สุรพล ธัญญวิบูลย์
ครูดนตรีผู้มีอุดมการณ์ สร้างงานและสร้างศิษย์
อาจารย์สุรพล ธัญญวิบูลย์ คนทั่วไปจะรู้จักและเรียกว่า “อาจารย์แก่”
อาจารย์แก่เริ่มเล่นดนตรีครั้งแรกในวงเครื่องสายไทยที่โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ได้เรียนต่อชั้นมัธยมศึกษาที่โรงเรียนวัดสุทธิวรารามและได้ฝึกดนตรีอย่างจริงจังอยู่ในวงดุริยางค์โรงเรียนวัดสุทธิวราราม เมื่อเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาก็ได้ศึกษาต่อวิชาดนตรีในระดับปริญญาตรี คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรียนเครื่องทรอมโบน จบการศึกษาด้วยคะแนนเกียรตินิยม
อาจารย์แก่ได้เข้าร่วมอบรมฝึกการควบคุมวงดุริยางค์เครื่องเป่าที่ประเทศญี่ปุ่น (Tenri High School, Nara) กับอาจารย์คิคูโอะ อตาราชิ (Kikuo Atarashi) เข้าอบรมฝึกการควบคุมวงที่สหรัฐอเมริกา (Mid-West Band and Orchestra) อาจารย์แก่บรรจุเป็นอาจารย์ประจำที่คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นผู้ก่อตั้งวงดุริยางค์เครื่องลมแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และวงดุริยางค์เครื่องลมนนทรีออเคสตราวินด์
อาจารย์แก่เป็นครูดนตรีที่มีความสามารถสูง เป็นที่ยอมรับในวงการดนตรี ได้รับเชิญให้เป็นกรรมการตัดสินการประกวดวงโยธวาทิตของนักเรียน นักศึกษา การประกวดชิงรางวัลต่างๆ เป็นวิทยากรเผยแพร่ความรู้ด้านวงดุริยางค์เครื่องเป่า ทั้งในและต่างประเทศตลอดมา ถือเป็นคนที่สำคัญของวงการโยธวาทิตทีเดียว
นอกจากผลงานด้านวิชาการแล้ว อาจารย์แก่ได้ทำโครงการแสดงของวงเครื่องเป่าอย่างต่อเนื่อง อาทิ จัดโครงการดนตรีเพื่อประชาชน ทำกิจกรรมดนตรีให้เป็นงานบริการวิชาการ อาจารย์แก่จัดการแสดงวงดนตรีเป็นประจำ ผลงานที่โดดเด่นเป็นการออกแบบการแสดง (United Asia) ในพิธีเปิด (Asian Games) ครั้งที่ 13 การนำวงดนตรีเข้าร่วมเทศกาลดนตรีโลก (World Music Contest) ประเทศเนเธอร์แลนด์ ได้รับเหรียญทองเกียรติยศในการประกวด 2 ครั้ง อาจารย์แก่ได้กลายเป็นครูดนตรีที่โดดเด่นและน่าเชื่อถือในฝีมือ
เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน พ.ศ.2565 ได้ชวนอาจารย์แก่ให้นำวงเครื่องเป่าไปแสดงดนตรีในสวนรถไฟ และในสนามกีฬาชุมชนที่คลองเตย แม้ว่าจะมีเวลาเตรียมตัวน้อย แต่อาจารย์แก่ก็ตอบรับคำเชิญโดยไม่ลังเล ไม่มีเงื่อนไข ไม่ได้ถามว่ามีค่าใช้จ่ายให้หรือไม่ ซึ่งรู้สึกประทับใจในน้ำใจของอาจารย์แก่เป็นอย่างยิ่ง
สมัยที่ผมเริ่มต้นสร้างวิทยาลัยดนตรี เคยทาบทามให้อาจารย์แก่ไปทำงานด้วยกัน แต่อาจารย์แก่ก็ได้บ่ายเบี่ยงว่า “ตนไม่ได้เรียนอะไรมากนัก” เพิ่งจะเข้าทำงานและขออยู่ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ต่อไป เวลาผ่านไป 30 ปี อาจารย์แก่ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอุดมการณ์ ไม่เรียนปริญญาอะไรต่อ และไม่ทำผลงานทางวิชาการแต่อย่างใด แต่อาจารย์แก่ก็ได้ทำหน้าที่เป็นครูสอนดนตรี สร้างวงดนตรี สร้างลูกศิษย์ในวงดนตรีอย่างเข้มแข็ง ได้รวบรวมนักดนตรี ครูดนตรีคนเก่งๆ โดยเฉพาะวงเครื่องเป่าไปรวมอยู่ด้วยกัน สร้างวงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ในสังคมการศึกษาดนตรี อาจารย์แก่เป็นครูดนตรีที่ทุ่มเทชีวิต เอาจริงเอาจังในการทำงาน

เมื่อวันที่ 10-12 ธันวาคม พ.ศ.2565 อาจารย์แก่ได้นำวงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ไปแสดงที่ภูเก็ต แสดง 3 ครั้ง ได้ขนเครื่องดนตรีและอุปกรณ์ดนตรี นักดนตรีนับร้อยเดินทางโดยรถยนต์ ซึ่งได้รับการต้อนรับจากชาวภูเก็ตอย่างอบอุ่นใจ แม้ว่าฝนจะตกทุกวันที่แสดง นักดนตรีรวมทั้งคนจัดงานก็ไม่ย่อท้อ ฝนตกก็นั่งรอให้ฝนหยุดจึงจะแสดงต่อ บางวันต้องรอเป็นชั่วโมง บางวันก็ฝนตกพร่ำเพรื่อ ทุกคนก็รอได้
การไปแสดงของวงดุริยางค์เครื่องลมแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งนำโดยอาจารย์แก่ ได้รับการสนับสนุนจากเครือข่ายและองค์กรราชการต่างๆ ให้ความช่วยเหลืออย่างน่าประทับใจ อาทิ สโมสรโรตารี นายกเทศมนตรีภูเก็ต กองทัพเรือ บริษัทสยามดนตรียามาฮ่า บริษัทก่อสร้างใหญ่ๆ ได้ให้การสนับสนุนการเดินทางไปแสดงในครั้งนี้ การแสดงที่ภูเก็ตได้เห็นความศรัทธาบารมีของอาจารย์แก่ ที่ได้ทุ่มเททำงานให้แก่วงดนตรีและการศึกษาดนตรี
อาจารย์แก่ ยังคิดถึงความเป็นอยู่ของศิลปวัฒนธรรมวิถีชีวิตของชุมชนชาวเล นำมวยกาหยงมาร่วมในการแสดงด้วย กิจกรรมการแสดงดนตรีของอาจารย์แก่จึงได้รับความร่วมมือจากชุมชนในท้องถิ่นเป็นอย่างดี

สำหรับมวยกาหยง เป็นวิถีชีวิตของท้องถิ่นชาวเล ที่อาศัยอยู่บริเวณหาดราไวย์ ซึ่งแทบจะหายสาบสูญไปแล้ว มวยกาหยงคล้ายๆ กับวงมะโย่งของชาวมาเลย์ การรำมวยกาหยงมีวงดนตรีเล่นประกอบการรำมวย มีปี่ไฉน กลองสองหน้า โหม่ง ฉาบ การร่ายรำเป็นพิธีกรรม ปลุกจิตวิญญาณบรรพบุรุษ และเพื่อขจัดความกลัวก่อนที่จะออกเรือไปหาปลา เป็นความเชื่อและวิถีชีวิตของชาวเล เพราะเมื่อออกทะเลไปแล้วจะได้กลับมาอีกหรือเปล่าก็ไม่รู้ นอกจากนี้ในงานแสดงดนตรีมีการเดินแฟชั่นโชว์ใส่เสื้อผ้าที่ออกแบบโดยชุมชนในท้องถิ่น
การจัดแสดงดนตรีครั้งนี้ได้รวบรวมพิธีกรรมของราชการ มีผู้ใหญ่ของทางราชการกล่าวเปิดงานพร้อมหน้า ตั้งแต่นายกเทศมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัด นายพลเรือจากกองทัพเรือ เพราะแหลมพรหมเทพพื้นที่ดูดวงอาทิตย์ตกดิน ดูแลพื้นที่โดยกองทัพเรือ มีรายการมอบป้ายบริจาคของกลุ่มผู้สนับสนุนในการจัดงาน ทั้งนี้เพราะทุกฝ่ายเชื่อถือ มั่นใจ และศรัทธาในตัวของอาจารย์แก่
การนำวงดนตรีขนาดใหญ่ไปแสดงที่ภูเก็ตนั้นต้องใช้เงินสูง ต้องอาศัยหลายฝ่ายช่วยเหลือบริจาค ซึ่งภูเก็ตนั้นกลายเป็นเมืองเปิด 24 ชั่วโมง เปิดแบบเดียวกับร้านสะดวกซื้อไปแล้ว ค่าครองชีพที่ภูเก็ตแพงกว่าทุกเมืองในประเทศไทย ตัวอย่างมังคุดกิโลกรัมละ 300 บาท ราคาค่ารถแท็กซี่จากตัวเมืองไปสนามบินราคา 1,200 บาท ถนนในเมืองภูเก็ตพัฒนาได้กว้างขวางและสวยงาม ภูเก็ตเป็นเมืองที่สะอาด แต่ก็มีรถติดแบบกรุงเทพฯ รถติดมากก็ไปไหนไม่ได้ เพราะว่ามีถนนอยู่เส้นเดียว
สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งของภูเก็ตคือ เป็นเมืองของฝรั่งต่างชาติไปแล้ว ธุรกิจเป็นของนายทุนใหญ่ ลูกค้าอาศัยต่างชาติเป็นหลัก คนในพื้นที่เป็นพนักงานให้บริการ ส่วนคนดั้งเดิมภูเก็ตก็ขายบ้านขายที่ดินย้ายกิจการและชีวิตไปอยู่ที่อื่น เมื่อเกิดโรคระบาดโควิด ภูเก็ตก็กลายเป็นเมืองร้าง ธุรกิจทุนน้อยก็ต้องไปทำมาหากินที่อื่น เมื่อโควิดซาลง นักท่องเที่ยวก็กลับมา ธุรกิจเริ่มฟื้นตัว นายทุนที่มีสายป่านยาวเท่านั้นที่อยู่ได้



ภูเก็ตเป็นเมืองท่องเที่ยวขนาดใหญ่ที่ไม่มีหอแสดงดนตรี ไม่มีอาคารแสดงงานศิลปะ การแสดงแฟชั่น เมื่อวงดนตรีของอาจารย์แก่ไปแสดงก็ต้องปิดถนน แสดงกลางถนน เมื่อออกไปนอกเมืองก็ไปแสดงที่แหลมพรหมเทพ แสดงในพื้นที่กลางแจ้ง เสี่ยงฝนตกแดดร้อน ผู้ชมต้องมีเสื้อกันฝน มีร่มพกติดตัว ทั้งๆ ที่รัฐต้องการพัฒนาให้ภูเก็ตเป็นเมืองท่องเที่ยว แต่ภูเก็ตไม่มีอาคารสถานที่รองรับการแสดงดนตรี ไม่มีหอแสดงศิลปะ ซึ่งจะต้องพัฒนาอาคารศิลปวัฒนธรรมให้คู่กับการพัฒนาเมือง
รัฐบาลจะต้องลงทุนเรื่องสถานที่จัดงานศิลปวัฒนธรรมดนตรี การแสดงวิถีชีวิต เรื่องของรสนิยมอย่างจริงจังที่ภูเก็ต ธุรกิจบริการนั้นเอกชนเขาทำเองได้อยู่แล้ว แต่รสนิยมเป็นเรื่องที่รัฐจะต้องเป็นผู้ลงทุน ดังนั้น ผู้นำที่จะพัฒนาภูเก็ตก็ต้องมองเห็นภาพและจะต้องเป็นผู้มีรสนิยม
ฝ่ายบริหารของรัฐบาลต้องขอบคุณอาจารย์แก่ที่ได้นำวงดนตรีขนาดใหญ่ลงไปแสดงที่ภูเก็ต เพราะเป็นการชี้ให้เห็นข้อบกพร่อง ทุกคนได้เห็นเป็นประจักษ์ว่า รัฐต้องพัฒนาเมืองท่องเที่ยวภูเก็ตต่อไปอย่างไร ซึ่งต้องมีหอแสดงดนตรี ห้องแสดงงานสินค้านานาชาติ หอแสดงศิลปวัฒนธรรม พิพิธภัณฑ์ชาวเล เป็นต้น
ผมลงไปภูเก็ตครั้งนี้ เพื่อตั้งใจไปดูการแสดงของวงดุริยางค์เครื่องลมแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นำโดยอาจารย์แก่โดยเฉพาะ ไปดูครูดนตรีผู้มีอุดมการณ์ การสร้างงานกิจกรรมดนตรีเพื่อประชาชน โดยอาศัยความศรัทธาของสังคม วิธีการสร้างนักดนตรีให้มีหัวใจที่แข็งแกร่ง มีความเสียสละ รักพวกพ้อง การทำงานที่เอาจริงเอาจัง การศึกษาที่เป็นมืออาชีพ การเป็นผู้นำวงดนตรีที่เด็ดเดี่ยว เมื่อเห็นอาจารย์แก่ทำงานแล้ว รู้สึกประทับใจอย่างยิ่ง อาจารย์แก่เป็นความภูมิใจของสังคม เป็นครูดนตรีของลูกศิษย์ เป็นศิลปินเพื่องานสังคม ร่วมสร้างสังคมให้น่าอยู่ อาจารย์แก่เป็นคนทำงานหนัก จริงจังจริงใจ และเป็นครูดนตรีที่น่านับถือ

