3 วันสุดท้าย ‘ชั่วฟ้าดินสลาย’ การเมืองไทยในห้วงฝัน (ซ้อนฝัน) อันหลอกหลอน

28.12.22 | 14:46 น.

ประสบความสำเร็จอย่างดียิ่ง คงไม่ใช่คำกล่าวเกินจริง สำหรับชั่วฟ้าดินสลาย (Haunted)’ นิทรรศการเดี่ยวโดย ตะวัน วัตุยา

หนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญคือการที่บุคคลหลากหลายทั้งในและนอกวงการ ศิลปะเดินเท้าเข้าเยี่ยมชมไม่ขาดสาย นับแต่เปิดตัวเมื่อ 12 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

สะท้อนการสื่อความหมายอันเข้าถึงผู้คนในสังคมซึ่งรู้สึกมีส่วนร่วมกับเนื้อหาที่ถูกระบุไว้ในสูจิบัตรรูปลักษณ์แบบการ์ตูนผีเล่มละบาท 

ความตอนหนึ่งว่า 

นิทรรศการชั่วฟ้าดินสลาย โดย ตะวัน วัตุยา นำเสนอหุบเหวของช่วงหนึ่งของประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่วนเวียนเกิดขึ้นซ้ำไปมาอย่างไม่รู้จบ ความพยายามสร้างรัฐชาติด้วยการโฆษณาชวนเชื่อเริ่มจากคติชาตินิยมในยุคหนึ่ง จนถึงการสร้างจุดศูนย์กลางใหม่ให้ชาวไทยนั้น สิ่งที่ซ้อนเร้นอยู่กลับสร้างเรื่องราวที่ส่งต่อมาอย่างน่าสะพรึง ในนิทรรศการนี้นำเสนอห้วงขณะของประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นในสังคมไทย ผ่านจิตรกรรมที่นำเสนอเรื่องราวที่มีความต่างกันอย่างสุดขั้ว ด้านหนึ่งนำเสนอแต่สิ่งสว่างสุขสดใส ด้านหนึ่งนำเสนอสิ่งมืดมนดั่งผีชั่วร้ายที่ตามหลอกหลอนสังคมไทย 

Advertisement

ข้อความข้างต้น เขียนโดยวัคซีนกฤษฎา ดุษฎีวนิช ภัณฑารักษ์ของนิทรรศการ คนเดิมเจ้าเก่าตั้งแต่คราว Keep in the dark ที่ทำผู้เข้าชมร่วมชูสามนิ้วกลางหอศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ เมื่อเดือนตุลาคม 2564 ที่คิวเรเตอร์ผู้นี้ยืนยันว่าพื้นที่ทางศิลปะต้องเขยิบเพดานเสรีภาพ

กำแพง 2 ฝั่ง โฆษณาชวนเชื่อ-(โศกนาฏกรรม)ความจริง

ตัดภาพกลับมายัง Xspace Gallery ซอยปรีดีพนมยงค์ 14 สุขุมวิท 71 กลางกรุงเทพฯเมืองฟ้าอมร เพลงแปลงที่ฝรั่งเล่นในแคมป์สลับหมอลำแว่วหวานต่อต้านคอมมิวนิสต์ ในยุคสงครามเย็นเป็นเพลย์ลิสต์บนพื้นที่ซึ่งถูกแบ่งด้วยกำแพงสีขาวทอดยาว เสมือนกำแพงทางความคิดที่แยกคนเป็น 2 ฝ่าย

ด้านหนึ่งคือ Propagandaโฆษณา ชวนเชื่อ อย่างสวยหรู ด้านหนึ่งคือ ‘(โศกนาฏกรรม) ความจริง ตะวัน เจ้าของผลงาน เผยไอเดียเมื่อนึกไปถึงประเด็นที่ว่า เหตุใดคนเราถึงเชื่อในสิ่งที่ไม่เหมือนกันจนถึงขนาดคุยกันไม่ได้ เปลี่ยนความคิดกันไม่ได้ เรื่องราวเกี่ยวกับการโฆษณาชวนเชื่อ หรือ Propaganda ก็ผุดขึ้นมาในความคิด 

ทำไมคนเราถึงมีกำแพง ทำไมคนเราเชื่ออะไรไม่เหมือนกัน เลยนึกถึงสิ่งที่เรียกว่า การโฆษณาเราอยู่กับคำโฆษณามาโดยไม่รู้ตัวจริงๆ แล้ว Propaganda Poster เป็นสากลทั่วโลก ไปไหนก็เจอ แต่ต้นไอเดียที่ผมสนใจ Propaganda Poster มาจากตอนไปจีนได้ดูนิทรรศการที่รวมโปสเตอร์โฆษณาของเกาหลีเหนือตั้งแต่ยุค 60 จนถึง 90 ซึ่งไม่เคยเปลี่ยนเลยตะวันเล่าที่มา

ผลงานศิลปะในรูปแบบโปสเตอร์โฆษณาสีสันสะดุดตาถูกติดตั้งเรียงรายบนพื้นผิวกำแพง โดย วัคซีน กฤษฎา ภัณฑารักษ์ เป็นผู้คัดสรรจัดเรียงว่าอะไรควรอยู่ตรงไหน และอะไรอยู่กับอะไร 

ในกลิ่นไอของของทศวรรษ 2490 ที่โฆษณาชวนเชื่อทางการเมืองคือเครื่องมือสำคัญในการสร้างความเป็นชาติ ความงดงามของบ้านเมืองในอุดมคติประเภทฉีกซองสำเร็จรูปถูกเสิร์ฟให้บริโภคดื่มด่ำจิบถ้อยคำหวานซึ้ง ฝันถึงชีวิตในวันข้างหน้า

ในขณะที่อีกด้านของกำแพงอัดแน่นด้วยความเป็นจริง พลวัตร ความเคลื่อนไหวของผู้คนในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ตั้งแต่อดีตกาลสู่ห้วงเวลาร่วมสมัย

สีขาวดำ ที่ ตะวัน จงใจเลือกใช้สร้างสรรค์ผลงานบนกำแพงฝั่งนี้ด้วยสไตล์การวาดแบบการ์ตูนเล่มละบาทซึ่งเข้าถึงคนจำนวนมากของประเทศในยุคหนึ่ง

เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะการต่อสู้ของภาคประชาชนถูกนำมาจดจารลงบนกำแพงผ่านเพนติ้ง อาทิกบฏผีบุญในมณฑลอีสานสมัยรัชกาลที่ 5, เหตุการณ์ถีบลงเขา เผาลงถังแดงทางภาคใต้ในยุคสงครามเย็น เมื่อเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงเข้าปราบปรามแนวร่วมพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ช่วงทศวรรษ 2510 และแฟลชม็อบของคนรุ่นใหม่ ซึ่งเคลื่อนไหว ดันเพดานใน พ..2563 จนถึงวันนี้ 

ด้านเมื่อกี๊ คือ Propaganda สวยหรู บอกว่าเรามีความหวัง มีชีวิตที่ดี แต่ด้านนี้คือด้านที่เกิดขึ้นกับเราจริงๆ โดยนึกถึง วิธีของการ์ตูนเล่มละบาทซึ่งเราชอบ รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ค่อนข้างวนๆ เวียนๆ เป็นสื่อที่พื้นที่เยอะสุดแล้ว เป็นของคลาสสิกในยุคนั้น ตอนเข้ามาที่นี่ไม่มีสเกตช์เลย มีแต่ข้อมูล เหมือนมาทำคอลลาจ มีแต่รูปเยอะๆ แล้วค่อยมาเลือกว่าจะเอารูปไหนไว้ตรงไหน ใช้ sense ใช้ความรู้สึกในขณะนั้น ไม่ได้มีแผนชัดเจนนักผมขอให้นักวาดการ์ตูนเล่มละบาทตัวจริง ช่วยทำสเกตช์ขึ้นมา เพราะมีเหตุการณ์ที่อยากเอาเข้ามาใส่ในเพนติ้งนี้คือ กบฏผีบุญ และเผาถังแดงตะวันเล่า 

ยิ่งลบ ยิ่งชัดบาดแผลประวัติศาสตร์ที่ไม่อาจเลือนหาย

นอกเหนือจากการสื่อสารด้วยภาพข้อความคืออีกหนึ่งส่วนประกอบโดดเด่นที่เป็นอันต้องจ้องอ่าน 

คอมมิวนิสต์, ชังชาติ, ขายชาติ, ผู้นำโง่เราจะตายกันหมด, ควายแดง สามกีบ และอีกละลานตา มอบอารมณ์หลากหลาย ทั้งขำขื่น ขบขัน และสลดใจด้วยฉากหลังในเบื้องลึกการเมืองไทย

วาทะจำนวนมาก มาจากม็อบร่วมสมัยที่เจ้าตัวรับว่า 

ทีแรกไม่ได้นึกถึงคำปัจจุบันหรอก แต่พอทำๆ ไปแล้วรู้สึกว่าจริงๆ แล้วมันไม่เคยเปลี่ยนไง 

อีกรายละเอียดน่าสนใจคือ การทับซ้อนของรูปและคำ การลบแล้วเขียนใหม่ การสร้างรอยด่าง และการก่อเกิดความหมายใหม่ที่ได้แรงบันดาลใจจากเหตุการณ์จริงของศิลปิน

ปลายปี 2564 เราไปทำเพอร์ฟอร์แมนซ์อาร์ตที่ WTF Gallery and Cafe แล้วมีเหตุให้ต้องลบบางข้อความออกไป ช่วงที่ลบ ผมไม่อยู่แล้ว แต่ได้เห็นว่าเพนติ้งของตัวเอง อยู่กับคำที่ถูกลบ ผมรู้สึกว่ามันมีความหมายใหม่ เลยอยากเอามาเป็นต้นแบบทำเป็นเพนติ้งขนาดใหญ่ใส่กำแพง นี่เลยเหมือนจำลองกำแพงขึ้นมาทำเพนติ้งแบบนั้นเจ้าของผลงานเล่า 

คำที่ทับรูป รูปที่ทับคำ รูปที่ทับรูป ฯลฯ ประดุจรอยแผลที่ยิ่งพยายามลบ ก็ยิ่งเห็นเด่นชัด ก็ยิ่งเป็นรอยช้ำ ก็ยิ่งยากจะลืมเลือน เสมือนยิ่งอยากให้ลืมมากเพียงใด ก็ยิ่งกระตุ้นเตือนให้จดจำมากขึ้นเท่านั้น

ครั้งสุดท้ายโชว์เดี่ยวในไทย by Tawan

นอกจากนี้ หากกลับหลังหันไปไปเผชิญกับกำแพงจริงของแกลเลอรี่ ยังปรากฏผลงานกราฟิตี้อาร์ตซึ่งมีที่มาน่าฟัง 

เรารู้สึกว่าสามารถเล่นกับผนังรอบๆ ได้ด้วย พอดีว่าอยากทดลองการพ่นสเปรย์ ช่วงวันแรกๆ ที่เข้ามาเลยเรียกมือพ่นมาสอน แต่ลองแล้วมันไม่ค่อยเข้ากัน จะเห็นร่องรอยของการฝึกพ่น ซึ่งกำแพงจริงจะล้อกับกำแพงปลอม 

ย้อนถามถึงขั้นตอนการทำงาน ตะวัน เล่าว่าใช้เวลาในแกลเลอรี่แห่งนี้ 1 เดือนเต็ม 

พบอุปสรรคมากมายที่นอกเหนือการควบคุม ทว่า ท้ายที่สุดก็ได้

ผลงานที่ตัวเองค่อนข้างแฮปปี้ 

เราใช้ที่นี่เป็นเหมือนสตูดิโอ การขังตัวเองในพื้นที่ บางทีมีข้อจำกัดบางอย่าง ต้องเค้นอะไรออกมาในเวลาที่มีจำกัด เหมือนเป็นการทดลอง ค่อยๆ คลำไป เบื้องต้นคือเริ่มมาจากกำแพงก่อน แล้วก็มานึกว่าข้างหนึ่งจะเป็นอย่างไร และอีกข้างจะเป็นอย่างไร 

ตอนแรกคิดว่าจะทำฝั่งนู้น (Propaganda Poster) ก่อน ปรากฏว่าข้อมูลฝั่งนี้มันพร้อมกว่า กลายเป็นทำฝั่งนี้เกือบ 4 สัปดาห์ ทำฝั่งนู้น 5 วัน แล้วมีอุปสรรคเยอะ มีไฟชอร์ต ไฟดับ ทำงานไม่ได้ ต้องเรียกการไฟฟ้าฯมา เพราะนกบินชน หม้อแปลงระเบิด มีอะไรจุกจิก วุ่นวายพอสมควรเหมือนกัน แต่ค่อนข้างแฮปปี้นะว่ามันเสร็จทันเวลา และมีมาตรฐานอย่างที่คิดไว้ 

ปิดท้ายด้วยการอัพเดตชีวิตการงานซึ่ง ตะวัน แย้มว่า นิทรรศการชั่วฟ้าดินสลาย อาจเป็นโชว์เดี่ยวครั้งสุดท้ายในไทย 

อายุมากขึ้น ทำงานได้น้อยลง แต่โฟกัสได้มากขึ้น ทุกโชว์ก็อยากทำงานใหม่ เพราะฉะนั้น ถ้าทำโชว์ที่นี่ด้วย จะทำโชว์ที่ต่างประเทศได้น้อย ที่ผ่านมาเจอโควิด เลยคุยกับแกลเลอรี่ไทยเยอะขึ้น แต่ตอนนี้เราเดินทางได้แล้ว เลยคิดว่าออกไปข้างนอกอย่างเดียวดีกว่า เพราะนักสะสมที่เข้าใจงานเราคือต่างชาติมากกว่า คิวการแสดงงานต้องวางแผนล่วงหน้า ตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา มีแกลเลอรี่ติดต่อเข้ามาเยอะ แต่ปฏิเสธไปทั้งหมด เพราะตั้งใจแล้วว่าจะไม่โชว์ในไทยแล้ว โชว์นี้เป็นโชว์สุดท้ายตะวันเปิดใจ ก่อนทิ้งท้ายว่า 

ตอนนี้คิวต่างประเทศก็ลอยๆ เข้ามาแล้ว แต่ไม่ได้ปฏิเสธคนไทยนะ ซื้อก็ขาย (หัวเราะ)”

พันธุ์ทิพย์ ธีระเนตรเรื่อง
พัทรยุทธ ฟักผลภาพ