“หนูรู้สึกอายเพื่อนค่ะ เพื่อนเรียนจบมีงานทำกันหมดแล้วแต่หนูยังต้องเรียนต่อ พ่อแม่หนูเขาก็ลำบากต้องส่งค่าเทอมให้หนูต่ออีก ญาติคนอื่นก็คอยถามพ่อแม่หนูว่าทำไมหนูยังเรียนไม่จบเสียที หนูรู้สึกว่าตัวเองมีแต่ทำให้ที่บ้านลำบาก แล้วยังมาป่วยเป็นโรคนี้อีก”
นักศึกษาสาวคนหนึ่งเล่าให้ฟังด้วยน้ำตานองหน้าค่ะ เธอป่วยเป็นโรคเรื้อรังที่ต้องรักษาต่อเนื่อง ช่วงที่อาการรุนแรงต้องนอนโรงพยาบาลอยู่นานจนขาดเรียนทำให้เรียนจบไม่ทันเพื่อน ตัวโรคยังทำให้เธอร่างกายผอมและทรุดโทรม พอป่วยบ่อยและเรียนตกรุ่นทำให้เธอไม่ได้พบกับเพื่อน ทำกิจกรรมชมรมก็ไม่ไหว สุดท้ายเมื่อเพื่อนเรียนจบไปหมดแล้วเธอก็รู้สึกท้อแท้จนไม่อยากไปเรียน เมื่อไม่ไปเรียนก็สอบไม่ผ่านทำให้ต้องเรียนซ้ำวิชาเดิมหลายครั้ง พ่อแม่ก็ต้องจ่ายค่าเทอมให้ซึ่งทำให้เธอรู้สึกผิดมากขึ้นไปอีก
วงจรความรู้สึกแย่ต่อตัวเองมีจุดเริ่มต้นจากโรคที่เธอเป็นก็จริง แต่ถ้าเลือกได้ก็ไม่มีใครอยากป่วยเป็นโรคเรื้อรังค่ะ ในเมื่อเป็นขึ้นมาแล้วและรักษาไม่หายภายในระยะเวลาเป็นหลักวันหรือเดือนก็คงต้องอยู่กับมันให้ได้ เราบอกกับคนเหล่านี้ว่า “คิดบวกสิ” หรือ “มองโลกในแง่ดีสิ ชีวิตยังมีความหวัง” ซึ่งเป็นกำลังใจที่ดีมากแต่ในทางปฏิบัติแล้วการคิดบวกในช่วงชีวิตที่มีแต่เรื่องลบเป็นเรื่องยากมากเลยค่ะ
“กิอง” หนุ่มน้อยมัธยมปลายปีที่ 1 ที่เพิ่งเริ่มเข้าชมรมรักบี้ได้ไม่ถึงเดือนรู้สึกว่าความหวังสูญสลายไปเมื่อโค้ชบอกว่าเขาไม่มีทางเล่นรักบี้ได้หรอก ความหวังของกิองเผยออกมาให้เราได้เห็นในตอนที่ 7 ของ All Out!! แอนิเมชั่นกีฬามัธยมปลายประจำซีซั่นนี้ เรามองเห็นกิองจาก 6 ตอนแรกว่าเป็นเด็กผู้ชายตัวเตี้ยที่เอาแต่ไล่ชกคนอื่นเมื่อถูกวิจารณ์เรื่องความสูง เมื่อเข้าชมรมรักบี้ก็เอาแต่แทคเกิ้ลหรือการวิ่งชาร์จคู่แข่ง ทุกคนรวมถึงโค้ชเชื่อว่ากิองแค่หาความชอบธรรมในการต่อยตีกับคนอื่นในสนามแข่งเท่านั้น ไม่ได้สนใจการเล่นรักบี้ ในตอนที่ 7 เมื่อกิองสิ้นหวังกับการร่วมชมรม เขานึกย้อนให้เราเห็นว่าแท้จริงเขาอยากเล่นกีฬากับเพื่อนๆ มาตั้งแต่เด็ก ปัญหาคือเขาตัวเล็กกว่าคนอื่นในทีมมากทำให้ไม่มีใครอยากเล่นด้วย ลงสนามก็ถูกตำหนิว่าเกะกะ ความสูงกลายเป็นปมด้อยในใจของกิองและกลายมาเป็นชนวนระเบิดให้เขาชกต่อยทุกคนที่ล้อเรื่องความสูงอยู่เสมอ
คนส่วนใหญ่รับมือกับปฏิกิริยาทางลบจากคนรอบข้าง 3 วิธี คือ สู้ หนี หรือขี้วิตก สำหรับกิองเลือกวิธี “สู้” หมายถึงแสดงความโกรธและต่อว่าคนรอบข้างรวมถึงใช้กำลังรุนแรงเพื่อหยุดปากคนอื่น “หนี” หมายถึงหลบเลี่ยงหรือแยกตัวออกมาให้ห่างจากสถานการณ์ที่ทำให้เรารู้สึกไม่ดี ส่วน “ขี้วิตก” หมายถึงคิดวนเวียนแต่เรื่องไม่สบายใจ บางคนอ่อนไหวต่อปฏิกิริยาของคนรอบข้างมากกว่าปกติหรือคอยจ้องแต่จะเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น
มีวิธีรับมือกับการประสบเคราะห์กรรมจนทำให้ชีวิตคิดลบและไม่มีความสุขค่ะ วิธีนี้แนะนำโดย The Vitiligo Society หรือสมาคมผู้ป่วยโรคด่างขาวในอังกฤษ เขาแนะนำวิธีคิดบวกสำหรับผู้ป่วยโรคด่างขาวซึ่งมีอาการผิวหนังซีดขาวเป็นหย่อมๆ เหมือนมีแผนที่โลกอยู่บนตัว ดูเผินๆ เหมือนรอยแผลไฟไหม้ แม้เป็นโรคที่ไม่ติดต่อแต่การดำรงชีวิตในสังคมที่ให้คุณค่ากับรูปกายภายนอกก็ทำให้ผู้ป่วยกลุ่มนี้มีความทุกข์อย่างมาก เป็นความทุกข์ทางใจโดยแท้เนื่องจากตัวโรคไม่ได้ก่อความเจ็บปวดทรมานทางกายมากนัก หลักการที่สมาคมแนะนำมี 3 กระบวนการคือคิดบวก ทำบวก และรู้สึกบวกค่ะ
“คิดบวก” คือการรู้ทันความคิดด้านลบและรับรู้ถึงด้านดีๆ ของตัวเองให้ได้ ความคิดด้านลบ เช่น “ไม่มีใครอยากคบหากับคนเป็นโรคด่างขาวหรอก” เราต้องรู้ทันและท้าทายมันว่า “จริงเหรอ เวลาเราอยากเป็นเพื่อนกับคนอื่นเราจะเลือกคบเฉพาะเพื่อนที่ผิวพรรณดีเท่านั้นหรือ” หลังจากนั้นให้โฟกัสที่จุดแข็งของตัวเอง หากอดไม่ได้ที่จะโฟกัสที่ผิวหนังสือส่วนไม่ดีก็ขอให้ประเมินแบบชั่งตวงวัดได้ เช่น ผิวที่ซีดขาวลามเพิ่มขึ้นกี่มิลลิเมตรในกี่วันมากกว่าที่จะมองดูแล้วบอกแค่ว่า “มันแย่ลง”
“ทำบวก” คือการลดความวิตกจริตด้วยการทำสิ่งดีๆ ให้กับตัวเอง เช่น แต่
ตัวให้สวยและดูดีเพราะคนอื่นไม่ได้มองแค่โรคของเรา เขามองเห็นเสื้อผ้าหน้าผมของเราด้วย ของดี 80% ในตัวเราอาจจะช่วยให้ของไม่ดี 20% ไม่ส่งอิทธิพลด้านลบกับเรามากนัก หากต้องพูดถึงโรคที่เราเป็นก็ควรพูดออกมาในเชิงอธิบายหรือติดตลกมากกว่าต่อว่าคนอื่นว่าเสียมารยาทถาม ต้องเข้าใจว่าทั้งโรคด่างขาว ความเตี้ยของกิอง และการเจ็บป่วยจนเรียนไม่จบเป็นเรื่องที่คนทั่วไปไม่ได้พบเจอบ่อยนัก เขาอาจถามด้วยความสงสัยหรือสนใจใคร่รู้โดยไม่มีเจตนาจะล้อเลียนหรือดูถูกเราก็ได้
“รู้สึกบวก” คือการ “ยอมรับ” นั่นเองค่ะ ประกอบด้วยการแสดงความรู้สึกที่มีต่อโรคของเราออกมา แบ่งปันให้คนใกล้ชิดเข้าใจดีกว่าเก็บไว้คิดมากคนเดียว เมื่อเราผ่านการคิดบวกและทำบวกมาระยะหนึ่ง การยอมรับตัวเองจะตามมาภายหลัง เมื่อยอมรับว่ามันคือส่วนหนึ่งของเราก็จะไม่รู้สึกผิดหรือแย่กับตัวเอง เราไม่จำเป็นต้องรู้สึกดีกับโรคหรือปมด้อยของตัวเองค่ะ แค่ยอมรับมันแต่ให้มองตัวเองในมุมกว้างเพื่อให้รู้ว่าปมด้อยไม่ใช่ทั้งหมดในตัวเรา มีอีกหลายอย่างในตัวที่ทำให้เราภูมิใจด้วย
ถ้าเราแก้ปัญหาจากสิ่งแวดล้อมรอบตัวไม่ได้ ลองเริ่มต้นแก้ปัญหาในใจเราก่อนด้วยการคิดบวก ทำบวก และรู้สึกบวกค่ะ แม้จะทำยากมากแต่เมื่อฝึกฝนบ่อยๆ เราจะรู้เองว่าวิธีไหนเหมาะกับเราและวิธีไหนยิ่งใช้ยิ่งแย่

