ถึงเวลา ยกเครื่อง แก้ฝุ่นพิษ เมื่อปัญหาสุขภาพโยงเศรษฐกิจ เพราะชีวิตคือต้นทุนมหาศาล
ไม่ใช่ปัญหาอะไร
เป็นปัญหาเศรษฐกิจ เรื่องฝุ่น
เราสามารถหาต้นทุนการเจ็บป่วย
มาเปรียบเทียบได้
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯกทม. ลั่นวาจาบนเวทีเสวนา Living with Chronic Lung Disease : อยู่อย่างไร เมื่อเป็นโรคปอดเรื้อรัง เมื่อ 22 ธันวาคมที่ผ่านมานี้

ก่อนถึงวันที่เมืองกรุงประกาศให้ผู้คนเฝ้าระวังฝุ่นตั้งแต่ 23 ธันวาฯเป็นต้นไป ด้วยสภาพเพดานการลอยตัวอากาศต่ำลง ประกอบอากาศที่นิ่ง ลมสงบ ส่งผลให้วายร้าย PM2.5 ก่อตัวหนาขึ้น หน่วยโรคระบบการหายใจและภาวะวิกฤต ฝ่ายอายุรศาสตร์ รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย จึงดึงแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคปอดมาร่วมถกปม ฝุ่น PM2.5 มหันตภัยเงียบต่อสุขภาพ ป้องกันได้อย่างไร
1 ใน 5 คร่าชีวิตคนไทย
สูดเข้าไป สะสมไว้ รอวันกำเริบ
ในมุมของพี่ชายของผู้ว่าฯอย่าง ฉันชาย สิทธิพันธุ์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ และผู้อำนวยการ รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย มองโรคปอดเรื้อรังเป็นสาเหตุการเสียชีวิตและทุพพลภาพของคนไทยที่มีอัตราสูงมาก อย่างถุงลมโป่งพอง เป็น 1 ใน 5 อันดับที่คร่าชีวิตคนไทย ณ ปัจจุบันอุบัติการณ์โรคเหล่านี้เกิดขึ้นเยอะเพราะส่วนหนึ่งเกิดจากสิ่งแวดล้อม
ทางเดินหายใจเป็นเหมือนหน้าต่างของร่างกายเรา ทุกอย่างที่จะเข้าไปต้องผ่านการกรองจากลมหายใจก่อน เราจึงสูดรับสิ่งต่างๆ เข้าปอด โดยเฉพาะ PM2.5
หมอฉันชายแนะว่า อย่าใส่ N95 นาน และควรจะมีห้องปลอดภัยในชุมชน ก่อนลงลึกถึงสถานการณ์ตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา

สิทธิพันธุ์, รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ และ ผศ.(พิเศษ) พญ.วรวรรณ ศิริชนะ
ในหลายพื้นที่แย่ลง โดยเฉพาะภาคเหนือ และ กทม.เอง ตัวเลขสูงขึ้น แต่ก่อนเราไม่เคยดูก่อนจะวิ่งด้วยซ้ำ ภาพรวมน่ากังวล โดยเฉพาะ
ภาคเหนือหน้าหนาว บางทีแทบจะอยู่ไม่ได้ สถานการณ์ขณะนี้มีแนวโน้มค่อยๆ เพิ่มมากขึ้น จะนำมาซึ่งผลกระทบกับสุขภาพมากขึ้น
มองไปท้องฟ้า นั่นหมอก ควัน หรือฝุ่น เราจะรู้ได้อย่างไร?
หมอฉันชายแนะให้เช็กข้อมูลแบบเรียลไทม์ ตื่นมาตอนเช้าดูสักนิดว่าพื้นที่เป็นอย่างไร ซึ่งผลเสียมี 2 ประเด็น ระยะสั้น ถ้าสูงมากๆ จะเกิดผลเฉียบพลัน ระคายเคือง ทำให้เกิดโรค เช่น ปอดเฉียบพลัน หืดจับ ถุงลมโป่งพอง ต้องไปโรงพยาบาล แม้กระทั่งหัวใจขาดเลือดเองก็เยอะขึ้นในช่วงที่ PM2.5 สูง ดังนั้น ไม่ควรทำกิจกรรมที่ต้องหายใจเร็วๆ อย่างการออกกำลังกาย
ถ้าฝุ่นสูงไม่มาก แต่กระทบนานๆ สะสมแต้มไว้เกิดผล ระยะยาว เช่น มะเร็งปอด ข้อมูลชัดเจนว่าจังหวัดที่ PM2.5 สูง ดูเหมือนว่าการเกิดมะเร็งปอดในคนอายุน้อย เยอะขึ้น
ไม่ใช่แค่ระบบทางเดินหายใจ
แต่อันตรายต่อหัวใจ
กมล แก้วกิติณรงค์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคปอด หน่วยโรคระบบการหายใจ และภาวะวิกฤต รพ.จุฬาฯ พาทำความเข้าใจว่า คุณภาพอากาศไม่ได้วัดจาก PM2.5 อย่างเดียว แต่วัดจากสารหลายอย่าง เช่น PM10 ไนโตรเจนไดออกไซด์ คาร์บอนมอนอกไซด์ ฯลฯ ดูง่ายๆ ถ้าค่า AQI เกิน 100 แสดงว่าอากาศไม่ดี ต้องระวัง ซึ่งที่ผ่านมา PM2.5 เกินค่ามาตรฐาน

แต่เครื่องวัดที่ซื้อใช้กันเองไม่ใช่ AQI จะวัดออกมาเป็นค่า PM2.5 โดยตรง เกณฑ์มาตรฐานอยู่ที่ 37 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งเริ่ม
ไม่ดีแล้ว เพราะมีค่าเท่ากับ 100 AQI เดี๋ยวมกราคมนี้ไม่แน่ จะเป็นอย่างที่ท่านผู้ว่าฯ ว่า ฝาชีครอบ ค่าฝุ่นสูงได้ตลอดทั้งวัน มีวิธีปฏิบัติต่างกัน
เราจึงต้องรู้ตัวเองก่อนว่าเป็นกลุ่มปกติ หรือกลุ่มเสี่ยง
กลุ่มโรคที่เกี่ยวกับ PM2.5 ไม่เพียงระบบทางเดินหายใจ ตัวที่เด่นมากๆ คือ โรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งอัตราการเสียชีวิตสูงขึ้น 3.12% ในคนที่อายุไม่มาก โรคระบบทางเดินหายใจเพิ่มอีก 1.39% หมอกมลระบุ
โดยยังชี้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า PM2.5 ลดลงช่วงที่โควิดระบาด ซึ่งบ่งชี้ชัดว่าการใช้ชีวิตของคนเกี่ยวเนื่องกับการผลิต PM2.5 ซึ่งจากการรวบรวมข้อมูล 5-6 ปี พบว่า ทุกๆ การเพิ่มขึ้น 10 มคก./ลบ.ม. มีการเสียชีวิตเพิ่มขึ้น 0.8%
จะอยู่ใน-นอกบ้าน ก็เข้าปอดได้เหมือนกัน
ด้าน วรวรรณ ศิริชนะ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคปอด สถาบันเดียวกัน ยืนยันว่า ไม่ว่าจะอยู่ในบ้าน หรือนอกบ้าน PM2.5 มีผลกระทบกับเราทั้งนั้น
โดยมาได้จาก 2 แหล่ง
1.ถ้านอกบ้าน PM2.5 สูงมาก เช่น เกิน 100 AQI ในบ้านมีโอกาสที่ PM2.5 จะสูงในระดับก่ออันตรายได้
2.มาจากการเผาไหม้ในบ้าน เช่น การทำครัวแบบเตาถ่านในที่ปิด
การจะป้องกัน ถ้าข้างนอกสูงต้องปิดหน้าต่าง-ประตูไม่ให้ PM2.5 ด้านนอกเข้ามา ส่วนด้านในบ้านต้องพยายามเปิดพัดลมระบายอากาศ การใช้เครื่องฟอกอากาศ ก็จะช่วยลดได้ในกรณีต้องปิดบ้านตลอดเวลา
ส่งผลยันสมอง
หมอเตือน อย่าวัดแค่อาการเฉียบพลัน
อากาศเป็นของทุกคน ทุกที่ ไม่สามารถปราศจาก PM2.5 ได้ ถ้าไม่ช่วยกัน
พรรณทิพา ฉัตรชาตรี แพทย์ผู้เชี่ยวชาญภูมิแพ้และอิมมูนวิทยา ฝ่ายกุมารเวชศาสตร์ รพ.จุฬาฯ ขอแรงประชาชน
ก่อนลงลึกถึงมุม เด็ก ถ้าได้รับ PM2.5 1.จะหอบหืดกำเริบ 2.มีปัญหากับพัฒนาการสมอง โดยเฉพาะ 3 ขวบแรก ทำให้เด็กสมาธิสั้น 3.โรคหัวใจและหลอดเลือดที่เริ่มก่อตัวแล้วไปปรากฏตอนโต จัดเป็น 1 ในกลุ่มเปราะบาง รวมถึงสตรีมีครรภ์ และผู้สูงอายุ

PM2.5 มันเล็กมาก ไปที่สมองก็ได้ ปอด หรือรกก็ได้ ถ้ารับมาก จะคลอดลูกน้ำหนักต่ำกว่าปกติ และอาจจะคลอดก่อนกำหนดด้วย
บางทีเราไม่กลัว เพราะค่อยๆ ส่งผล คนไข้ภูมิแพ้ บอก PM2.5 ค่า 150 มคก./ลบ.ม. ผมยังไปวิ่งไม่เห็นเป็นอะไรเลย มันไม่ได้เป็นเดี๋ยวนั้น มันสะสมแต้ม ขอเตือนว่าอย่าเอาอาการเฉียบพลันมาวัด ต้องระวังเสมอ ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิแพ้เน้นย้ำ
ฝาชีครอบอากาศ
ชี้ตัวการสร้างมลพิษ
ก่อนเริ่มวงเสวนา ชัชชาติ ผู้ว่าฯกทม. จับไมค์เล่า เชื่อว่าการเจ็บป่วยถือเป็นต้นทุนมหาศาล จึงขอพูดถึง 3 เรื่อง คือ 1.ฝุ่นมาจากไหน 2.การต่อสู้กับปัญหา และ 3.สถานการณ์ฝุ่น
เริ่มจากชี้ 2 ปัจจัยหลักคือ 1.แหล่งกำเนิดมลพิษ และ 2.สภาพภูมิอากาศ จากงานวิจัยสรุปว่า แหล่งกำเนิดในฝุ่น กทม.เกินครึ่ง
มาจากการขนส่ง พวกรถยนต์ดีเซลทั้งหลาย และการเผาชีวมวล 10-20% โดยบางช่วงขึ้นไปถึง 40% ซึ่งโรงงานอุตสาหกรรมใน กทม.น้อยลงแล้ว เพราะย้ายไปข้างนอกเมืองเยอะ ส่วนขนส่งทางถนน รถบรรทุก ปิกอัพ จะเยอะกว่ารถเก๋ง
กทม.เราห้ามรถบรรทุกวิ่งเยอะ แต่รถปิกอัพวิ่งได้ จึงมีจำนวนมาก ยอดขายอันดับ 1 คือตัวที่สร้างมลพิษเยอะ หรืออย่างท่าเรือคลองเตยที่เราคาดไม่ถึง ใน 1 ปีมีเข้า-ออกเป็นล้านตู้ ทุกตู้ต้องมีหัวลากซึ่งเป็นดีเซล และถนนแถวนั้นวิ่งได้ 24 ชม. ถนนพระราม 2 ก็ก่อสร้างเยอะ พุทธมณฑลก็มีรถบรรทุกเยอะ ผู้ว่าฯชี้ตัวการก่อเกิดฝุ่น

ยังไม่รวม วัสดุชีวมวล ซึ่งเหลือจากการปลูกข้าว อ้อย ฯลฯ ที่คนไทยมักนำไปเผาทิ้งเพราะง่าย
กทม.เราควบคุมหมดแล้ว แต่เผาที่กัมพูชาก็โดนที่เรานะเพราะลมพัดมา ช่วงต้นปีกัมพูชาเผาเยอะ 2,043 จุด ลาว 260 จุด ของเราแค่ 418 จุด ช่วงนี้ลมมาจากตะวันออกเฉียงเหนือก็พาฝุ่นจากกัมพูชามา กทม.โดยตรง ปะทะกับแนวเขา ลมจะม้วนแล้วเอาฝุ่นมาตกที่เรา ช่วงนี้จึงเป็นซีซั่นที่จะเจอเยอะ ชัชชาติประเมิน
มองภาพรวม กทม.ว่า ฝั่งตะวันออกจะโดนชีวมวล ตะวันตกจะโดนโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งเขตที่หนักหน่วงช่วงปี64-65 เช่น เขตบางขุนเทียน, ทุ่งครุ เป็นฝั่งที่ลมพัดมาสิ้นสุด มีโรงงาน มีถนนพระราม 2 ที่มีการก่อสร้างเยอะ
ในตอนหนึ่ง ผู้ว่าฯเปรียบปัจจัยสภาพภูมิอากาศเหมือน ฝาชี ที่ฝุ่นไม่สามารถลอยขึ้นได้ ถ้าเพดานอากาศสูง ฝุ่นจะไม่หนาแน่น จำนวนเม็ดฝุ่นเท่าเดิม แต่ถ้าเพดานอากาศกดต่ำลงฝุ่นจะหนาขึ้น
เหมือนเรากดฝาชีลง เวลาสูดเข้าไปเฮือกหนึ่งฝุ่นก็จะเข้าไปในปอดเยอะ ปัจจุบันหน้าร้อนกลางวัน แนวเพดานจะขึ้นไป 2,000 เมตร กลางคืนประมาณ 1,300 แต่ช่วงนี้พอหน้าหนาว เพดานอากาศจะกดต่ำลงเหลือประมาณ 700 เมตร กลางคืนเหลือแค่ 400 เมตร ดังนั้น ถึงแม้กรุงเทพฯไม่เผา แต่เพื่อนบ้านเผาก็จะมีผลมาที่เราเยอะ ผู้ว่าฯบอก
งัดหลากแผนการสู้ฝุ่น
เพราะการต่อสู้ PM2.5 ต้องรู้ต้นตอก่อน ซึ่งที่ผ่านมา กทม.ร่วมกับ วช.เริ่มโครงการ นักสืบฝุ่น ถกปัญหา ประสานข้อมูล และติดตามหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสื่อสารให้ประชาชนรู้ทัน
พวกเราก่อนออกจากบ้านควรดูก่อนว่าสภาพอากาศเป็นอย่างไร สามารถพยากรณ์ล่วงหน้าได้ 7 วัน มีแอพพลิเคชั่น AirBKK ที่สามารถโหลดได้ หรือไม่ก็เข้าเว็บไซต์ของ กทม. โดยเฉพาะผู้ป่วย ตอนนี้เราไปทำโรงเรียน กทม. 437 แห่ง ให้เด็กเข้าแอพพ์ตรวจสภาพอากาศ แล้วชักธงฟ้า เขียว เหลือง ส้ม แดง เพื่อให้เด็กตระหนักรู้ เข้าใจเรื่อง PM2.5 และเตรียมป้องกัน เรามีการตั้งวอร์รูมของ กทม. ถ้าเกิดมีไฟไหม้ มีจุดที่เผา เราส่งเทศกิจเข้าไปจัดการในเขต ทำให้สามารถรับมือกับฝุ่นชีวมวลได้มากขึ้น ชัชชาติเผยแผนตอนนี้
ที่มักเห็นรองผู้ว่าฯลง ตรวจแหล่งกำเนิดมลพิษ วัดควันดำรถเมล์ รถบรรทุก ทุกวัน แพลนต์ปูน ไซต์ก่อสร้างทุกวัน เพราะคือตัวการหลัก
พวกโรงงานต่างๆ ก็ต้องเข้าไปลุย ใครเห็นโรงงานปล่อยควัน หรือบ้านอยู่ใกล้ต้องระวังเพราะเป็นตัวปล่อยมลพิษ ซึ่งเราได้สั่งปิดไปแล้ว 41 แห่ง เกษตรกรเราก็ลงไปคุยที่ทุ่งนา เอาฟางข้าวมาทำประโยชน์ มัดให้เขาแล้วเอาไปขายเป็นเชื้อเพลิง ต้องช่วยเขา รัฐก็ต้องเข้าไปช่วยดูแลเรื่องชีวมวลพวกนี้ เรามีการรายงานปัญหาต้นตอฝุ่นใน Traffy Fondue แจ้งมาเดี๋ยวเราไปดูให้ บางทีต้องอาศัยพวกเราดู เพราะแหล่งอยู่ตามซอกซอย ชัชชาติชี้ช่องทาง
เปิดคลินิกมลพิษทางอากาศ
ชวนเปลี่ยนพฤติกรรมเดินทาง
สำหรับมาตรการป้องกัน กทม.เริ่มเปิด คลินิกมลพิษทางอากาศ ใน 5 โรงพยาบาล พร้อมแจกหน้ากาก N95 ให้กับประชาชนทั่วไปและกลุ่มเปราะบาง
คนสงสัยว่าใส่หน้ากากแบบนี้ช่วยไหม จริงๆ ต้องใช้หน้ากาก N95 เพราะฝุ่นเล็กกว่าโควิดอีก โควิดคือละอองฝอย หน้ากากนี้กันละอองฝอยได้ แต่เอาจริงๆ ใส่แค่นี้กันได้ 80 เปอร์เซ็นต์แล้ว ใส่ 2 ชั้นกันได้ถึง 95 เปอร์เซ็นต์ ช่วยกรองไปได้เยอะ ชัชชาติสวมบทคุณหมอ
ก่อนเล่าถึง โครงการต้นไม้ล้านต้น เพิ่มพื้นที่สีเขียว เพิ่มการดูดซับฝุ่นละอองว่า ปลูกไป 200,000 ต้นแล้ว และจะปลูกให้ได้ 1 ล้านต้น เพราะต้นไม้ช่วยกรองฝุ่นได้
พร้อมชี้ชวนให้ร่วม ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเดินทาง ลดปริมาณการก่อมลพิษในระยะยาว ด้วยการหาทางให้คนเดินเยอะขึ้น ใช้รถน้อยลง สนใจทำ Cover walkways ให้คนเดินสะดวกเหมือนที่จุฬาฯ
ผมว่าต้องปรับพฤติกรรม ใช้รถเก๋งน้อยลง ใช้การเดินทางสาธารณะให้มากขึ้น จุดเชื่อมต่อต่างๆ ต้องทำให้ดีขึ้น
เราล้าสมัยมากแนะลงทุนยกเครื่องยนต์ใหม่
คุ้มยิ่งกว่าคุ้มบวกต้นทุนปอดพัง
ประเด็นที่น่าสนใจ ผู้ว่าฯกทม.อยากให้รัฐสนับสนุนเรื่องปรับปรุงมาตรฐานการผลิตรถและน้ำมันให้เป็น EURO 5 และ 6
ต่อไปรถ EV จะช่วย ถ้าเกิดไปถึงรถบรรทุก รถกระบะได้ ก็จะลดการปล่อยมลพิษลง ปัจจุบันเครื่องยนต์เรายังเป็น EURO 3 อยู่ ถือว่าล้าสมัยมาก รถบรรทุกเรายังไม่กล้าเปลี่ยนเป็น EURO 5 EURO 6 เพราะต้องลงทุนทางเศรษฐกิจอย่างมาก ต้องเปลี่ยนรถ ปัญหาคือประเทศอื่นเขากล้าเปลี่ยนแล้ว เพราะเอาต้นทุนที่ปอดพัง ต้นทุนที่พวกเราต้องจ่ายค่าปอดเรื้อรังมาคิดด้วย นี่คือต้นทุนก้อนใหญ่ที่ทางหมอต้องคิดมาให้ว่ากี่แสนล้าน
ชัชชาติหยิบยกอเมริกาที่ออกกฎหมาย Clean Air Act คิดต้นทุนสุขภาพเป็น 1.2 ล้านล้านเหรียญ เทียบกับค่าเปลี่ยนรถแค่ไม่กี่หมื่นล้านเหรียญ
เราคิดแต่ต้นทุนการเปลี่ยน มันเลยดูเยอะ แต่ถ้าเอา ต้นทุนสุขภาพ มาคิด มันคุ้มยิ่งกว่าคุ้ม อย่างเมืองนอกก็มี เอารถเข้ามาในเมือง คิดตังค์เพิ่ม จริงๆ แล้ว Valuation จากการลดในแง่คนช่วยมหาศาล เพื่ออนาคตระยะยาว
ไอเดียนี้เองที่ทำชัชชาติปิ๊งแผน ทบทวนแนวทางเก็บเงินรถยนต์ที่ปล่อยมลพิษ ที่จะเข้ามายังเขตชุมชนหนาแน่น (Congestion Charge)
ส่วนเรื่องการเผา ชัชชาติบอกว่า ช่วงปลายปีเห็นเยอะขึ้น ของ กทม.ไม่มี เพราะเคลียร์หมดแล้ว แต่ก็ต้องแก้ไขภาพรวม เริ่มจากจำกัดแหล่งมลพิษก่อน
ผมว่าเกินคุ้มที่จะลงทุนเปลี่ยนเครื่องยนต์ ผู้ว่าฯทิ้งท้าย ท้าทายให้ลองเปลี่ยนใหม่
ถือเป็นแนวทางรอด ที่ชักชวนให้พื้นที่อื่นทั่วไทยหันมาลองปรับ เพื่อให้มกราคม 66 และปีต่อๆ ไป ไม่ใช่วันนับถอยหลังหายนะสุขภาพของประชาชน
อธิษฐาน จันทร์กลม

