ไม่ใช่วันรัฐธรรมนูญที่มากมายด้วยกิจกรรมบนท้องถนนอย่างที่เคยเป็นในยุคแฟลชม็อบเบ่งบาน
แต่การเดินหน้าในประเด็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนยังคงไม่หยุดนิ่ง
หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เมื่อ 10 ธันวาคมที่ผ่านมา สถาบันปรีดี พนมยงค์ ร่วมกับ สถาบันสัญญาธรรมศักดิ์เพื่อประชาธิปไตย จัดกิจกรรม PRIDI Talks #18 x SDID “หนทางสู่รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน” โดยมีวิทยากร นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ร่วมแลกเปลี่ยนความเห็นน่าสนใจมากมาย ดำเนินรายการโดย วิโรจน์ อาลี อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ศ.ดร.อรรถกฤต ปัจฉิมนันท์ ผู้อำนวยการสถาบันสัญญาธรรมศักดิ์เพื่อประชาธิปไตย เปิดงานด้วยคำกล่าวที่เน้นย้ำว่าต้องเปิดพื้นที่ทางความรู้ มุมมอง รวมไปถึงการสร้างความเข้าใจที่แท้จริงต่อรัฐธรรมนูญที่มีพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และหนทางอันจะนำไปสู่รัฐธรรมนูญฉบับประชาชนอย่างแท้จริง

หวั่น ‘ธนาธิปไตย’ ข้ออ้างฝ่ายอำนาจนิยม
ดึงสติ ส.ว.งดออกเสียงเลือกนายกฯคนต่อไป
เปิดเวทีด้วยหัวข้อ ‘การสถาปนาระบอบรัฐธรรมนูญ’ โดย รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ ประธานกรรมการบริหารสถาบันปรีดี พนมยงค์ ซึ่งพูดแทนใจผู้คนในสังคมผ่านหลายช่วงหลายตอน
“การบังคับใช้กฎหมายในสังคมไทยเราคงเห็นปัญหาเรื่องความไม่เสมอภาคอยู่แล้ว ในสังคมซึ่งมีอิทธิพลนอกกฎหมาย หรืออำนาจนอกระบบ จึงมีปัญหาอย่างยิ่ง”
แต่ปัญหาที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้น โดยเฉพาะในไทยซึ่งกติกาสูงสุดจำนวนหนึ่งเกิดขึ้นจากการทำรัฐประหาร มีปัญหาในแง่ความยุติธรรม อย่างรัฐธรรมนูญ 2560 ประชาชนไม่สามารถเลือกนายกฯ ได้ เพราะมีเสียงของ ส.ว. 250 คน เป็นตัวชี้ขาดว่าใครจะเป็นผู้นำประเทศ เมื่อกติกาสูงสุด หรือรัฐธรรมนูญ ไม่เป็นธรรมมาแต่ต้นเสียแล้ว การบังคับใช้กฎหมายที่ไม่ตั้งอยู่บนพื้นฐาน คุณค่าแห่งความยุติธรรม ย่อมสร้างปัญหาได้ตลอดเวลา ต้องฟ้องคดีกันในศาลรัฐธรรมนูญตลอดเวลา หากสามารถวินิจฉัยคดีต่างๆ ด้วยคุณค่าพื้นฐานในเรื่องความยุติธรรมได้ ก็จะสามารถจัดการกับความอยุติธรรมจำนวนหนึ่งที่ซ่อนอยู่ในรัฐธรรมนูญ ปี 2560 ออกไปได้
ฉะนั้น จึงมีความจำเป็นที่ประชาชนผู้รักชาติประชาธิปไตย จะต้องช่วยรณรงค์ หยุดยั้งอำนาจ ส.ว.ในการเลือกนายกฯ เนื่องจาก ส.ว.ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง จากประชาชน แต่แต่งตั้งสรรหาโดยผู้มีอำนาจไม่กี่คน หรือ ถ้า ส.ว.จะมีจิตสำนึกที่จะพิจารณา งดเว้นการออกเสียงเลือกนายกฯ ในการเลือกตั้งทั่วไปปีหน้า จะเป็นเรื่องที่ดีอย่างยิ่ง” รศ.ดร.อนุสรณ์กล่าว
รศ.ดร.อนุสรณ์ เน้นว่า มนุษย์ทุกคนเกิดมาเสมอภาคเท่าเทียมกัน ไม่ควรมีใครอ้างชาติกำเนิด อ้างเส้นสายระบบอุปถัมภ์ให้ได้สิทธิเหนือคนอื่น หากค่านิยมนี้ที่มองว่า ‘ทุกคนเสมอภาค’ กลายเป็นค่านิยมหลักของสังคมไทย กรณีหลายมาตรฐานในการบังคับใช้กฎหมายก็ยากที่จะเกิดขึ้น
“แต่เราจะไม่มีอนาคตเลย ถ้าสิ่งที่จะเกิดขึ้นใน 4-6 เดือนข้างหน้า กลายเป็นว่าพรรคต่างๆ ที่เข้าสู่การเลือกตั้งโดยใช้วิธีซื้อเสียง ส.ส. ซื้อพรรค ปัญหา Money Politics หรือธนาธิปไตย จะทำให้ประชาธิปไตยอ่อนแอ แล้วจะเป็นข้ออ้างของฝ่ายที่นิยมอำนาจครั้งแล้วครั้งเล่า รัฐประหารปี 2557 จะไม่ใช่ครั้งสุดท้าย เราต้องช่วยกันทำให้ Money Politics ลดลง ให้ประชาชนไปเลือกจากนโยบาย ความรู้ความสามารถ และเป็นคนดีพอ แต่ก็ต้องใช้เวลา
ถ้าเราจะมาโจมตีว่า ‘ประชาธิปไตยไทย’ 90 ปีแล้ว ไปไม่ถึงไหนเลย แต่ท่านต้องเข้าใจ ที่เราบอก 90 ปีนั้น ไม่ใช่ ประชาธิปไตยที่ถูกสถาปนาจริงๆ ไปนับดูไม่ถึง 20 ปี ผมมองโลกในแง่ดี 20 ปี ได้แค่นี้ก็ดีแล้ว และเรายังดีกว่าประเทศอื่น แม้จะมีเหตุการณ์รุนแรงหลายครั้งในประวัติศาสตร์ แต่ก็ยังรุนแรงน้อยกว่าบางประเทศ ก็พยายามคิดอย่างนี้เพื่อให้เกิดความสบายใจ” รศ.ดร.อนุสรณ์กล่าว

เลือกตั้งครั้งหน้า ‘แก้รัฐธรรมนูญ’ ต้องเป็นวาระสูงสุด
ลุยปลูกวัฒนธรรม ‘สมาทานประชาธิปไตย’
ต่อคำถามที่ว่า ในฐานะพลเมืองจะขับเคลื่อนอย่างไรให้ไปสู่เป้าหมาย มีรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนได้อย่างแท้จริง ?
รศ.ดร.วรรณภา ติระสังขะ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า จริงๆ แล้ว รัฐธรรมนูญฉบับประชาชนที่จะไปสู่ทางนั้นได้ ตนอยากลองเสนอต่อว่า นอกจากตัวบทกฎหมายและความเป็น ‘สูงสุด’ ของรัฐธรรมนูญแล้ว เราต้องมี ‘วัฒนธรรมที่เป็นประชาธิปไตย’ และการอยู่แบบ ‘สมาทานความเป็นประชาธิปไตย’ คือการเรียนรู้ว่าจะอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างไร เรียนรู้ที่จะพูดและฟังความเห็นผู้อื่น เรียนรู้ที่จะถกเถียง และเห็นอกเห็นใจ เข้าใจสถานะผู้อื่นที่แตกต่างหลากหลายจากเรา
“สิ่งสำคัญ คือ การฝึกเราทุกคนให้มีวัฒนธรรมของการมีชีวิตอยู่ และสมาทานกับความเป็นประชาธิปไตย เมื่อนั้นกฎหมายสูงสุดจะตามมาเอง” รศ.ดร.วรรณภาชี้
ด้าน รศ.ดร.มุนินทร์ พงศาปาน คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของเสียง ต้องร่วมกันสร้างความตระหนักให้กับคนที่ลงสมัครรับเลือกตั้ง ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ คือ วาระสูงสุดของการเลือกตั้งครั้งที่จะมาถึง นอกจากนี้ ยังย้ำ ‘วัฒนธรรมการเคารพรัฐธรรมนูญ’ ที่เป็นกฎหมายสูงสุด
“เราแก้ไขโดยเอาหลักการจากทั่วโลกมาเขียน แล้วสุดท้ายถูกฉีก เพราะเจ้าหน้าที่ของรัฐที่บังคับใช้รัฐธรรมนูญ หรือประชาชนทั่วไป ก็ไม่ได้เห็นความสำคัญอะไร ผมคิดว่าเราต้องสร้างให้เป็นวัฒนธรรมประชาธิปไตย เมื่อไหร่ก็ตาม ที่สิทธิ หรือคุณค่าที่รัฐธรรมนูญระบุไว้ ถูกละเมิด พูดง่ายๆ คือ หลักการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ จนกว่าจะพิสูจน์ว่าผิดนั้น มีคนถูกกล่าวหาคดี ม.112 กลับถูกปฏิบัติโดยหลักที่อาจจะกลับกัน เป็นสิ่งที่เราต้องร่วมแรงร่วมใจเรียกร้องว่า ยอมรับไม่ได้ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องต้องเปลี่ยนวิธีปฏิบัติและวิธีคิด
และคนที่จะทำให้เจ้าหน้าที่ของรัฐต้องทำตาม รัฐธรรมนูญ ก็คือประชาชนนั่นเอง ปัจจุบันถ้าเสียง พลังโซเชียลดังพอ เจ้าหน้าที่รัฐก็จะมีวิธีปฏิบัติอีกแบบหนึ่ง คนในกระบวนการยุติธรรม ก็ต้องออกมาชี้แจง เป็นต้น ผมคิดว่าเราไม่ควรจะนิ่งเฉยกับการปฏิบัติ หรือบังคับที่ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ไม่อย่างนั้นจะเป็นหลักการนามธรรม เป็นกระดาษแผ่นหนึ่ง ไม่มีความหมายอะไร” รศ.ดร.มุนินทร์ระบุ

เส้นทางฉบับประชาชน ‘ไม่มีสูตรสำเร็จ’
เสียงโกรธดังพอ อย่าท้อเพราะ ส.ว.ปัดตก
กล้า สมุทวณิช นักวิชาการด้านกฎหมายรัฐธรรมนูญ และคอลัมนิสต์ชื่อดัง กล่าวในตอนหนึ่งว่า มีกฎแค่ 2 ข้อ คือ 1.อย่าตาย 2.อย่าละทิ้งความหวัง
“อย่าตาย คงห้ามกันยาก แนะนำว่าให้รักษาสุขภาพ ใช้ชีวิตอย่าประมาท จะช่วยป้องกันความตายได้ระดับหนึ่ง ไว้รอดูวันที่ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตย แต่การอย่าละทิ้งความหวัง มีปัญหา 2 ทาง คือ 1.เมื่อเราเห็นว่า ความหวังนั้นไม่มีทางสำเร็จแน่เราก็ละทิ้ง แต่การละทิ้งแบบนี้ วันไหนที่เราเห็นความหวังว่าเป็นไปได้ อย่างตอนนี้เสนอไป ส.ว.ก็ปัดตกอยู่ดี ถ้า ส.ว.เปลี่ยนชุดความหวังกลับมา แต่ความหวังที่ผมขออย่าละทิ้ง คือ ความหวังนั้นไม่ใช่สิ่งสำคัญ ไม่ใช่เป้าหมายอีกต่อไปแล้ว ตรงนั้นน่ากลัวกว่า
“คือมันจะมีวันหนึ่งที่ประชาชนแก้รัฐธรรมนูญได้ แต่ว่าเราอาจจะอยู่ในสภาวะไหนก็ไม่รู้ ที่รู้สึกว่าแก้ไปก็เท่านั้น แล้วจะแก้ไปทำไม ก็อยู่ได้นี่ แบบนี้น่ากลัว” กล้า ฝากไว้ให้คิด
ขณะที่ ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการโครงการอินเตอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือ iLaw กล่าวว่า เส้นทางสู่รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ไม่มีสูตรสำเร็จ ตนดีใจมากที่ไม่ได้มานั่งด่ารัฐธรรมนูญ คสช.ลงมาตรา ซึ่งด่ามา 6 ปีแล้ว ตั้งแต่ พ.ศ.2559 ธงข้างหน้าไม่ใช่บอกว่า รัฐธรรมนูญ 2560 ไม่ดีอย่างไร แต่ธงคือ ต้องปลูกฝังความฝันเข้าไปในตัวคนให้ได้ ว่าเราต้องการรัฐธรรมนูญที่ประชาชนร่วมกันออกแบบ ยินยอมพร้อมใจกันในระดับหนึ่ง
“ไม่ต้องที่สุด เห็นด้วยเหมือนกันเป๊ะ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่มันต้องมีความชอบธรรมในแง่ที่มามากกว่านี้ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเร็ว เรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องสร้างกันภายในการเลือกตั้งหนึ่งครั้งด้วยซ้ำ แต่การเลือกตั้งครั้งหน้า ต้องเห็นความก้าวหน้า เห็น Process ที่สำคัญ ในการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ผ่านมาหลายครั้งเน้นไปในทางด่า เพราะคับแค้น ซึ่งบางจังหวะจำเป็นต้องด่าจริงๆ อย่าง ส.ว.มีที่มาแบบนี้คิดได้อย่างไร แต่ทางข้างหน้าต้องเป็นทางของการปลูกฝังความฝัน ว่ามันเป็นไปได้ และเราจะต้องเดินไปทางนี้แหละในการเลือกตั้งครั้งหน้า และในโอกาสต่อๆ ไป เสียงต้องดังกว่านี้ พูดจริงๆ เสียงของความโกรธแค้น มันดังพอสมควรแล้ว แต่เสียงของความฝัน ที่อยากจะเห็นอะไรใหม่ ยังดังไม่พอ อันนี้ต้องช่วยกัน” ยิ่งชีพกล่าว
ชวนฝันที่มากกว่าคำอธิบาย ‘อำนาจเป็นของเรา’
ครั้นเมื่อถูกถามว่า ในระบบการศึกษาด้านรัฐศาสตร์ มีปัญหาอะไรบ้างที่ทำให้ผู้เรียนไม่ศรัทธาระบอบประชาธิปไตย?
ผศ.ดร.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตอบว่า ช่วงเรียนหนังสือเราไม่ได้เรียนวิชาประชาธิปไตยเลย เมื่อปี 2530 ไม่มีวิชานี้ ทุกอย่างเรียนเป็นเรื่องต่างประเทศทั้งหมด ยุคนั้นสนใจในการท่องระบอบการเมือง ว่าในโลกมีระบอบแบบไหนบ้าง ท่องส่วนผสมสังคมนิยม ประชาธิปไตย ไล่เรียงเป็นประเทศๆ ไป ดังนั้น ประเด็นรัฐศาสตร์จึงสอดคล้องกับพัฒนาการของวิชาประวัติศาสตร์การเมืองไทย ซึ่งแนวคิดเรื่องการปฏิวัติ 2475 ยังไม่อยู่ในตำราเรียนด้วยซ้ำ
“ถ้าจะถามความตื่นตัวเรื่องประชาธิปไตยของเด็ก น่าจะอยู่นอกห้องเรียนมากกว่า ใกล้ตัวหน่อย คือ การเรียนเรื่องประชาสังคม ออกไปทางขบวนการประชาชนมากกว่า ความเชื่อมั่นของนิสิตที่ว่าด้วยการเลือกตั้งเป็นที่มาของประชาธิปไตย คงไม่ใช่”
ผศ.ดร.พิชญ์ระบุก่อนโดนถามต่อไปอีกว่า ทุกวันนี้อาจารย์ก็สอนแล้ว แต่ก็ยังมีคนไม่ศรัทธาระบอบประชาธิปไตยอยู่?
ผศ.ดร.พิชญ์มองว่า จุดเปลี่ยนของสังคมไทยอยู่ที่ปี 2549 ที่ทำให้เห็นอะไรเยอะ เกิดการกลับไปตั้งหลักเรื่องปี 2490 ส่วนเรื่องการตั้งหลัก เรื่องเหตุการณ์ 2475 เกิดขึ้นหลังจากนั้นเมื่อไม่นานมานี้ เด็กๆ เริ่มมีแนวคิดเรื่องคณะราษฎรที่ 2 เริ่มสนใจในวิชาการ การเมืองไทยสมัย ซึ่งตนสอนเรื่องการอภิวัฒน์สยาม 2745 ประมาณ 4 ครั้งแล้ว จากสมัยก่อนแทบจะไม่ค่อยสอนกัน เนื้อหาหลักมาอยู่ที่ 2475 เพราะเด็กปัจจุบันสนใจ
“ในสังคมตะวันตกเองการตั้งคำถามกับสังคมประชาธิปไตยเป็นเรื่องปกติ ขณะเดียวกันบรรยากาศในการเรียนก็สำคัญ เราไม่สามารถสอนเรื่องนี้โดยที่ไม่สัมพันธ์กับชีวิตเด็กได้ เด็กเขาได้ถกเถียง เข้าใจเพิ่มขึ้น ผมคิดว่าบริบทสังคมนอกห้องเรียนเป็นเรื่องสำคัญ เชื่อว่าเด็กที่ออกมาข้างนอก ออกมาเพราะสภาพบรรยากาศรอบตัวมากกว่าจาก
การเรียน เขาไปหาข้อมูลข้างนอกมากกว่า ไม่ได้มาจุดประกายความคิดในห้องเรียน ซึ่งบางครั้งคือการเรียนรู้เรื่องการอยู่กับคนที่เขาไม่เห็นด้วย ต่างเจเนอเรชั่นมาก กว่า ในห้องเรียนเป็นการฝึก เพราะเขามีความรู้นอกห้องเรียนเยอะกว่า” ผศ.ดร.พิชญ์กล่าว
ผศ.ดร.พิชญ์ ชี้ประเด็นอีกว่า การเมืองในสมัยใหม่เราพบแล้วว่า เผด็จการกับประชาธิปไตยไม่ได้แยกขาดออกจากกัน และพบเสมอว่า ถ้าไม่มีหลักการอะไรกำกับ ประชาธิปไตยกลายเป็นเผด็จการได้ง่ายมาก ในทางกลับกันก็พบว่าเผด็จการฉลาดพอที่จะเอาประชาธิปไตยเป็น ‘หน้าร้าน’ เผด็จการแฮปปี้ที่จะมีสภาที่จะแจกกล้วยก็ได้ มีการใช้ประโยชน์จากหน้าตาของสถาบันประชาธิปไตยบางอย่างอย่างชาญฉลาดเสมอ โดยปล่อยให้เลือกตั้ง สิ่งที่เห็นคือการหมกเม็ดในแต่ละจุด ไม่มีเผด็จการที่สมบูรณ์แบบอีกต่อไป มีการใช้ประชาธิปไตยเยอะมากในนั้น
“ประชาชนต้องมีความใฝ่ฝันที่มากกว่าคำอธิบายว่า อำนาจเป็นของเรา แต่หมายความเหมือนกับการใช้เสรีภาพ ไม่ใช่ใช้เสรีภาพเพื่อหนีไปจากอะไร หรือมีประชาธิปไตย เพื่อหนีออกจากเผด็จการ สิ่งสำคัญคือ ถ้ามีประชาธิปไตยแล้ว จะทำอะไรบ้าง เหมือนโจทย์ที่เด็กถาม ถ้าการเมืองดี? เราจะทำอะไรได้ แปลว่าเราต้องคิดต่อว่า ถ้าเป็นประชาธิปไตยแล้วจะทำอะไรบ้าง 1 2 3 4 ที่มันเป็นประโยชน์ ไม่ใช่มีแล้วจะทำอะไรก็ได้” ผศ.ดร.พิชญ์กล่าว พร้อมขีดเส้นใต้ในท่อนที่ว่า
นี่เป็นโจทย์ที่ต้องเริ่มจากรู้สึกว่าจะมีประชาธิปไตยไปเพื่ออะไรนอกจากเพื่อยืนยันว่าเป็นอำนาจสูงสุดของเรา การมีประชาธิปไตยคือการพิสูจน์อะไร มันเป็นโปรเจ็กต์ที่คนที่อยากมีประชาธิปไตยต้องมีคำตอบ หรือมีความฝันที่มากไปกว่าการมีประชาธิปไตย

