ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ 8 เดือนบนเก้าอี้ประธาน กสทช. กับคำตอบในหลากเรื่องร้อน

นับเป็นเวลา 8 เดือนเต็ม ที่ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ เข้าดำรงตำแหน่งประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) อันเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการยกระดับเทคโนโลยีการสื่อสาร ผลักดันนโยบายระดับชาติในการส่งเสริมต่อยอดการใช้งาน ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อเศรษฐกิจและสังคม ในการพัฒนาระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ในช่วงที่ผ่านมา เกิดประเด็นร้อนแรงหลายระลอกที่สังคมไทยคาดหวังและรอฟัง ‘คำตอบ’ ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่อคำถามมากมาย

ตั้งแต่การลุยงานสานต่อโปรเจ็กต์ต่างๆ จนถึงเผือกร้อนประเด็นแรง ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ มีคำตอบในบรรทัดถัดจากนี้

•กสทช.ลุยงาน สานต่อโครงการอย่างไร?

Advertisement

กสทช.ชุดนี้มุ่งมั่นตั้งใจทำงานกันอย่างเต็มที่ ด้วยความตระหนักว่าทุกภารกิจและหน้าที่ทั้งทางด้านกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ กิจการโทรคมนาคม จะส่งผลกระทบต่อประชาชน โครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคม ที่จะสนับสนุนและรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ

กสทช.ชุดนี้ทำงานเต็มความสามารถ เร่งทำงานตามภารกิจและหน้าที่ ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ยึดหลักธรรมาภิบาล โดยมีผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นที่ตั้ง เพื่อบริหารคลื่นความถี่ ส่งเสริมกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมของประเทศไทยให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมทั้งคุ้มครองประชาชนผู้ใช้บริการ

สำหรับตัวอย่างผลงานที่ผ่านมา กสทช.ได้ส่งเสริมและสนับสนุนการใช้ระบบยูโซ่ ในการทำงานของระบบเทเลเมดิซีน/เทเลเฮลธ์ ช่วยเพิ่มช่องทางการเข้าถึงบริการด้านการแพทย์และสาธารณสุขให้กับคนไข้โดยตรง แพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่สามารถติดตามดูอาการของผู้ป่วย สอบถามพูดคุย สั่งยาตามอาการได้แม้จะอยู่ในที่ห่างไกลกัน ลดขั้นตอนและค่าใช้จ่ายของการดูแลรักษาโดยเฉพาะผู้ป่วยกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้ป่วยติดเตียง มะเร็งขั้นสุดท้าย

สำหรับเรื่องการจัดระเบียบสายสื่อสารและการนำสายสื่อสารลงดิน ในปี 2565 นี้ สำนักงาน กสทช.ตั้งเป้าจัดระเบียบสายสื่อสารทั่วประเทศระยะทางรวมประมาณ 2,800 กม. โดยแบ่งเป็นพื้นที่กรุงเทพมหานคร ระยะทางประมาณ 800 กม. และดำเนินการในพื้นที่ภูมิภาคอีกประมาณ 2,000 กม. ซึ่งในกรุงเทพมหานครจะเร่งดำเนินการในกลุ่มเร่งด่วนก่อน โดยคัดเลือกจากเขตพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่น 16 เขต

ทั้งนี้ การจัดระเบียบสายสื่อสารเป็นการดำเนินการร่วมกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) กรุงเทพมหานคร กระทรวงมหาดไทย และผู้ประกอบการเจ้าของสายสื่อสาร เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยของสถานที่และความปลอดภัยของประชาชน

•การเดินหน้าด้าน ‘เทเลเมดิซีน’ ที่ดำเนินการอยู่ ใกล้ได้เห็นเป็นรูปธรรมเร็วนี้?

คาดว่าจะเห็นโครงการนี้เป็นรูปธรรมได้ในเดือนพฤษภาคม 2566 โดย กสทช.ได้เร่งดำเนินการโครงการเทเลเมดิซีน ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ซึ่งเป็นไปตามแนวทางปฏิบัติการแพทย์ทางไกลหรือโทรเวช เพื่อรองรับระบบดูแลสุขภาพทางไกล โดยเป็นการทำเทคโนโลยีดิจิทัล อาทิ 5G และระบบปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) มาใช้เป็นเครื่องมือช่วยแพทย์ ในการรักษาผู้ป่วย เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยทั่วประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล หรือชายขอบ ที่มีปัญหาในการเดินทางเข้ามาใช้บริการ ยังโรงพยาบาลในพื้นที่ต่างๆ

ตอนสมัครเข้ามาเป็น กสทช. ได้โชว์วิสัยทัศน์ในเรื่องแพทย์ทางไกล เมื่อได้รับเลือกแล้ว จึงเป็นสิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการ ตามนโยบายที่ได้ประกาศไว้ ถือเป็นสิ่งสำคัญ เพราะการเข้ามาเป็น กสทช. จะสามารถผลักดันโครงการนี้ได้ดีกว่า การอยู่ในตำแหน่งอื่น หรือหน่วยงานอื่นๆ เพราะมีระยะเวลาทำงานยาวถึง 6 ปี โดยตอนนี้ได้มีการแต่งตั้งคณะทำงานขึ้นมาทำงานแล้ว และกำลังเร่งทำงานในเรื่องนี้ โดย กสทช.จะเป็นหนึ่งในหน่วยงานที่ขับเคลื่อนในเรื่องนี้

เพื่อทำให้คนไทยทุกคนมีแพทย์ประจำตัว ที่คอยให้คำปรึกษาเวลาเจ็บป่วย ซึ่งการรักษาและให้คำปรึกษาของแพทย์ในบางกลุ่มโรคไม่จำเป็นต้องเดินทางมาที่โรงพยาบาล หากใช้เทเลเมดิซีน โดยการวิดีโอคอล เพื่อให้เห็นหน้า พูดคุยถึงอาการ ก็จะสามารถนำมาวินิจฉัยพร้อมสั่งยา และสามารถรอรับอยู่ที่บ้านได้ ซึ่งช่วยในการประหยัดเวลาและค่าเดินทางได้มาก โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชนบทห่างไกล

•ความคืบหน้าควบรวม ‘ทรู-ดีแทค’ ซึ่ง กสทช.ถูกวิพากษ์อย่างหนัก?

หลังที่ประชุม กสทช.มีมติเสียงข้างมากรับทราบ ก็โดนวิพากษ์วิจารณ์เยอะ ซึ่งเรื่องนี้ เคยพูดไปแล้วเมื่อครั้งจัดแถลงผลการดำเนินงานครบ 3 เดือน หรือ 100 วัน ซึ่งเป็น 100 วันฉันยังอยู่ ของ กสทช.ว่า จะพูดทุกเรื่องยกเว้นเรื่องควบรวมกิจการ จนถึงขณะนี้ก็ยังคงเป็นแบบนั้น

•กระบวนการเปิดดีล ‘เอไอเอส’ ซื้อ 3BB เป็นอย่างไร?

เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน 2565 บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด (เอดับบลิวเอ็น) ในเครือบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส ได้ส่งหนังสือเพื่อขออนุญาต สำนักงาน กสทช. กรณีเข้าซื้อกิจการ บริษัท ทริปเปิลทีบรอดแบนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ 3BB เรียบร้อยแล้ว โดยระหว่างนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบเอกสาร ซึ่งหากครบถ้วน จะเริ่มพิจารณาภายใน 90 วัน จากนั้น ให้สำนักงาน กสทช.บรรจุเป็นวาระเข้าสู่ที่ประชุม กสทช. เพื่อพิจารณาเห็นชอบต่อไป โดยยืนยันว่า กระบวนทั้งหมด จะเป็นไปในแนวทางเดียวกันกับการพิจารณาการควบรวมกิจการระหว่างทรูและดีแทค

•ปมร้อน ‘ยิงสดบอลโลก’ ที่สังคมยังคาใจ?

เรื่องร้อนที่หลายฝ่ายต่างจับตา และอยากรู้อยู่ขณะนี้ คงหนีไม่พ้น การสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการซื้อลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลกปี 2022 (รอบสุดท้าย) จำนวน 600 ล้านบาท ซึ่งมองย้อนกลับ ไม่คาดคิดว่าจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ เพราะการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) เข้าหารือเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน ด้วยความสิ้นหวังว่าไม่มีเงิน และจวนเจียนการแข่งขันที่จะเริ่มขึ้นในวันที่ 20 พฤศจิกายน จึงจะขอเงินสนับสนุน เป็นเงิน 38 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1,200 ล้านบาท และเมื่อรวมภาษีและค่าใช้จ่ายต่างๆ วงเงินจะอยู่ที่ 42 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1,600 ล้านบาท

โดย กกท.รับปากว่า จะดำเนินการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลกภายใต้กฎมัสต์แครี่ ประชาชนรวมถึงผู้ด้อยโอกาส จะสามารถรับชมและเข้าถึง ซึ่งครอบคลุมการออกอากาศผ่านกิจการกระจายเสียง หรือกิจการโทรทัศน์ทุกประเภทที่อยู่ในการกำกับดูแลของ กสทช. หรือสำนักงาน กสทช. ตอนนั้นจึงคิดว่า ถ้ามีเงินเพียงพอก็ให้ได้ ดังนั้น จึงพิจารณาเงินในกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ (กองทุน กทปส.) เพื่อใช้สนับสนุน อีกทั้ง ศึกษาข้อมูลจากประเทศเพื่อนบ้านควบคู่ไปด้วย

•เสียงค้านการจ่ายเงินหนุนยิงสด-เปย์ 600 ล้าน ลงขัน กกท.?

มีการพูดคุยกับ สมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิตอล (ประเทศไทย) โดยมีการหารือร่วมกันในเบื้องต้นแล้วโดย คุณสุภาพ คลี่ขจาย นายกสมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิตอล (ประเทศไทย) แสดงจุดยืนว่า อยากให้มีการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลก แต่ไม่อยากให้ใช้เงินจากกองทุน กทปส.ในการสนับสนุน ซึ่งนั่นคือ อยากให้คนไทยได้ชมการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลก แต่ไม่ยอมให้ใครจ่ายโน่นจ่ายนี่ เพราะฉะนั้น เมื่ออยากจะรับชมก็ต้องมีคนจ่ายสักคน ไม่ว่าจะตัดสินใจนำเงินจากส่วนไหนมาจ่ายก็ตาม

และด้วยเข้าเงื่อนไขการสนับสนุนของกองทุน กทปส. เพราะเพื่อความบันเทิงและกระตุ้นระบบเศรษฐกิจ ซึ่งแตกต่างจากกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ในการส่งเสริมสนับสนุนกีฬาของชาติ ตลอดจนเพื่อพัฒนาองค์กรกีฬาและสมาคมกีฬาให้มีศักยภาพยิ่งขึ้น จึงไม่สามารถนำมาใช้เพื่อสนับสนุนได้

ที่ประชุม กสทช. เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน จึงมีมติอนุมัติเงินสนับสนุน 600 ล้านบาท หรือคิดเป็น 50% ของมูลค่า 1,200 ล้านบาท ซึ่งเป็นหลักคิดเดียวกันกับที่เคยสนับสนุนเงิน 240 ล้านบาท จากทั้งหมด 480 ล้านบาท จากกองทุน กทปส. เพื่อซื้อลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดแข่งขันกีฬาโอลิมปิก โดย กรรมการ กสทช.เสียงข้างมาก 4 เสียง ได้แก่ ประธาน กสทช., พล.อ.ท.ดร.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ, นายต่อพงศ์ เสลานนท์ และ พล.ต.อ.ณัฐธร เพราะสุนทร ขณะที่ กรรมการ กสทช.เสียงข้างน้อย ได้แก่ ศ.ดร.พิรงรอง รามสูต และ รศ.ดร.ศุภัช ศุภชลาศัย และทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (เอ็มโอยู) ระหว่าง กสทช. และ กกท. เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน

•อีกประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างมากคือปรากฏการณ์ ‘จอดำพรึบ’ ร้องละเมิดลิขสิทธิ์?

หลังจากนั้น ก็คาดว่า จะมีการลงขันของภาคเอกชน แต่ไม่ทราบว่า กกท.จะมีการทำเอ็มโอยู ร่วมกับ บริษัท ทรูโฟร์ยู สเตชั่น จำกัด, บริษัท ทรู วิชั่นส์ กรุ๊ป จำกัด และบริษัท ทรู ดิจิทัล กรุ๊ป จำกัด ในวันที่ 19 พฤศจิกายน ภายใต้กฎหมายการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา จนถัดมามีการยื่นฟ้อง บริษัท ซุปเปอร์ บรอดแบนด์ เน็ทเวอร์ค จำกัด (SBN) ผู้ให้บริการเอไอเอส เพลย์บ็อกซ์
ต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง พร้อมยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามไม่ให้มีการละเมิดลิขสิทธิ์เป็นการชั่วคราว

ทำให้ระบบดาวเทียม C-Band (จานดาวเทียมตะแกรงดำ) รวมถึงผู้ให้บริการโครงข่ายแบบบอกรับสมาชิก (ไอพีวี) ซึ่งเป็นผู้รับใบอนุญาตที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ กสทช. และมีหน้าที่ปฏิบัติตามกฎมัสต์แครี่ ที่แม้สำนักงาน กสทช.จะส่งหนังสืออนุญาตให้ผู้ให้บริการทั้ง เอไอเอส เพลย์บ็อกซ์, 3BB TV และเอ็นที เป็นต้น สามารถถ่ายทอดสดบอลโลกได้ก็ตาม แต่ผ่านไปไม่ถึง 2 วัน ศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯก็ได้มีคำสั่งห้ามแพร่เสียงและแพร่ภาพการแข่งขัน เพื่อคุ้มครองสิทธิกลุ่มทรูในฐานะผู้ได้รับสิทธิ

•รายละเอียดเกี่ยวกับฉันทามติ ทวงเงินใน 15 วัน เป็นอย่างไร?

เมื่อ กกท.ทำผิดเอ็มโอยูที่ได้ทำไว้กับ กสทช. ที่ประชุม กสทช.นัดพิเศษ เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม จึงมีมติ 6 ต่อ 0 เสียง เป็นฉันทามติ แจ้งคำสั่งทางปกครองไปยัง กกท. เพื่อเรียกคืนเงินจำนวน 600 ล้านบาท เต็มจำนวน ภายใน 15 วันหลังจากที่ได้รับหนังสือแจ้งดังกล่าว พร้อมดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี (หากมี)

ซึ่งก่อนหน้าที่จะมีมติดังกล่าว กสทช.มีการเชิญ กกท. รวมถึงกลุ่มทรู เข้าร่วมหารือ เพื่อกำชับให้ดำเนินการตามกฎมัสต์แครี่หลายครั้ง และ กกท.เองก็ยืนยันมาโดยตลอดว่า เข้าใจและจะปฏิบัติตามเอ็มโอยู แต่กลับทำผิด จากช่องโหว่ทางกฎหมายที่ไม่มีใครรู้มาก่อน จึงเป็นโอกาสสำหรับบางคน ซึ่ง กกท.เองก็อาจจะรู้หรือไม่รู้ หรือเลือกหลับตาข้างหนึ่ง ระหว่างนี้จึงต้องให้โอกาส กกท.ได้ทบทวน และจะเชิญเข้าหารือร่วมกันอีกครั้ง

ทั้งนี้ ไม่ได้มองว่าเป็นการหักหลัง แม้รู้สึกว่าพลาดท่าบางอย่าง แต่ไม่ผิดหวังเพราะทุกคนได้รับประโยชน์ จากเงินตั้งต้นที่ให้การสนับสนุน เพราะอย่างน้อยเรื่องแบบนี้ จะต้องมีผู้ปิดทองหลังพระบ้าง ไม่ใช่ว่าอยากได้หน้า แต่ก็อยากได้ แม้จะแค่ช่วงแรกที่เวลาไปไหนมาไหน แล้วมีหลายคนเข้ามาขอบคุณ กสทช. ที่ทำให้ได้ชมการถ่ายทอดสดการแข่งขัน อาจจะมีคนด่าบ้าง ก็เฉพาะกลุ่มที่ไม่สามารถรับชมได้แค่นั้น ซึ่งเตรียมใจไว้อยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม ไม่คิดว่าจะได้เงินคืนจาก กกท. เพราะอ้อยเข้าปากช้างแล้ว คงยากที่จะได้คืน และไม่รู้ว่า กกท.จะนำเงินจากส่วนไหนมาคืน เพราะถ้ามีเงินคงไม่มาขอรับการสนับสนุนจาก กสทช. แต่ขอให้การต่อสู้กันในศาลปกครอง เป็นเพียงทางเลือกหนึ่ง ซึ่งจะพิจารณา หาก กกท.ไม่นำเงินมาคืนภายใน 15 วัน หรือหาก กกท.ยกเลิกเอ็มโอยูที่ทำร่วมกับกลุ่มทรู และเปิดให้ประชาชนได้รับชมการแข่งขันฟุตบอลโลกได้อย่างทั่วถึง กกท.ก็มีสิทธิที่จะไม่คืนเงินได้ และเป็นทางหนึ่งในการแก้ปัญหานี้

ทั้งนี้ แม้ กสทช.จะเป็นองค์กรกำกับดูแล แต่ไม่สามารถเข้าไปก้าวก่ายเอ็มโอยูระหว่าง กกท. และกลุ่มทรูได้ โดยมองว่าปัญหาที่เกิดขึ้น เป็นเพราะเอ็มโอยูทั้ง 2 ฉบับ มีตัวบทกฎหมายที่แตกต่างกัน ระหว่างกฎมัสต์แครี่และกฎหมายการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ดังนั้น จึงต้องชั่งน้ำหนักว่า อะไรสำคัญกว่า แต่อย่างไรก็ไม่สามารถละเมิดอำนาจศาลได้ ซึ่งยอมรับว่าหนักใจ และจะมีการปรึกษาสำนักงานอัยการสูงสุดต่อไป

โดย กสทช.มองว่ากฎมัสต์แครี่มีน้ำหนักและควรปฏิบัติตาม และหวังอย่างยิ่งว่าการแข่งขันฟุตบอลโลกนัดชิงชนะเลิศ คนไทยจะสามารถรับชมได้ทุกแพลตฟอร์ม และหลังจบการแข่งขัน ต้องมีการทบทวนกฎมัสต์แครี่ เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ตอนนี้เร็วเกินไปที่จะพูดว่ายกเลิก

•เพราะเหตุใด กสทช.จึงไม่จัดแถลงข่าว จนถูกมองเป็นแดนสนธยา?

ไม่ชอบการแถลงข่าว และจะออกข่าวประชาสัมพันธ์เฉพาะวาระสำคัญ อาทิ มติเสียงข้างมากรับทราบการควบรวมกิจการระหว่าง บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือทรู และบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส
คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค รวมถึง มติอนุมัติสนับสนุนวงเงินงบประมาณ 600 ล้านบาท จากกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ (กองทุน กทปส.) ให้การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) เพื่อซื้อลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย (FIFA World Cup Final) 2022

ขณะเดียวกัน ก็ไม่ค่อยรับโทรศัพท์ เพราะตั้งแต่เป็นหมอ ถ้ารับสายแล้วจะมีอีกหลายเรื่องตามเข้ามา หรือถ้ามีเรื่องที่ต้องตอบ และตอบได้ก็จะรับสาย แต่ถ้าเป็นเรื่องคาใจที่ยังตอบไม่ได้ ก็ไม่กล้ารับ ขอให้เข้าใจและอย่าถือสา เพราะมองว่า ก่อนจะพูดเราเป็นนาย แต่พูดไปแล้ว คำพูดกลายเป็นนายเรา ดังนั้น จึงต้องระวังพอสมควร ไม่ถึงขนาดว่ากลัวผู้สื่อข่าว
แต่เกรงใจ เพราะทำงานตรงนี้ ก็ต้องเจอกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เป็นเพราะชุดใหม่อยู่ในช่วงเริ่มต้น จึงไม่สนิทสนม หรือพูดคุยกับผู้สื่อข่าวมากนัก แต่ กสทช.ชุดเก่าทำงานมานาน จึงคุ้นเคยกันมากกว่า

•ห้ามกรรมการ กสทช.ให้สัมภาษณ์ด้วยหรือไม่?

ไม่เคยสั่งห้าม เพียงกำชับว่า อะไรที่เปิดเผยได้ให้เปิดเผย และทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมาย โดยให้สำนักสื่อสารองค์กรดำเนินการได้ และสามารถยืนยันได้ว่ามาจาก กรรมการ กสทช.ท่านใด ซึ่งอย่าลืมว่าความคิดเห็นนั้น ไม่ใช่มติของ กสทช. เป็นเพียงความคิดเห็นเฉพาะกรรมการ กสทช.ท่านนั้นๆ

ส่วนโรดแมปของ กสทช.ในปี 2566 อาจจะมีการแถลงช่วงต้นปีหน้า เพราะถ้าพูดตอนนี้ กังวลว่าจะเป็นอะไรซึ่งลักลั่นกัน แต่ได้มีการหารือร่วมกับสำนักงาน กสทช.ในเบื้องต้นแล้ว ซึ่งถ้าจะเปลี่ยนแปลงอะไร ก็ขอให้คนทำงานได้รับทราบและทำความเข้าใจก่อน ว่ามีการแผนการดำเนินงานอย่างไร และเพราะอะไร

แต่ปีหน้าจะมีหลายเรื่องใหญ่ อาทิ การจัดการประมูลสิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียม, กรณีเอไอเอสเข้าซื้อกิจการ 3BB, การให้ใช้คลื่นความถี่ย่าน 6 กิกะเฮิรตซ์ รวมถึงสงครามเซมิคอนดักเตอร์ ระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกา จึงเป็นเรื่องที่ต้องคิดและเตรียมแผนในการรับมือ ซึ่งก็ต้องเอาใจทั้งสองฝ่าย และต้องแบ่งรับแบ่งสู้ โดยยึดผลประโยชน์ที่จะได้รับสูงสุด

•ขั้นตอนเกี่ยวกับการประมูลวงโคจรดาวเทียมเป็นอย่างไร?

หลังประกาศ กสทช.เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้สิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียมในลักษณะจัดชุด (แพคเกจ) ได้ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาและมีผลบังคับใช้แล้ว และสำนักงาน กสทช.เปิดรับเอกสารการคัดเลือก ตั้งแต่วันที่ 4-30 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยมีผู้เข้ามารับเอกสารการคัดเลือกสำหรับการประมูลสิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียม พร้อมลงนามในหนังสือตกลงการไม่เปิดเผยข้อมูล (Non-disclosure Agreement : NDA) รวม 5 ราย

ประกอบด้วย บริษัท มิว สเปซ แอนด์ แอดวานซ์ เทคโนโลยี จำกัด, บริษัท แอสเซนด์ แคปปิตอล จำกัด, บริษัท พร้อม เทคนิคคอล เซอร์วิสเซส จำกัด, บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) และบริษัท สเปซ เทค อินโนเวชั่น จำกัด และจะเปิดให้ยื่นขอรับอนุญาต ในวันที่ 27 ธันวาคม 2565

หลังจากนั้น สำนักงาน กสทช.จะทำการตรวจคุณสมบัติ (ใช้เวลา 1 สัปดาห์) ตั้งแต่วันที่ 27 ธันวาคม-4 มกราคม 2566 และจะประกาศรายชื่อผู้เข้าร่วมการคัดเลือก ในวันที่ 4 มกราคม 2566 จากนั้นสำนักงาน กสทช.จะทำ Mock Auction ในวันที่ 7 มกราคม 2566 สำหรับวันประมูลสิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียมเป็นวันที่ 8 มกราคม 2566

ทั้งนี้ กรณีที่มีผู้เข้าร่วมการประมูลเพียงรายเดียว จะมีการขยายระยะเวลาออกไปอีกไม่น้อยกว่า 14 วัน เริ่มจากเปิดให้รับเอกสารการคัดเลือกในวันที่ 6-11 มกราคม 2566 แล้วจะจัดให้มี Info session อีกครั้ง

กรณีที่มีผู้เข้าร่วมการประมูลเพิ่มในวันที่ 12 มกราคม 2566 จากนั้นจะเปิดให้ยื่นขอรับอนุญาต (1 วัน) ในวันที่ 19 มกราคม 2566 หลังจากนั้นสำนักงาน กสทช.จะทำการตรวจคุณสมบัติ ตั้งแต่วันที่ 20-26 มกราคม 2566 และจะประกาศรายชื่อผู้เข้าร่วมการคัดเลือก ในวันที่ 27 มกราคม 2566 จากนั้นสำนักงาน กสทช.จะทำ Mock Auction ในวันที่ 28 มกราคม 2566 และจะประมูลในวันที่ 29 มกราคม 2566 แทนขั้นตอนหลังจากนั้น กสทช.จะจัดให้มีการประชุมรับรองผลการประมูลภายใน 7 วัน หลังการประมูล

สำหรับหลักเกณฑ์การประมูลสิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียมในลักษณะจัดชุด (แพคเกจ) ในครั้งนี้ หลังจากที่ได้รับฟังความคิดเห็นสาธารณะไป กสทช.ได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์ โดยได้มีการปรับลดราคาขั้นต่ำของการประมูลเพื่อให้เกิดการแข่งขันและมีการปรับคุณสมบัติของผู้เข้าร่วมการประมูล โดยมีการแยกคุณสมบัติของผู้เข้าร่วมการประมูลในแต่ละชุดข่ายงานดาวเทียมที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะในชุดที่ 4 (วงโคจรที่ 126E) เพื่อให้ผู้ประกอบการรายย่อยหรือรายใหม่เข้าสู่การแข่งขันได้ง่าย เพราะราคาเริ่มต้นของชุดข่ายงานดาวเทียมนี้กำหนดเพียง 8 ล้านบาท

ไม่เพียงเท่านั้น กสทช.ยังคงให้ความสำคัญกับการใช้งานเพื่อประโยชน์สาธารณะของหน่วยงานภาครัฐ โดยได้กำหนดให้ภาครัฐได้ใช้ดาวเทียมฟรี 1 ทรานสปอนเดอร์ สำหรับดาวเทียมสื่อสารแบบ Broadcast และ 400 Mbps สำหรับดาวเทียมสื่อสารความจุสูงแบบ Broadband ต่อวงโคจรหรือต่อดาวเทียม 1 ดวง ซึ่งเมื่อเทียบกับระบบสัมปทานเดิมภาครัฐจะได้สิทธิใช้ดาวเทียมฟรีดังกล่าวต่อ 1 สัมปทาน แม้ว่าสัมปทานหนึ่งจะมี 3-4 ดวง ก็ได้เท่านี้

นอกจากนั้น เพื่อให้สอดคล้องตามนโยบายของคณะกรรมการอวกาศแห่งชาติ กสทช.ก็ได้กำหนดให้บริษัทที่ชนะการประมูลจะต้องอนุญาตให้หน่วยงานภาครัฐที่ได้รับมอบหมายมีส่วนร่วมในการใช้วงโคจรที่ 119.5E อาทิ มีส่วนร่วมในการจัดสร้างศูนย์ควบคุมเกตเวย์ของรัฐเพื่อควบคุมการใช้งานดาวเทียมในส่วนของภาครัฐและเป็นการฝึกบุคลากรภาครัฐให้มีความพร้อมในการบริหารจัดการดาวเทียมในส่วนของตนเองโดยในส่วนนี้รัฐจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายเอง เป็นต้น

ชุดข่ายงานดาวเทียมที่จะนำมาประมูลฯในครั้งนี้ มีทั้งสิ้น 5 ชุด (Package) ประกอบด้วย ชุดที่ 1 ประกอบด้วย วงโคจร 50.5E (ข่ายงาน C1 และ N1) และวงโคจร 51E (ข่ายงาน 51) ราคาเริ่มต้นการประมูล 374 ล้านบาทเศษ ชุดที่ 2 ประกอบด้วย วงโคจร 78.5E (ข่ายงาน A2B และ 78.5E) ราคาเริ่มต้นการประมูล 360 ล้านบาทเศษ ชุดที่ 3 ประกอบด้วย วงโคจร 119.5E (ข่ายงาน IP1, P3 และ 119.5E) และวงโคจร 120E (ข่ายงาน 120E) ราคาเริ่มต้นการประมูล 397 ล้านบาทเศษ ชุดที่ 4 วงโคจร 126E (ข่ายงาน 126E) ราคาเริ่มต้นการประมูล 8 ล้านบาทเศษ และชุดที่ 5 วงโคจร 142E (ข่ายงาน G3K และ 142E) ราคาเริ่มต้นการประมูล 189 ล้านบาทเศษ

ซึ่ง กสทช.คาดว่าหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการประมูลที่ปรับปรุงนี้ จะทำให้มีผู้สนใจเข้าร่วมประมาณ 2-3 ราย โดยสิ่งที่ กสทช.ดำเนินการมาก็เพื่อรักษาไว้ซึ่งสิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียมอันเป็นสมบัติของชาติ เพราะหากไม่สามารถหาผู้มาใช้สิทธิในการสร้างและส่งดาวเทียมในวงโคจรทั้ง 5 ชุด ได้ ประเทศไทยอาจโดนเพิกถอนสิทธิดังกล่าวจากสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ หรือไอทียู ได้

จึงคาดหวังว่าการประมูลครั้งนี้จะบรรลุผลและทำให้กิจการดาวเทียมสื่อสารของประเทศไทยเปลี่ยนผ่านจากระบบสัมปทานมาสู่ระบบการอนุญาตได้และมีการพัฒนาเจริญก้าวหน้าต่อไป

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image