจะไปแอฟริกา เอมริกาใต้ โปรไฟล์สูงก็ไปทำงานในวอลสตรีท
ถ้าคุณไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้ แล้วมีทัศนคติเชิงลบกับบางประเทศ เท่ากับตัดโอกาสตัวเอง เช่น อาจจะตอบสนองอุดมการณ์ โดยการไม่ซื้อของจากจีนมาขาย หรือเกลียดเมกามาก แต่อย่าลืมว่าอเมริกามีมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุด มีเทคโนโลยีที่ดีที่สุด จะไม่เรียนรู้จากเขาหรือ เรื่องการต่างประเทศใกล้ตัวกว่าที่เราคิด เราอาจจะต้องลองเปลี่ยนทัศนคติใหม่การเรียนเรื่องต่างประเทศ ไม่ได้ยาก ซับซ้อนเกินจะเข้าไปเรียน
การเริ่มที่จะติดตามเรื่องการเมือง เศรษฐกิจ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ บางทีอาจจะมีต้นทุนที่สูง เราจึงเขียนเป็นคู่มือ พาไปดูซีซั่นแรก
ว่ากว่าจะถึงซีซั่นที่ 8 มีอะไรบ้าง
Amidst the New World Order ไทยในระเบียบโลกใหม่ เล่มนี้เราพยายามรวมไทยและอาเซียนเข้าไปด้วย จะทำให้คนไทยเข้าใจสถานการณ์มากยิ่งขึ้น
อธิษฐาน จันทร์กลม – เรื่อง
สมพงษ์ แหวนจะโป๊ะ – ภาพ

