120,000 คือจำนวนแรงงานที่นายจ้างต้องการ ตามกระทรวงแรงงานสำรวจไว้ หวังมาเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจฟื้นฟูประเทศไทย
หลังรัฐบาลประกาศผ่อนคลายมาตรการโควิด-19 มุ่งหน้าตามความประสงค์ของนายกฯ เดินหน้าฟื้นฟูชาติอย่างเร่งด่วน
นำมาซึ่งมติ ครม.ล่าสุด (5 ก.ค.65) เห็นชอบให้คนต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม ที่มีสถานะไม่ถูกต้อง ยังคงอยู่ไทยและทำงานได้ต่อไปไม่เกิน 13 กุมภาพันธ์ ปี’66 ส่วนรายที่สถานะถูกต้อง ก็ยังอยู่ต่อได้ถึงปี’68
แต่ในมุมผู้อยู่ใต้กฎหมายและผู้บังคับใช้ กลายเป็นสับสน เพราะแรงงานถูกซอยย่อยออกเป็นหลายกลุ่ม ไม่ว่าจะกลุ่มมติ ครม.วันที่ 29 ธ.ค.63, กลุ่มมติ ครม. 13 ก.ค.64, มติ ครม.28 ก.ย.64 ฯลฯ ซึ่งมีรายละเอียดแตกต่างกันออกไป อยู่ต่อได้ไม่เท่ากัน
ก่อเกิดข้อวิพากษ์ กลางอาคารมณียา ชิดลม ในสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ (FCCT)
“ตกลงตำรวจมีเอี่ยวอะไรกับพวกนายหน้าหรือเปล่า”
ไหม แกนนำแรงงาน หยิบยกข้อสงสัย ตอกย้ำในเวทีเสวนา “ร่วมเช็คคะแนนกระทรวงแรงงาน” ว่ามีความก้าวหน้า ย่ำอยู่กับที่ หรือถอยหลัง กับการจัดการปัญหาแรงงานข้ามชาติหลังสถานการณ์โควิด เนื่องในวันผู้ย้ายถิ่นสากล International Migrant Day 2022 ซึ่งจัดโดย เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (MWG) เมื่อไม่นานมานี้
ขณะที่วันนี้ แรงงานข้ามชาติชาวเมียนมาในไทย นัดชุมนุมหน้าสถานทูตเมียนมา หวังส่งเสียงถึงเผด็จการและนายทุน ให้รับผิดชอบในมุมสิทธิแรงงาน หลังต้องเผชิญกับชีวิตอันตกต่ำ
พึ่งนโยบายระยะสั้น รักษาแรงงานไม่นิ่ง

อดิศร เกิดมงคล ตัวแทนเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (MWG) ยืนยันว่าช่วงโควิดที่ผ่านมา ปัญหาที่เจอกันมากคือ ‘จำนวนแรงงานข้ามชาติ’ ที่หายไปจากระบบเพียบ
เทียบจากยอดแรงงานข้ามชาติ 2,601,284 คน ในมีนาคม 63, มีนาคม 64 มี 1,959,268 หายไปกว่า 600,000 คนแล้ว
“พอมีนาคม 65 ช่วงนั้นรัฐบาลมีนโยบายเปิดจดทะเบียบแรงงาน ตัวเลขกระโดดมา 2,124,846 กรกฎาคม 65 ตัวเลขก็หายไปอีก คือกระบวนการในการรักษาแรงงานให้อยู่ในระบบของกระทรวงแรงงาน ยังไม่นิ่ง จำเป็นต้องเปิดลงทะเบียนอีกรอบ ทำให้ตัวเลขกระเตื้องขึ้นมาอีก เห็นได้ชัดว่าช่วง 2-3 ปี นโยบายที่พยายามจะแก้ปัญหาแรงงานข้ามชาติที่หายไปจากระบบ เปิดจดทะเบียน 4 ครั้ง แต่ปัจจุบัน หายไปอีกประมาณ 162,490 คน” อดิศรชี้
เชื่อว่าปัญหาเกิดจากการที่รัฐบาลไทยยังพึ่งพา ‘นโยบายระยะสั้น’ เปิดจดทะเบียนเป็นครั้งๆ ไป
“ดูจากการออกมติของ ครม. ตั้งแต่ปี’63-65 เรามีมติ ครม.ถึง 15 ครั้ง เฉลี่ยปีละ 5 ครั้ง ถือเป็นการจัดการโดยใช้นโยบายระยะสั้น”
แกล้งไม่รู้ แล้วหาช่องตีกิน?
อดิศร คลี่ปัญหาหลักที่เจอ 6 ข้อ ในระบบการขึ้นทะเบียนแรงงานข้ามชาติ เผยให้เห็นความลักลั่นและช่องวาง
1.ความโปร่งใสของนโยบาย มติยังไม่ออก แต่มีนายหน้าจำนวนหนึ่งไปเร่ขายเนมลิสต์ของแรงงานข้ามชาติแล้ว ที่สำคัญมีตราประทับของ ‘กรมการจัดหางาน’ ด้วย เมื่อแจ้งเรื่องไปยังไม่ได้รับการตอบสนองว่าจะมีการลงโทษอย่างไร จึงเกิดภาวะความไม่โปร่งใสในระบบการจัดการ ทั้งภาคนายจ้าง และประชาสังคม
2.มาตรการรวมศูนย์อำนาจ อยู่ที่กรมการจัดหางานอย่างเดียว รอบนี้มีแรงงานที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน 700,000 กว่าคน ซึ่งระบบการอนุมัติขึ้นทะเบียนจะแบ่งเป็นช่วงๆ เช่น ช่วงแรกให้ไปขออนุญาตขึ้นทะเบียนใช้ระบบก่อน และให้ส่วนกลางอย่าง ‘กรมการจัดหางาน’ อนุมัติ นายจ้างประมาณ 100,000 คน จึงต้องมุ่งเข้าไปในจุดเดียวคือ ‘กรมการจัดหางาน’ ซึ่งจะคอยอนุมัติทีละคนๆ ไป ให้เวลาราว 15 วันในการขอ แทบจะไม่ทันสำหรับนายจ้าง
3.ระบบการขึ้นทะเบียนไม่เอื้อ เพราะ 1.ระยะเวลาสั้นมาก 2.ระบบออนไลน์ของกรมการจัดหางาน ปิดแล้วเปิดใหม่อย่างน้อย 3 รอบ ทำให้เจอปัญหาเรื่อง ‘พาสเวิร์ด’ เข้าใช้ระบบที่เปลี่ยนไป นายจ้างก็งง เดิมเข้าได้ ทำไมเข้าไม่ได้ ทำให้ไม่สามารถดำเนินการในระบบถึงขั้นตอนสุดท้ายได้
4.ระบบมีความยุ่งยาก ซับซ้อน เพิ่มค่าใช้จ่าย ออกแบบให้ดูวุ่นวาย ตัวอย่างง่ายๆ รูปถ่ายพื้นที่หลังต้องสีขาว สีอื่นไม่ได้ ไฟล์ที่จะแนบ ต้องเป็นไฟล์ประเภทนี้ เมกะไบต์ไม่เกินเท่านั้น ซึ่งเราพบว่านายจ้างรายเล็กหลายคนไม่เข้าใจ ในที่สุดต้องไปพึ่งนายหน้า ทำให้ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเป็น 12,000-18,000 บาท/คน ทั้งที่จริงๆ ประมาณ 3,000 กว่าบาท
5.เปิดช่องแสวงหาประโยชน์ เราพบว่าหลังมีมติ ครม.ออกมา ใช้เวลาประมาณ 1 เดือนถึงจะออกประกาศรองรับ เท่ากับว่าช่วง 1 เดือนนั้น แรงงานข้ามชาติเสี่ยงโดนจับ หรืออยู่ในช่วงรอยต่อของวีซ่า นายจ้างหลายคนเจอภาวะตำรวจเวียนเข้า-ออกในที่ทำงาน กลายเป็นแสวงหาประโยชน์ เรียกรับเงินกันไป
6.เอกสารยังเป็นเหตุให้ถูกรีดไถ เรื่องของเอกสารประจำตัว เช่น หนังสือเดินทาง ใบอนุญาตทำงานหมดอายุ หรือเรื่องการไม่มีใบอนุญาตทำงาน ตำรวจจำนวนหนึ่งใช้ความไม่รู้ หรือ ‘การแกล้งไม่รู้’ ว่าไม่ต้องใช้หนังสือเดินทาง ใช้แค่หลักฐานการขึ้นทะเบียน มาเป็นเรื่องในการแสวงหาประโยชน์
“เข้าไปในที่ทำงานแล้วบอกว่า ไม่มีพาสปอร์ต ถือว่าผิดกฎหมายแล้วก็จับ ทำให้เกิดปัญหานี้ หลายครั้งพบ การไม่ประสานงานกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง”
“หรือแกล้งไม่รู้ แล้วไม่มีกลไกในการร้องเรียน จึงกลายเป็นเครื่องมือแสวงหาผลประโยชน์สำหรับเจ้าหน้าที่” ตัวแทนเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ จี้จุด
หวั่นมติ ครม.ทำพิษ
กว่า ‘7 แสนคน’ เสี่ยงเป็นคนผิดกฎหมายไม่รู้ตัว
อดิศร ชี้อีกปัญหา คือ ‘ติดด่าน’ ข้ามชายแดนไปทำหนังสือเดินทางไม่ได้ เพราะเพิ่งมาเปิดช่วงกลางปีนี้ ซึ่งแรงงานกัมพูชาและลาว ไปทำได้ แต่ฝั่งพม่ายังปิดอยู่เพราะติดสถานการณ์การเมือง ขณะเดียวกันถ้าจะไปทำที่สถานทูตประเทศต้นทาง ก็พบว่าคิวยาวเหยียด กรณีพม่า เริ่มรับหนังสือเดินทางได้ พ.ค.66 จึงเสี่ยงเป็นคนผิดกฎหมายทันที เพราะไม่สามารถเอาหนังสือเดินทางมาตรวจลงตราวีซ่าให้เสร็จสิ้นก่อน 13 ก.พ. ตามเงื่อนไขมติ ครม.ได้
ขณะเดียวกัน ต่อให้มีการเปิดศูนย์ออกเอกสารรับรองบุคคล (CI) แต่หลายคนยังไม่สามารถจองคิวทำที่เคาน์เตอร์เซอร์วิสได้ เนื่องจากระบบฐานข้อมูลออนไลน์ ของกรมการจัดหางาน และของเคาน์เตอร์เซอร์วิส ยังไม่โอนให้กัน คาดว่าน่าจะเริ่มได้จริง 22 ธ.ค.นี้ เท่ากับเวลาทำวีซ่า เหลือไม่ถึง 2 เดือน ปัญหาคนตกหล่นในระบบจึงมีค่อนข้างมาก
ส่วนของลาว ต่อให้เปิดทำวีซ่า แต่มีเงื่อนไขว่าต้องไปทำ Name List กับทางสถานทูตลาวก่อน ซึ่งต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม เป็นประมาณ 3,500-5,000 บาท/คน
“เรากังวลใจว่า เส้นตาย 13 ก.พ.จะมีแรงงานกว่า 700,000 คน หลุดจากระบบ และกลายเป็นคนผิดกฎหมายได้ในอนาคต แม้ว่าปัจจุบันเขาจะถูกกฎหมายก็ตามแต่” อดิศรฝากข้อห่วงใย
ไม่ผ่านอย่างแรง
ต้องทบทวนใหม่ ขยายเวลาไปก่อน

โควิด โดย เครือข่าย MWG เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม
ในช่วงท้าย ผู้ร่วมวงเสวนา ทิ้งข้อเสนอแนะถึงกระทรวงแรงงานและรัฐบาล พร้อมยกป้ายข้อความเพื่อเป็นการตัดเกรด
อดิศร ให้ไอเดียที่จำเป็น สำหรับพยุงสถานการณ์ คือ 1.ทวบทวนการดึงแรงงานนอกระบบเข้าสู่ระบบมากขึ้น แต่ต้องปรับ ไม่ใช้มาตรการระยะสั้น
2.ขยายกรอบเวลา จาก 13 ก.พ.ออกไปก่อน เพราะยังมีอีกกว่า 700,000 คน ที่ไม่สามารถทำหนังสือเดินทาง รวมถึงต้องผ่อนปรนกลุ่มที่หลุดจากระบบไปแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่มที่เพิ่งได้หนังสือเดินทางหลังจากวีซ่าสิ้นสุดลงไป
3.ปรับระบบการให้บริการของภาครัฐ เพราะทำเอกสารครั้งเดียวไม่เคยจบ รวมถึงระบบออนไลน์ ที่กะออกแบบมาให้เอื้อ แต่ท้ายสุดเป็นภาระ เพราะยังไม่เข้าใจธรรมชาติของคนใช้งาน
ในเชิงระยะยาว อดิศรเสนอ 2 ยุทธศาสตร์ ที่หวังว่ารัฐบาลจะเอาไปใช้ในปีหน้า และเป็นวาระดับชาติ คือ
1.ยุทธศาสตร์ การบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติทั้งระบบ ควรวางแผนว่าไทยจะใช้แรงงานข้ามชาติอย่างไร และบริหารอย่างเป็นระบบ 2.ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการผู้อพยพอย่างเป็นระบบ ซึ่งปัจจุบันยังไม่มี
“ถ้า 2 อันนี้ไปด้วยกัน จะทำให้จำนวนแรงงานผิดกฎหมายน้อยลง”
ทั้งนี้ อดิศรให้คะแนนกระทรวงแรงงานว่า “ถอยหลัง” เพราะจัดการแบบไม่ก้าวหน้า รอบนี้ถดถอยมาก ไม่ผ่านอย่างแรง
ภาครัฐเองยัง‘งง’
หนักใจ มติเยอะยุ่งยาก ต้องพึ่งนายหน้า

ฟังจากฝั่งนายจ้าง แฉล้ม สุขใส ตัวแทนนายจ้างกิจการก่อสร้าง ในฐานะที่ใช้แรงงานข้ามชาติ เกือบ 70% รู้สึกสับสนกับมติต่างๆ ของภาครัฐ ที่มีออกมาเยอะและยุ่งยาก จึงหันมาใช้นายหน้าแทน
ใจจริงอยากให้เร่งเรื่องการทำเอกสาร และให้ทั้ง ตม. กระทรวงแรงงาน ตำรวจ สื่อสารให้เข้าใจตรงกัน
“ทำงานไม่สะดวก จะเดินทางไปไหนก็กลัวแต่จะโดนจับ กระทรวงแรงงานออกมติบ่อย เจ้าหน้าที่หน่วยงานอื่นอาจจะตามไม่ทัน อย่างบริษัทเราต้องใช้นายหน้าทำให้ตลอด บางครั้งไม่รู้ว่าทางนายหน้าช้า หรือกระทรวงแรงงานช้า เราออกเงินให้ลูกจ้างก่อนแล้วค่อยให้เขาผ่อนทีหลัง อยากให้รวดเร็วเพราะต้องเดินทางตลอด เวลาโดนเรียก ตำรวจก็จะบอกว่า ‘เอกสารไม่ถูกต้อง สำเนาไม่เอา ต้องตัวจริงเท่านั้น’” แฉล้มเล่า
ก่อนชูป้าย “ถอยหลัง” และเผยความอึดอัดว่า
“เวลาโดนตำรวจจับ เหมือนกับอ่านคำถามเดิมๆ ต้องอธิบายด้วยคำเดิมๆ ว่านี่คือเอกสารที่ถูกต้องที่กระทรวงแรงงานให้มา ‘อันนี้คือมตินี้ ของคนนั้นคือมตินี้’ เพราะรถเราแต่ละคัน มีทั้งคนที่มีพาสปอร์ต ใบอนุญาตครบถ้วน อยู่ 2 คน, กลุ่มมติ 28 ก.ย.64 ก็มีอีก 3 คน มติ 5 ก.ค. มีอีก 5 คน เราอธิบายทุกวันทุกครั้งที่โดนตำรวจเรียก เพราะเดินทางทั่วประเทศที่มีการก่อสร้าง คือประสบการณ์จริง 3 ทุ่มถึงเที่ยงคืน โทรมาบอก ‘โดนตำรวจเรียกตรงนั้น ตรงนี้เอกสารทำไมเป็นอย่างนี้’ แก้ไขปัญหาเองตลอด แก้ไขไม่เข้าใจก็เรียกไป สน. เสียค่าปรับ
โดนลักลอบเข้าเมืองด้วย ทำไมทำข้อหาหนักขนาดนี้ เอกสารเราก็ครบถ้วน ยืนยันจากกระทรวงแรงงาน แล้วช้ามากในการที่จะดูเอกสารให้เรา ไม่คิดว่าเราจะเสียเวลาหรือ” นายจ้างเปิดใจ
ในช่วงท้าย ยังได้เล่าประสบการณ์ที่เคยโทรไปถามรายละเอียดมาตรการ
“ทางกระทรวงแรงงานให้โทรไปถาม ตม. ถาม ตม.กลับบอกว่า กระทรวงแรงงานตั้งกฎนี้ขึ้นมาทำไมเขาไม่ชี้แจง เราก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ไม่ได้คำตอบ”
เห็นต่าง ต้องช่วยกันดูแล

ขณะที่ Thandar Myo อาสาสมัครสาธารณสุขต่างด้าว (อสต.) เห็นต่างออกไป
“สำหรับเราเขาก้าวหน้า อยากให้เขาก้าวหน้าอย่างนี้ต่อไป”
โดยแนะนำในมุมสิทธิแรงงาน ว่าอยากให้ชุมชนที่ชาวเมียนมาอยู่ มี อสต.ที่ได้รับการอบรม โดยหน่วยงานรัฐออกบัตรยืนยันตนให้ เหมือนกับ อสม. รวมถึงมีค่าตอบแทนเล็กๆ น้อยๆ บ้าง เพราะบางครั้งตี 1-2 อสต.พาแรงงานข้ามชาติไปหาหมอก็มี ทั้งยังขาดล่าม ที่จะสื่อสารกับหมอ
“อยากให้ อสม.คนไทย ยอมรับ อสต.ชาวเมียนมาด้วย จะได้ทำงานร่วมกัน ชุมชนจะได้พัฒนา โรคอุบัติใหม่ โรคติดต่อ หรือโรคท้องถิ่น ถ้าต่างคนต่างช่วยเหลือกัน เราจะพัฒนาชุมชนได้” Thandar Myo ให้ความเห็น
พร้อมตัดเกรดให้คะแนน “ก้าวหน้า” ยึดจากการทำงานกับเจ้าหน้าที่รัฐช่วงที่ผ่านมา ซึ่งได้รับความช่วยเหลือ ทั้งช่วยหาเตียง จัดสรรวัคซีนให้แรงงานข้ามชาติ
ถอยหลังทั้งรัฐบาล
จี้ตอบสังคม-ขึ้นทะเบียนต้องง่าย ‘จุดเดียวจบ’

ด้าน ธนพร วิจันทร์ หรือไหม แกนนำเครือข่ายแรงงานเพื่อสิทธิประชาชน บอกว่า นึกถึงกระทรวงแรงงานในยุคเผด็จการ แล้วรู้สึก ‘ขึ้น’
กระทรวงแรงงานควรเป็นพื้นที่ปลอดภัย คอยรับเรื่องร้องเรียนไม่ว่าจะเป็นเชื้อชาติไหนก็ต้องดูแล
“คุณพูดหนักหนาว่า ดูสิ เราดูแลตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ประกันสังคม ตรงไหน? ไปถามแรงงานที่เขามาร้องเรียนดู” ธนพรท้า
ฝากแก้ปัญหาจากต้นเหตุ คือ จะทำอย่างไรให้กลไกการขึ้นทะเบียน ‘ง่าย’ และ ‘One stop service’ เช่น ไปกระทรวงแรงงาน ที่เดียวแล้วจบ ไม่ใช่ไปกรมการจัดหางาน ไป ตม. ไปตรวจอัตลักษณ์ ไปที่ทะเบียนอีก แล้วหลังจากนั้นก็ต้องไปทำพาสปอร์ต ทำวีซ่าที่สถานทูต นายจ้างไม่อยากเสียเวลา จึงหันมาจ้างนายหน้า
“นายหน้าไม่ดีก็โกงเงิน เอาเอกสารฉบับจริงของเขาไปอีก คิดว่า 1.เรื่อง One stop service ทำให้ได้ ที่ไม่ทำเพราะอะไรต้องตอบสังคม 2.เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ได้เกี่ยวแค่กระทรวงแรงงาน แต่ยังมี ตม. ตำรวจ ทหาร ที่อยู่ตามตะเข็บชายแดน ต้องเอาจริงเอาจัง ผิดต้องจับ ส่งกลับ ไม่ใช่มารีดไถเงิ
นแล้วปล่อย”
‘ไหม’ ย้อนเล่าถึงเคสนายหน้าโกง ปี’62-63 เอาเงินคนงาน 10 กว่าคน ไปหลายแสน ซึ่งเคยไปแจ้งความที่ สน.ปากเกร็ด ป่านนี้ยังจับไม่ได้
“ตำรวจทำอะไรอยู่ ฝากด้วย นายหน้าใช้กระบวนการแบบนี้บ่อยๆ ทำไมไม่ทำ อีกที่คือ สภ.ชลบุรี ล่าสุด 8 ธ.ค.65 ไปแจ้งความ สน.ทุ่งสอง เดี๋ยวจะตามดู ถ้าตำรวจไม่ทำไม่ต้องมีได้ไหมตำรวจ? เดี๋ยวดูแลกันเอง
มันจะจริงหรือไม่จริงไม่รู้ ‘ตกลงตำรวจมีเอี่ยวอะไรกับพวกนายหน้าหรือเปล่า’ ถูกตั้งคำถามตลอด เพราะตำรวจไม่เคยดำเนินการถึงขั้นสุดจริงๆ กลไกของรัฐต้องเอาจริงเอาจัง แก้ที่ต้นเหตุจริงๆ ถ้าคุณคิดว่าจะไม่ใช้เขา ก็ไล่เขากลับประเทศให้หมด แล้วดูสิว่าเศรษฐกิจประเทศไทยจะเป็นอย่างไร” ธนพรลั่น
ก่อนชูป้าย “ถอยหลัง” ให้ทั้งกระทรวงแรงงาน หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยันรัฐบาลไทย พร้อมถามกระทรวงแรงงาน
“ไม่อับอายบ้างหรือกับปัญหาที่เกิดขึ้น”
อธิษฐาน จันทร์กลม

