หน้าแรก ประชาชื่น คอลัมน์ เดินไ...

คอลัมน์ เดินไปในเงาฝัน : สังคมแห่งการชอนไช

27.11.16 | 15:20 น.

มีความรู้สึกว่าโลกเราเดี๋ยวนี้อยู่ยากขึ้น?

ผมอยากตั้งคำถามนี้ไว้เบื้องต้น เพื่ออยากจะหาสาเหตุว่าทำไมถึงเป็นดังที่กล่าวมา เพราะจำได้ว่าตลอดเวลาผ่านมาหลายสิบปี หรืออาจจะหลายร้อยปีก็ได้ ผมว่ามนุษย์เราพร้อมที่จะปรับตัวไปกับธรรมชาติที่เกิดขึ้นรอบๆ ตัวเรา

ร้อนก็ไปอาบน้ำ

หรือไปอยู่ในที่โล่งแจ้ง ให้ลมพัดเย็นๆ ไม่ก็ไปเที่ยวน้ำตก ไปนั่งริมแม่น้ำอะไรโน่น

หนาวก็ห่มผ้า ผิงไฟ

Advertisement

หาอะไรกินร้อนๆ เพื่อให้ร่างกายอบอุ่น

แต่เมื่อโลกแห่งความเจริญทางเทคโนโลยีเข้ามา ความต้องการของมนุษย์ในทุกๆ เรื่องที่เคยชินกับธรรมชาติ ถูกค่อยๆ สอนให้เริ่มเรียนรู้สิ่งใหม่

ให้รู้จักพัดลม

แอร์คอนดิชั่น

เครื่องทำน้ำอุ่น

หรืออะไรก็ตามที่เกิดขึ้นตามมาอีกมากมายหลังจากโลกมีการขับเคลื่อนพลวัตขับเทคโนโลยีไปข้างหน้า จนทำให้เกิดวิวัฒนาการ จนกลายเป็นคำสวยหรูในปัจจุบันที่เรียกว่า “อินโนเวชั่น” หรือ “นวัตกรรม” ขึ้น

ถามว่ามนุษย์เรียนรู้กับสิ่งประดิษฐ์ใหม่ที่เกิดขึ้นไหม?

เรียนรู้

ทั้งยังพร้อมก้าวทันไปกับนวัตกรรมที่เกิดขึ้น จนทำให้คิดว่าไม่ว่ามนุษย์จะประดิษฐ์อะไรต่อไปในอนาคต ผมเชื่อว่ามนุษย์ยังพร้อมที่จะเรียนรู้ และปรับตัวเองอยู่เสมอ

ซึ่งเหมือนกับการปรับตัวของมนุษย์ในการปกป้องตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต ผมมีความเชื่อว่ามนุษย์มีการปกป้องตัวเองที่แตกต่างกันไป

อดีตอาจใช้วิธีนิ่งเงียบ เดินหนี

ตาต่อตา ฟันต่อฟัน

ไม่ก็ขอยอมเป็นผู้พ่ายแพ้

ปัจจุบันสิ่งเหล่านี้ก็ยังดำรงอยู่ คงอยู่ เพียงแต่การปกป้องตัวเองไม่ได้เฉพาะร่างกายและความคิดของตัวเองเท่านั้น หากเรามีเทคโนโลยีอย่างสมาร์ทโฟนเข้ามาช่วยด้วย

มนุษย์เรียนรู้ที่จะปกป้องตัวเองผ่านวิดีโอคลิป

ผ่านการบันทึกเสียงด้วยภาพ

แล้วปล่อยภาพและเสียงนั้นผ่านโลกไซเบอร์ เพื่อให้คนอื่นๆ ในโลกใบนี้เห็นว่าเขาถูก เธอผิด มาทำแบบนี้กับฉันได้อย่างไร ฉันไม่ยอมนะ

สุดท้ายผู้ชนะคือคนที่กดปุ่มเอ็นเทอร์เข้าสู่โลกไซเบอร์เป็นคนแรก

ทั้งยังมีคนมาแสดงความคิดเห็นในทางเห็นด้วยอีกมากมาย ขณะเดียวกันก็มีการแชร์เรื่องราวต่างๆ เหล่านั้นจากจังหวัดหนึ่งไปยังอีกจังหวัดหนึ่ง

จากซีกโลกหนึ่งไปยังอีกซีกโลกหนึ่ง

สุดท้ายก็ถูกรับรู้กันไปทั่วโลก

ด้วยคลิปวิดีโอนั้นๆ

ที่สำคัญ มนุษย์บนโลกไซเบอร์ยังต่างเข้ามาทำหน้าที่เป็นศาลสูงสุดในการพิพากษาด้วยว่า คนคนนั้นที่กระทำกับคนคนนี้ผิดอย่างมหันต์

ผิดอย่างที่ยอมความไม่ได้

มากไปกว่านั้น มนุษย์บนโลกไซเบอร์ยังชอนไช ขุดคุ้ย ตามหาแบล๊กกราวด์ของคนคนนั้นตั้งแต่อดีตจนปัจจุบันมานำเสนอให้เพื่อนๆ บนโลกไซเบอร์ทราบอีกด้วยว่า เหตุที่คนคนนี้เป็นแบบนี้ ทำแบบนี้ เพราะอดีตเขาเคยทำเรื่องราวต่างๆ เหล่านั้นมาก่อน

ถามว่ามันถูกอย่างนั้นหรือ?

อาจจะไม่

หรืออาจจะใช่

แต่เมื่อมนุษย์บนโลกไซเบอร์พิพากษาไปแล้ว ต่อให้คุณจะออกมาแก้ข่าว โต้กลับอย่างไร เสียงของคุณก็กลายเป็นเสียงของมนุษย์ตัวเล็กๆ เพียงคนหนึ่ง

ผมว่าสังคมโลกเรากำลังเดินเข้าสู่เส้นทางนี้

และทำท่าว่าโลกของไซเบอร์จะเข้ามามีอิทธิพลกับสังคมชอนไช เพราะฉะนั้น ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นบนโลกใบนี้ คุณรู้ ผมรู้

คุณคิด

ผมคิด

คุณตัดสินใจ

ผมก็ตัดสินได้เช่นกัน

เพราะทั้งคุณและผมต่างมีปุ่มเอ็นเทอร์อยู่ในมือ

ฉะนั้น จึงไม่แปลกหรอกที่โลกทุกวันนี้ถึงวุ่นวาย ถึงไม่มีใครยอมใคร ไม่รู้แยกแยะดีชั่ว และไม่รู้ว่าบุญ หรือบาปคืออะไร

เขารู้เพียงแต่ว่า ถ้ากูเอาก่อนย่อมได้เปรียบ

ถ้ากูถูก มึงต้องผิด

มึงไม่ต้องพูด เพราะพูดมา กูก็เห็นลิ้นไก่มึงตั้งแต่อ้าปากแล้ว

ถามว่าเรื่องนี้มีทางออกไหม?

ผมเชื่อว่ามี

ถามว่าใช้เวลานานแค่ไหน?

อันนี้ตอบไม่ได้ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับประเด็น ตัวบุคคล ความถูกและความผิดใหญ่แค่ไหน มีตัวละครใดมาเกี่ยวข้องบ้าง และเรื่องที่เกิดขึ้นทำร้ายหรือให้คุณสังคมวงกว้างอย่างไรบ้าง

แต่สุดท้ายไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น มนุษย์ต้องปรับตัวและเรียนรู้ไปกับมัน เพราะสิ่งเหล่านี้กำลังกลายเป็นปรากฏการณ์ของสังคมมนุษย์บนโลกใบนี้ ที่กำลังเข้าสู่โหมดแห่งการปรับตัวครั้งใหญ่

เป็นการปรับตัวตามธรรมชาติ โดยมีคลื่นอากาศอยู่รอบๆ ตัว ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับว่าใครจะเป็นผู้หยิบฉวยคลื่นอากาศนั้นมาอยู่ในมือให้ไวที่สุด

เพราะคนคนนั้นจะเป็นผู้ชนะในยุคต่อไป?