ลุ้นตรงปก ไม่จกตา แกรนด์โอเพนนิ่ง ‘อาคารเครื่องทอง’ พิพิธภัณฑ์ฯ เจ้าสามพระยา

27.12.22 | 12:00 น.
นิทรรศการภายในอาคารจัดแสดงเครื่องทอง ซึ่งเตรียมเปิดอย่างเป็นทางการ 30 ธันวาคมนี้ (ภาพจาก พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา)

นับถอยหลังอีกเพียงไม่กี่วันข้างหน้า

30 ธันวาคม พุทธศักราชสองพันห้าร้อยหกสิบห้า

‘อาคารจัดแสดงเครื่องทอง’ ในรั้วพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ (พช.) เจ้าสามพระยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการ

นัยว่าประจวบเหมาะกับห้วงเวลาของการเปิดกล่องของขวัญปีใหม่ 2566 จากกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม หลังดำเนินการมานานเกือบ 5 ปีหากนับตั้งแต่วันที่ 2 สิงหาคม 2560 ซึ่ง วีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมในขณะนั้น เป็นประธานวางศิลาฤกษ์ พร้อมด้วย อนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร

ล่าสุด มีการเผยแพร่ภาพชุดที่เผยให้เห็นการจัดแสดงภายในอาคารเครื่องทอง เป็นออเดิร์ฟเสิร์ฟให้ชิมก่อนปาร์ตี้ปีใหม่

Advertisement

ถือเป็นเรื่องราวที่น่าจับตา โดยเฉพาะประเด็น ‘เนื้อหา’ ที่ต้องอัพเดตตามความก้าวหน้าของการศึกษาค้นคว้าข้อมูลใหม่ๆ รวมถึงความถูกต้องของ ‘แหล่งที่มา’ ซึ่งภัณฑารักษ์ของกรมศิลป์เองเคยศึกษาพบว่า เครื่องทองและโบราณวัตถุที่เกี่ยวเนื่องใน พช. เจ้าสามพระยา จัดแสดง ‘ไม่ตรง’ กับแหล่งที่มา ‘เกินครึ่ง’ (อ่าน ย้อนอดีตกรุ (ง) แตก : เปิดกรุวัดราชบูรณะ)

อาคารจัดแสดงเครื่องทอง (ภาพถ่ายโดยกรมศิลปากร เมื่อปลายปี 2564)

ย้อนไทม์ไลน์ จัดงบ 200 ล้าน

สร้างอาคารปลอดภัยสูง มุ่งมาตรฐานสากล

ย้อนกลับไปเมื่อปลายปี 2560 กระทรวงวัฒนธรรม มีข้อมูลเปิดเผยต่อสื่อมวลชนว่า กรมศิลปากร วางแนวทางการพัฒนาพิพิธภัณฑ์ ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ที่มีชีวิตสู่ประชาคมอาเซียน จึงดำเนินโครงการก่อสร้างอาคารไทยประยุกต์ 2 ชั้น จัดแสดงเครื่องทองอยุธยา นำเสนอโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุประเภทเครื่องทองสมัยอยุธยาที่ค้นพบทั่วประเทศไทย โดยเฉพาะเครื่องทองอยุธยามารวบรวมไว้ที่อาคารหลังใหม่ ที่สำคัญจะมีการพัฒนาให้เป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติต้นแบบ ซึ่งมีระบบรักษาความปลอดภัยที่ทันสมัยทั้งในด้านเทคโนโลยีและศักยภาพในการดูแลโบราณวัตถุให้มีความปลอดภัยในระดับสูง ด้วยงบประมาณ 200 ล้านบาท

สำหรับรูปแบบการจัดแสดงภายใน กำหนดให้มีเนื้อหาเน้นเรื่องเครื่องทองอยุธยา รวมถึงเครื่องทองกรุวัดราชบูรณะ วัดมหาธาตุ และเรื่องพระบรมสารีริกธาตุ มาเป็นสื่อจัดแสดงร่วมกับสื่อจัดแสดงสมัยใหม่

อย่างไรก็ตาม โครงการดังกล่าว ซึ่งเดิมขีดเส้นไว้ราว 2 ปี เกิดสะดุดเพราะสถานการณ์โควิด ก่อนกลับมาดำเนินการอีกครั้ง สุดท้ายใช้เวลาไปราว 5 ปี

2 สิงหาคม 2560 วีระ โรจน์พจนรัตน์ รมว.วัฒนธรรมในช่วงเวลานั้น เป็นประธานวางศิลาฤกษ์สร้างอาคารเครื่องทอง

ตัดภาพมา เมื่อ 27 กันยายน 2564 กิตติพันธ์ พานสุวรรณ อธิบดีกรมศิลปากรในช่วงเวลานั้น เป็นประธานตรวจงานจ้างก่อสร้างอาคารจัดแสดงเครื่องทองพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา พร้อมตรวจการจ้างงวดที่ 6-7 โครงการจัดนิทรรศการภายในอาคารเครื่องทอง รวมถึงพิจารณารายการปรับปรุงอาคารจัดแสดง หลังที่ 1 ซึ่งก็คืออาคารหลักหลังดั้งเดิมของ พช.เจ้าสามพระยา ก่อนที่จะเดินทางมาตรวจสอบการจัดแสดงอีกครั้งในวันที่ 27 ธันวาคม ปีเดียวกัน

กระทั่ง 5 พฤศจิกายน 2565 พนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากรคนใหม่ล่าสุด รุดตรวจเยี่ยม มอบให้นโยบายหน่วยงานสังกัดสำนักศิลปากรที่ 3 พระนครศรีอยุธยา ในการอนุรักษ์และพัฒนาแหล่งมรดกศิลปวัฒนธรรม และการเปิดให้เข้าชมนิทรรศการภายในอาคารจัดแสดงเครื่องทองพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา ครั้งแรกภายหลังการปิดปรับปรุง

27 ธันวาคม 2564 กิตติพันธ์ พานสุวรรณ อธิบดีกรมศิลปากรในขณะนั้น ตรวจสอบการจัดแสดงซึ่งมีการนำเสนอภาพข่าวจากหนังสือพิมพ์พิมพ์ไทย พ.ศ.2500 ในช่วง ‘กรุแตก’

จับตาอัพเดต ‘โลเกชั่น’ ตรงปก

หลังสังคายนาครั้งแรกใน 6 ทศวรรษ

ประเด็นน่าตื่นเต้นชวนติดตาม สำหรับอาคารจัดแสดงเครื่องทอง ไม่ใช่เทคโนโลยีเร้าใจ หรือสื่อสมัยใหม่กระตุ้นอารมณ์เท่านั้น หากแต่สิ่งสำคัญคือเนื้อหาซึ่งเมื่อปลายปี 2562 ในงาน ‘วิจัยวิจักขณ์’ หรือการนำเสนอผลงานทางวิชาการของกรมศิลปากร ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำอย่างต่อเนื่องมาหลายปี มีการเปิดเผยผลงานการค้นคว้าเรื่อง ‘เครื่องทองในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยา’ โดย ศศิธร โตวินัส ซึ่งขณะนั้นมีตำแหน่งเป็น ภัณฑารักษ์ปฏิบัติการ พช. เจ้าสามพระยา

ศศิธรใช้เวลาถึง 6 เดือนในการ ‘ชำระแหล่งที่มา’ ของเครื่องทองและโบราณวัตถุที่เกี่ยวเนื่อง เช่น อัญมณี และเครื่องใช้สำริด รวม 1,053 รายการ ที่จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์ดังกล่าว ซึ่งมาจากแหล่งต่างๆ โดยเฉพาะกรุวัดราชบูรณะ และกรุวัดมหาธาตุ โดยเป็นการชำระครั้งใหญ่และครั้งแรกนับแต่การก่อตั้ง พช.เจ้าสามพระยา ตั้งแต่ พ.ศ.2504

การจัดแสดงภายในอาคารเครื่องทองที่สร้างขึ้นใหม้ เดิมจัดแสดงในห้องชั้น 2 อาคารหมายเลข 1 (อาคารจัดแสดงหลัก) ของพช.เจ้าสามพระยา

ผลของการชำระโดยใช้ข้อมูลด้านต่างๆ อาทิ หลักฐานภาพถ่ายเก่า, หนังสือพิมพ์เก่า, จดหมายเหตุระหว่าง พ.ศ.2499-2510 รวมถึงทะเบียนหลักของพิพิธภัณฑ์ รายงานการดำเนินงานทางโบราณคดี และอื่นๆ พบว่า เครื่องทองใน พช.เจ้าสามพระยาที่จัดแสดงอยู่นั้น เกินครึ่งจัดแสดงไม่ตรงตามแหล่งที่มา เช่น เครื่องทองวัดราชบูรณะ และวัดมหาธาตุจัดแสดงปะปนกัน โบราณวัตถุวัดราชบูรณะและวัดมหาธาตุอยู่ปนกับโบราณวัตถุจากวัดอื่น เครื่องทองจากวัดอื่นอยู่ปนกับเครื่องทองวัดราชบูรณะและวัดมหาธาตุ รวมถึงหลายชิ้นไม่สามารถระบุที่มาได้แน่ชัด

เช่น โบราณวัตถุที่จัดแสดงในตู้ปลาหินเขียนลายทอง 41 รายการซึ่งพบในวัดมหาธาตุเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ.2499 มีเพียง 17 รายการที่เป็นโบราณวัตถุในชุดนี้ นอกนั้นเป็นโบราณวัตถุจากวัดราชบูรณะ และ พช.จันทรเกษม นอกจากนี้ แผ่นทองคำจากวัดพระราม หลงไปอยู่ในรายการโบราณวัตถุจากวัดมหาธาตุ เป็นต้น

ผลการศึกษาในครั้งนั้น ช่วยให้เกิดความเข้าใจใหม่เกี่ยวกับที่มาของเครื่องทองใน พช.เจ้าสามพระยาในด้านต่างๆ ที่ช่วยเติมเต็มข้อมูลทางประวัติศาสตร์ เช่น กรณีจารึกแผ่นดีบุกซึ่งมีข้อความเล่าถึงการสร้างพระพิมพ์จำนวนเท่าวันเกิด ซึ่งเดิมทะเบียนระบุเพียงพบที่วัดมหาธาตุเท่านั้น แต่เมื่อมีการชำระข้อมูลในครั้งนี้ทำให้ทราบว่า จารึกดังกล่าวพบที่กรุมุขทิศตะวันตกของพระปรางค์ประธานร่วมกับพระพิมพ์นับหมื่นองค์

นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลที่ยืนยันว่าในกรุชั้นที่ 3 ของวัดราชบูรณะมีพระบรมสารีริกธาตุประดิษฐานอยู่จริงบริเวณกลางห้องกรุภายในตลับทองคำในเจดีย์แก้วผลึกที่ถูกครอบด้วยวัสดุต่างๆ

ปัจจุบัน ศศิธร เจ้าของผลงานค้นคว้า ขยับขึ้นเป็น ภัณฑารักษ์ชำนาญการ ประจำอยู่ที่ พช.เจ้าสามพระยาเช่นเดิม สิ่งที่น่าคาดหวังคือการปรับแหล่งที่มาให้ตรงปกอย่างถูกต้องแม่นยำ อันอาจส่งผลถึงการแปลความ ตีความ เชื่อมโยงหลักฐานทางประวัติศาสตร์โบราณคดีในอนาคต

ภาพระหว่างการดำเนินการเมื่อใกล้แล้วเสร็จ

 

ลุ้นเนื้อหาปริศนา (เครื่องทอง)

กรุพระปรางค์วัดราชบูรณะ อุทิศใครกันแน่?

อีกประเด็นต้องขีดเส้นใต้ คือ เรื่องราวของวัตถุล้ำค่าใน ‘กรุพระปรางค์ วัดราชบูรณะ’ ซึ่งปัจจุบันป้ายข้อมูลหน้าโบราณสถานดังกล่าว ยึดตามข้อความในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ที่ระบุว่า สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 หรือเจ้าสามพระยา โปรดให้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.1967 ในสถานที่ถวายพระเพลิงพระศพพระเชษฐาทั้ง 2 พระองค์ คือ เจ้าอ้ายพระยา และเจ้ายี่พระยา ซึ่งทรงทำยุทธหัตถีแย่งชิงราชสมบัติจนสิ้นพระชนม์ทั้งคู่

อย่างไรก็ตาม มีการตั้งคำถามถึงประเด็นดังกล่าว พร้อมนำเสนอแนวคิดที่ว่า แท้จริงแล้ว วัดราชบูรณะ สร้างขึ้นบริเวณที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพพระนครินทราธิราช หรือ เจ้านครอินทร์ ผู้เป็นพระราชบิดา โดย ศาสตราจารย์พิเศษ ศรีศักร วัลลิโภดม ตั้งแต่ พ.ศ.2527

หากเป็นเช่นนั้นจริง สิ่งของมีค่าในกรุพระปรางค์วัดราชบูรณะ ย่อมเป็นเครื่องราชูปโภคและเครื่องมหรรฆภัณฑ์ อันเป็นสัญลักษณ์ของพระจักรพรรดิราช หมายถึงเจ้านครอินทร์ ซึ่ง รศ.ดร.รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ระบุในบทความซึ่งตีพิมพ์ในหนังสือออกใหม่หมาดๆ ‘เจ้านครอินทร์ เมืองสุพรรณ’ สุจิตต์ วงษ์เทศ บรรณาธิการ ว่าทรงเป็นผู้สร้างอยุธยาให้เป็น ‘อาณาจักร’ โดยวางรากฐานให้กลายเป็นมหานครที่ยิ่งใหญ่อันมีประจักษ์พยานคือ การบรรจุเครื่องทองลงในกรุพระปรางค์วัดราชบูรณะ (อ่าน สุจิตต์ ลั่น ‘เจ้านครอินทร์’ ไม่ใช่กษัตริย์ที่ควรลืม โวย ปวศ.ชาติไทยด้อยด่าเมืองสุพรรณ)

ข้อมูลที่จะปรากฏบนนิทรรศการในอาคารจัดแสดงเครื่องทอง ในรั้ว พช.เจ้าสามพระยานี้ จึงน่าสนใจว่า มีการกล่าวถึงแนวคิดที่แตกต่างนี้หรือไม่ อย่างไร ? เพราะย่อมส่งผลต่อการแปลความเกี่ยวกับเครื่องทองและโบราณวัตถุที่พบในกรุดังกล่าวอย่างไม่ต้องสงสัย

ถือเป็นของขวัญชิ้นใหญ่ที่รอแกะกล่องด้วยใจระรัวว่าจะว้าวซ่าสาแก่การรอคอยเพียงไร