ซิมโฟนี 8 บท ของ วิลเลียม บอยซ์
‘ลายละเอียด’ แห่งปัญญาทางดนตรี
เสน่ห์ในระดับเบื้องต้นอย่างหนึ่งของดนตรีที่เรียกกันว่า “คลาสสิก” (Classical Music) ที่เรารับรู้กันในปัจจุบันก็คือ การใช้วงดนตรีขนาดใหญ่ในการบรรเลง ให้ภาพลักษณ์ที่ดูหรูหรา เสียงดนตรีที่ดังกระหึ่มที่สุด หากไม่นับการใช้เครื่องขยายเสียงไฟฟ้าเข้าช่วยแล้ว วงซิมโฟนีออเคสตรา (Symphony Orchestra) จัดว่าเป็นวงดนตรีที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและเสียงดังที่สุดในบรรดาวงดนตรีทุกชนิด นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับวงการดนตรีคลาสสิกหลังปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา โดยเฉพาะกับนักแต่งเพลงที่อาจกล่าวได้ว่าเป็นตัวแทน “เพลงวงใหญ่” สองท่าน คือ “ริคาร์ด ซเตราส์” (Richard Strauss) และ “กุสตาฟ มาห์เลอร์” (Gustav Mahler) นั่นเป็นช่วงเวลาที่วงออเคสตราขยายตัว, ขยายขนาดใหญ่ที่สุด เรียกร้องจำนวนผู้บรรเลงดนตรีบนเวทีมากที่สุด (บางกรณีก็รวมคณะนักร้องประสานเสียงขนาดใหญ่เข้าไปด้วย) ความนิยมฟังบทเพลงคลาสสิกที่หรูหราด้วยภาพลักษณ์และน้ำเสียงนี้ ดูจะสืบเนื่องนับแต่นั้นมาจนปัจจุบัน จนกระทั่งบางครั้งเราก็อาจหลงลืมกันไปถึงเสน่ห์อันน่ารักของดนตรีในยุคบาโรก (Baroque) หรือยุคคลาสสิก (Classic) กันไปแล้ว
หากจะว่ากันไปแล้ว เสน่ห์ของดนตรีในยุคบาโรกนั้น อาจจะมีอะไรๆ บางอย่างที่คล้ายๆ กับดนตรีไทยของบ้านเรา (แบบปี่พาทย์ หรือมโหรี) กล่าวคือเป็นดนตรีที่ไม่ใช้วงดนตรีขนาดใหญ่โตมากมาย ซึ่งการใช้วงดนตรีขนาดย่อมนั้น มิได้แปลว่า เนื้อหาทางดนตรี, ความซับซ้อนแห่งสติปัญญาทางดนตรี หรือเนื้อหา, ไวยกรณ์ทางดนตรีจะตื้นเขิน เมื่อเทียบกับวงดนตรีขนาดใหญ่ๆ สิ่งที่เป็นเนื้อหาแห่งปัญญาทางดนตรีอันมั่งคั่งมิได้ต้องการจำนวนผู้บรรเลงมากๆ เสมอไป นี่จึงนับว่าเป็นเรื่องน่าเสียดายไปอยู่บ้างที่ในปัจจุบัน อิทธิพลของทุนนิยมในบางด้านได้ทำให้เราหันไปให้ความสนใจแต่กับดนตรีคลาสสิกที่บรรเลงกันด้วยวงแบบยักษ์ใหญ่ 120 ชิ้น โดยหลงลืม “คลังแห่งบทเพลง” ในสมัยบาโรกและคลาสสิกอีกมากมายที่รุ่มรวยไปด้วย เนื้อหา, ปัญญาความคิดทางดนตรีอันมั่งคั่ง หากแต่แสดงออกด้วยขนาดและจำนวนของผู้บรรเลงที่ไม่มากมายนัก
ผู้เขียนโปรยหัวเรื่องในครั้งนี้ด้วยการอยากจะชักชวนท่านผู้อ่านไปทำความรู้จักกับ นักแต่งเพลงในสมัยปลายยุคบาโรก “ชาวอังกฤษแท้ๆ” ท่านหนึ่งนามว่า “วิลเลียม บอยซ์” (William Boyce) ท่านเกิดในปี ค.ศ.1711 ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ และก็เสียชีวิตที่อังกฤษในปี ค.ศ.1779 ด้วยวัย 68 ปี ที่ต้องเน้นคำว่า “ชาวอังกฤษแท้ๆ” ก็ด้วยเหตุผลที่ว่าในวงการดนตรีตะวันตกของยุโรปนั้น ประเทศอังกฤษเคยได้รับคำดูแคลนว่าเป็น “ดินแดนที่ปราศจากดนตรี” อยู่ช่วงหนึ่ง นั่นก็คือหลังมรณกรรมของนักแต่งเพลงผู้ยิ่งใหญ่ที่เป็นชาวอังกฤษแท้ๆ อย่าง “เฮนรี เพอร์เซล” (Henry Purcell) ผู้มีชีวิตอยู่ในช่วงปี ค.ศ.1659-1695 แล้ว อังกฤษต้องรอเวลามาอีกราวๆ เกือบจะสองร้อยปี จึงได้มีนักประพันธ์ดนตรีที่ได้รับการยอมรับว่าเป็น “ผู้ยิ่งใหญ่” อย่าง เซอร์เอ็ดเวอร์ด เอลการ์(Edward Elgar) มาเกิดขึ้นอีกบนแผ่นดินอังกฤษ (เอลการ์มีชีวิตอยู่ในช่วงปี ค.ศ.1857-1934) แล้วช่วงเวลาหลังมรณกรรมของเฮนรี เพอร์เซล ในสมัยบาโรกมาจนถึง การลงมาจุติบนโลกของเอลการ์นั้น แผ่นดินอังกฤษไม่มีนักแต่งเพลงชาวอังกฤษแท้ๆ ที่ควรค่าแก่การสนใจเลยหรือ?
หลังจากที่ผู้เขียนได้มีโอกาสรับฟังผลงานบันทึกเสียงบทเพลงชุดซิมโฟนี 8 บท ของ “วิลเลียม บอยซ์” ดุริยกวีชาวอังกฤษผู้นี้แล้ว ก็รู้สึกทึ่งและประหลาดใจมากกับ “ชิ้นส่วนที่หายไป” ของประวัติศาสตร์ดนตรีแห่งประเทศอังกฤษ พบคำตอบว่า เขาผู้นี้แหละคือชิ้นส่วนเล็กๆ ตะเข็บรอยต่อของมรดกทางดนตรีของอังกฤษ หลังมรณกรรมของเฮนรี เพอร์เซล ยิ่งถ้าหากเราตระหนักถึงคำกล่าวที่ว่า “ปล่อยให้เสียงดนตรีพูดกับผู้ฟังโดยตรง” แล้ว ซิมโฟนีทั้ง 8 บท ของวิลเลียม บอยซ์ บอกเล่ารายละเอียดกับเราได้อย่างหนักแน่นด้วยเหตุผลว่า พวกเราพลาด และหลงลืมบทเพลงชุดซิมโฟนี 8 บทอันทรงเสน่ห์นี้กันไปได้อย่างไร
ซิมโฟนีทั้ง 8 บทชุดนี้ของเขา ทรงเสน่ห์ด้วยสุนทรียภาพแห่งดนตรีในช่วงครึ่งแรกของศตวรรษที่ 18 ที่ในทางประวัติศาสตร์เรียกกันว่าเป็นช่วงรอยต่อระหว่างปลายๆ ยุคบาโรก กำลังจะเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคคลาสสิกที่มีคำจำกัดความหลายคำอย่างไม่ว่าจะเป็น “ร็อกโคโค” (Rococo), “กาลอง” (Galant Style) หรือแม้แต่ “เอ็มฟินซาเมอร์” (Emfindsamer Stil) ซึ่งผู้เขียนขอกล่าวโดยสรุปย่อๆ ว่า มันคือรูปแบบลีลาดนตรีของยุโรปตะวันตกในยุคนั้น ที่กำลังจะละทิ้งดนตรีแบบหลายเสียงหลายแนวอันซับซ้อนแน่นทึบ แบบ “บาค” (J.S.Bach) มาสู่ลีลาดนตรีแบบเสียงอันโปร่งเบา, แนวทำนองชัดเจนแบบคลาสสิกในศตวรรษที่ 18 และที่น่าทึ่งก็คือดนตรีซิมโฟนีของวิลเลียม บอยซ์ มีความงดงามมีความไพเราะและมีความหลากหลายในเชิงเทคนิคและปัญญาทางดนตรีอย่างไม่น่าเชื่อ สามารถที่จะกล่าวได้ว่า แม้จะเกิดในยุคสมัยที่วงออเคสตราจะยังไม่ขยายขนาดใหญ่พองโตแบบในปลายศตวรรษที่ 19 แต่วิลเลียม บอยซ์สามารถใช้ศักยภาพของเครื่องดนตรีของวงออเคสตราแห่งศตวรรษที่ 18 สำแดงพลังปัญญาทางดนตรีออกมาได้อย่างไม่น่าเชื่อ
ดังที่กล่าวมาแล้วว่า เสน่ห์ของดนตรีในยุคนี้เป็นเสน่ห์ที่แสดงออกด้วยวงดนตรีขนาดย่อม มันสอดคล้องกับยุคที่สังคมมนุษย์ยังไม่มากล้นด้วยจำนวนประชากร การสดับฟังเสียงดนตรีที่ต้องใช้ความสนใจมากกว่าเพราะเป็นดนตรีที่มี “รายละเอียด” และ “ลายละเอียด” มากมายที่ผู้ฟังควรจะทุ่มเทพิจารณาด้วยโสตประสาทในขณะรับฟัง อาจเปรียบเสมือนการสดับฟัง การบรรยายของนักปราชญ์ หรือพระอริยบุคคล ที่ท่านเหล่านี้ได้แสดงปาฐกถาทางธรรมะ หรือปรัชญาที่ไม่ต้องตะโกนโหวกเหวกเพื่อเรียกร้องความสนใจ เสียงดนตรีอันเป็นศิลปะอันละเมียดในยุคสมัยนี้ก็เช่นเดียวกัน ที่หากว่าเราฟังอย่างผิวเผิน ไม่ใส่ใจ ฟังแบบผ่านๆ หู ฟังแบบ “เสียงสร้างบรรยากาศ” (Passive Listening) เราจะไม่สามารถจำแนกแยกแยะถึงสิ่งที่เรียกว่า “ลายละเอียด” แห่งเสียงดนตรีในศตวรรษที่ 18 ได้เลย เราจะสดับถึงเนื้อหาแห่งปัญญาได้อย่างไรถ้าเรายังชินกับการพูดสื่อสารที่เรียกความสนใจจากเราได้ด้วยการตะโกนโวยวายเท่านั้น

หลังจากที่ได้อ่านเรื่องราวเบื้องหลังความเป็นมาของซิมโฟนีทั้ง 8 บท ของวิลเลียม บอยซ์นี้แล้ว จึงทำให้ได้ข้อมูลความรู้เพิ่มเติมว่า โดยแท้จริงแล้วซิมโฟนีเหล่านี้ มิได้เป็นผลงานดนตรีที่จงใจประพันธ์ขึ้นเพื่อเป็นบทเพลงซิมโฟนีโดยตัวของมันเองอย่างแท้จริง หากแต่มันคือการบันทึกรวบรวมบทเพลงบรรเลงด้วยวงออเคสตราที่ใช้ประกอบการแสดงละครเวที, ละครอุปรากร (Opera) และดนตรีประกอบการขับร้องบทกวีสดุดี (Ode) ต่อพระมหากษัตริย์และราชวงศ์อังกฤษในมงคลวโรกาสต่างๆ กัน มันสะท้อนให้เห็นบทบาทของดนตรีที่มีทั้ง “หน้าที่” และ “ความสัมพันธ์” กับสังคมอย่างแน่นแฟ้น เรื่องราวชีวิตของเขายังสะท้อนให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างดนตรีกับอำนาจการปกครองในบางด้านของยุคนั้น โดยเฉพาะตำแห่ง “Master of The King’s Musick” หรือ “ดุริยกวีประจำพระองค์” ที่วิลเลียม บอยซ์ ได้รับสืบเนื่องต่อจาก “มัวริซ กรีน” (Maurice Greene) อาจารย์ของเขา ตำแหน่งนี้พระเจ้าจอร์จที่หนึ่ง (George1) ทรงมีพระประสงค์อย่างแท้จริงที่อยากจะมอบให้กับดุริยกวีผู้ยิ่งใหญ่อย่าง “เกออร์ก ฟรีดริค เฮนเดิล” (G.F. Handel) แต่ด้วยความที่เฮนเดิลไม่ใช่ชาวอังกฤษโดยกำเนิด การมอบตำแหน่งอันทรงเกียรตินี้ให้กับศิลปินอพยพต่างถิ่นอาจนำความวุ่นวายมาสู่ในภายหลังได้ ตำแหน่งนี้จึงตกอยู่ที่มัวริซ กรีน และวิลเลียม บอยซ์ ก็เป็นผู้สืบทอดอันชอบธรรมในตำแหน่งราชสำนักนี้ด้วยความเป็นคนสายเลือดอังกฤษแท้ ซึ่งหลังเข้ารับตำแหน่งนี้แล้ว เขาก็มีภาระรับผิดชอบมากมายในการประพันธ์ดนตรีเพื่อกิจการแห่งราชสำนักและราชวงศ์
ภาระในการประพันธ์ดนตรีประกอบการขับร้องบทกวีสดุดีพระมหากษัตริย์และราชวงศ์ชั้นสูงมีมากมาย มันมิใช่เพียงการเขียนแนวเสียงดนตรีประกอบการขับร้องธรรมดาๆ แต่มันยังต้องมีบทเพลงบรรเลงด้วยวงออเคสตราล้วนๆประกอบอีกเป็นจำนวนมาก เมื่อกาลเวลาล่วงเลยผ่านไป บทเพลงกวีสดุดี (Ode) เหล่านี้จึงพลอยตกยุคพ้นสมัยไปตามกาลเวลา ไม่ได้รับการนำออกมาบรรเลงซ้ำ เพราะเป็นดนตรีที่ประพันธ์ขึ้นเพื่อวโรกาสอันเฉพาะ (Occasional Music) ไหนยังจะมีดนตรีประกอบละคร และอุปรากรอีกเป็นจำนวนมากของเขาที่เป็นดนตรีที่งดงาม สูงด้วยชั้นเชิงเทคนิคทางดนตรีที่ใช้บรรเลงแทรกประกอบอยู่ในละครเหล่านี้ นี่จึงเป็นที่มาของความคิดริเริ่มของตัวเขาเอง ที่จะต้องอนุรักษ์มรดกแห่งปัญญาทางดนตรีที่เขาสร้างขึ้น ไม่ให้สูญหายไปตามกาลเวลาและยุคสมัย เขาจึงทำการคัดเลือก, รวบรวมบทเพลงบรรเลงต่างๆ เหล่านี้ มาจัดชุดตีพิมพ์เป็นบทเพลงซิมโฟนี 8 บท โดยยังยึดตามแนวคิด “ซิมโฟนีโบราณ” ดั้งเดิมแบบบทโหมโรงอุปรากรอิตาลี (ที่เรียกว่า “Sinfonia”) ที่ยังมีเพียง 3 ท่อน


การฟังผลงานดนตรีซิมโฟนีทั้ง 8 บท ของวิลเลียม บอยซ์ ให้ได้อรรถรสก็คงเสมือนกับการฟังดนตรีในสมัยบาโรกทั้งหลาย กล่าวคือเราควรจะใช้ความเพ่งพินิจทางโสตประสาทมากเป็นพิเศษ (อาจเนื่องมาจากเราถูกเสียงอันดังกึกก้องของวงออเคสตราสมัยใหม่ สร้างความเคยชิน) เพื่อสัมผัสกับรายละเอียดทางเสียงเหล่านั้น และเราก็จะพบว่าเขาเป็นศิลปินที่มีจินตนาการทางเสียงที่กว้างไกลแห่งยุคสมัยทีเดียว มันเต็มไปด้วยความหลากหลายแบบที่ไม่ซ้ำกันเลยทีเดียว และที่น่าสังเกตอีกประการหนึ่งก็คือ เสียงดนตรีซิมโฟนีเหล่านี้สูงมากด้วยสำนึกแห่งอารมณ์ความรู้สึกในเชิงการละครที่ทั้งน่าตื่นเต้นและเต็มไปด้วยสีสัน เพราะเราต้องไม่ลืมว่า เขาทำงานดนตรีเหล่านี้ด้วยแนวคิด “ดนตรีที่ใช้ส่งเสริมถ้อยคำ” บางบทคัดเลือกตัดตอนมาจากอุปรากร บางบทมาจากบทกวีสดุดีแห่งราชสำนัก ผลงานเหล่านี้สะท้อนให้เห็นความหลากหลายกว้างขวางในลีลารสนิยมของเขา ในจังหวะช้าเสียงดนตรีของเขาเสมือนกับต้องการจะสื่อไปถึงความลึกลับและลึกล้ำแห่งอารมณ์ความรู้สึก
ในลีลา, อารมณ์ด้านอื่นๆ มันมีทั้งรูปแบบสำนวนแบบคอนแชร์โตอิตาลี, บางบทมีจังหวะเต้นรำอันสง่างามแบบราชสำนักฝรั่งเศส, หรือลีลาแบบไล่ล้อหลากเสียง, หลายแนว (Fugue) ซิมโฟนีหมายเลข 5 ที่สำแดงความเป็นพิเศษของ “หมายเลข 5” ด้วยความโดดเด่นของเสียงกลองทิมปะนี (Timpani) ที่ตีกระหน่ำ ผนวกด้วยเสียงประโคมแตรทรัมเป็ตอันเจิดจ้า มันสะท้อนถึง “เสียงราชสำนัก” อันโอ่อ่าหรูหราแห่งยุคสมัย หากเราฟังดนตรีในยุคบาโรกแล้วอาจรู้สึกจำเจ, ซ้ำซากในบางครั้ง แต่ถ้าเรามาลองฟังซิมโฟนีทั้ง 8 บท ของวิลเลียม บอยซ์ ชุดนี้แล้วเราจะรู้สึกได้ว่าเขาไม่ใช่นักแต่งเพลงที่จำเจซ้ำซาก หากแต่มันแสมือนกับการรวบรวมแม่ไม้และศิลปะศาสตร์แห่งดนตรีในช่วงรอยต่อระหว่างยุคบาโรกในช่วงพัฒนาการสูงสุดที่กำลังจะส่งต่อเข้าสู่ยุคสมัยของไฮเดิน (F.J.Haydn) และโมซาร์ท(W.A.Mozart) อย่างแท้จริง
นับแต่ยุคกรีกโบราณ เหล่าปัญญาชนจะตระหนักกันดีถึง “ความสำคัญ” และ “ความสัมพันธ์” ของเสียงดนตรีที่มีต่ออารมณ์ความรู้สึก, พัฒนาการของความเป็นมนุษย์ ซึ่งถ้าหากเรายังตระหนักถึงความจริงข้อนี้ การฟังดนตรีอันหลากหลายย่อมจะนำมาซึ่งการสร้างและหล่อหลอมบุคลิกภาพและสมดุลทางอารมณ์ที่ดี ดนตรีวงใหญ่ๆ เสียงกระหึ่มๆ เต็มไปด้วยการปลุกเร้าความน่าตื่นเต้น หากฟังมากเกินไปโดยไม่มีการสลับสับเปลี่ยน นั่นอาจจะนำมาซึ่งการเสียสมดุลทางอารมณ์ในด้านอารมณ์ความรู้สึก ในบทความนี้ผู้เขียน
จึงขอเสนอความคิดด้วยการฟังดนตรีคลาสสิกให้หลากหลายลีลา, อารมณ์และยุคสมัยเพื่อสร้างสมดุลที่ดีต่ออารมณ์ความรู้สึก ตามความเชื่อแบบปัญญาชนกรีกดั้งเดิม และด้วยเหตุนี้การกลับมาสู่สุนทรีย์ทางดนตรีแห่งยุคบาโรก-คลาสสิกด้วยชุดซิมโฟนี ของวิลเลียม บอยซ์ ที่เราจะได้ใช้ความรู้สึกละเอียดอ่อนในการฟังอย่างพิจารณาถึง “ลายละเอียดทางเสียง” จึงน่าจะเป็นอุบายที่ดีอย่างหนึ่งในการกลับมาสร้างสมดุลแห่งอารมณ์ความรู้สึกดังที่กล่าวมานั่นเอง

