ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่
ด้วยฝีมือนักดนตรีรุ่นใหม่
วันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ.2565 การแสดงไวโอลินของคนรุ่นใหม่ที่บ้านเอื้อมอารีย์ เวลา 18.00-19.00 น. ได้เชิญผู้ปกครองและเด็กๆ เข้าชมการแสดงไวโอลินกับเปียโน (Violin Recital) กสิณา อังศวานนท์ เล่นไวโอลิน และณัชพล ตั้งตุลานนท์ เล่นเปียโน ซึ่งเป็นเด็กไทยที่เก่งได้ก้าวเข้าสู่ฝีมือระดับนานาชาติ โดยได้แสดงบทเพลงที่แสนประทับใจ สร้างแรงบันดาลใจให้เด็กๆ น้องๆ ที่เรียนไวโอลินและนักเปียโนเยาวชนได้มาก
กสิณา อังศวานนท์ และณัชพล ตั้งตุลานนท์ ได้นำเสนอผลงานเพลงสำหรับไวโอลินและเปียโน ซึ่งเป็นเพลงสำคัญสำหรับไวโอลิน อาทิ Henryk Wieniawski, Aleksander Zarzycki, Heinz Provost, Fritz Kreisler และเพลง Cyril Scott บางเพลงก็คุ้นหู บางเพลงก็ได้ฟังเป็นครั้งแรก เพลงหลายยุคที่มีความแตกต่าง ประหนึ่งว่าเธอเตรียมตัวเข้าแข่งขันไวโอลินเวทีใดเวทีหนึ่ง เธอเล่นโดยไม่ประหวั่นใดๆ พลังของเสียงไวโอลินพุ่งทะลุจิตใจของผู้ฟัง สำหรับผู้ฟังตัวน้อยๆ ก็ตั้งใจฟังอย่างจดจ่อทีเดียว
กสิณา อังศวานนท์ เป็นนักไวโอลินรุ่นใหม่ชั้นแนวหน้าที่ถูกฝึกให้เป็นนักเดี่ยวไวโอลิน เธอได้แสดงฝีมืออย่างน่าชื่นชมยิ่ง ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากและแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่เด็กรุ่นใหม่จากเมืองไทยจะไปได้ไกลขนาดนั้น เพราะโดยทั่วไปแล้ว คนเก่งของไทยสนใจไปเรียนวิชาอื่นๆ ที่สามารถทำงานหาเงินได้ง่ายกว่าการเรียนดนตรี เมื่อครอบครัวของกสิณาได้ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ เธอต้องผ่านการทดสอบในเวทีต่างๆ ก้าวข้ามข้อจำกัดไปได้แล้ว เธอต้องใช้ฝีมือแสดงฝ่าด่านการทดสอบในระดับแนวหน้าไปให้ได้ สิ่งที่เหลือเป็นโอกาสของเธอที่เปิดกว้างและสามารถเลือกทางเดินได้เองอย่างงดงาม
กสิณา อังศวานนท์ เริ่มเรียนที่โรงเรียนจิตรลดา โดยเรียนไวโอลินกับอาจารย์ศิริพงษ์ ทิพย์ธัญ เธอใช้ความสามารถทางไวโอลินเข้าเรียนที่โรงเรียนนานาชาติ (Harrow) ชั้นมัธยมต้นและได้ทุนไปเรียนต่อที่โรงเรียนดนตรีเมนูฮิน (Menuhin School) ซึ่งถือว่าเป็นโรงเรียนไวโอลินชั้นนำของโลกที่ประเทศอังกฤษ ต่อมากสิณาได้ไปเรียนไวโอลินที่มหาวิทยาลัยดนตรีที่เวียนนา ซึ่งเป็นสถาบันที่เธอกำลังศึกษาอยู่ในปัจจุบัน
ส่วน ณัชพล ตั้งตุลานนท์ ก็เป็นนักเปียโนรุ่นใหม่ที่สามารถทำหน้าที่ได้ดีทีเดียว ปัจจุบันณัชพลกำลังศึกษาในระดับปริญญาตรีอยู่ที่สถาบันดนตรีกัลยา
ณิวัฒนา ซึ่งณัชพลเองก็มีประสบการณ์ในการแสดงและผ่านการศึกษาดนตรีในระดับนานาชาติมาแล้ว
เมื่อได้ฟังคนรุ่นใหม่อย่างกสิณา อังศวานนท์ เล่นไวโอลินแล้ว ก็ทำให้เห็นช่องทางว่าเด็กไทยสามารถที่จะไปอยู่ในระดับนานาชาติด้านดนตรีได้อย่างน่าภูมิใจยิ่ง แม้ว่าประเทศไทยยังไม่มีพื้นที่ทางดนตรีมากนัก แต่เมื่อได้เห็นศักยภาพความเป็นเลิศของกสิณาแล้ว ซึ่งเธอจะอยู่ที่ไหนไม่สำคัญ ส่วนประเทศไทยและสังคมไทยนั้นก็ต้องใช้เวลานานหน่อย อาศัยคนรุ่นใหม่เป็นผู้นำทาง เพราะผู้ชมที่นั่งฟังส่วนใหญ่เป็นนักไวโอลินและนักเปียโนรุ่นเยาว์ (8-12 ปี) โดยมีพ่อแม่ผู้ปกครองสนับสนุน ทั้งกสิณา อังศวานนท์ และณัชพล ตั้งตุลานนท์ ได้ทำหน้าที่สร้างแรงบันดาลใจให้แก่เด็กและพ่อแม่อย่างเต็มที่แล้ว สิ่งที่ได้เห็นเป็นของจริง เป็นของดีมีคุณภาพ เด็กได้เห็นการเล่นไวโอลินที่เป็นหุ้นส่วนของชีวิต เมื่อมีฝีมือก็สามารถสั่งให้ไวโอลินทำเสียงอย่างที่ต้องการได้
อีกงานหนึ่ง การพัฒนาสร้างคนดนตรี วันที่ 26-28 ธันวาคม พ.ศ.2565 โรงเรียนสอนดนตรีเอื้อมอารีย์ ได้จัดค่ายดนตรีที่ฮอลิเดย์อินรีสอร์ท หัวหิน มีเยาวชนดนตรีมาเข้าค่าย 80 คน พร้อมกับครอบครัวอีก 170 คน เพื่อพัฒนาให้เด็กได้ฝึกซ้อมและเล่นดนตรีอย่างจริงจัง เตรียมตัวเพื่อรองรับคณะอาจารย์ที่จะมาจากสถาบันดนตรีเมืองไวมาร์ (Weimar) เยอรมนี ในเดือนเมษายนที่จะถึง ก่อนจะไปหัวหินได้เตรียมกันมาแล้ว 10 สัปดาห์
เด็กกลุ่มนี้ได้วางแผนไว้ว่าจะไปเข้าค่ายดนตรีที่โรงเรียนของเมืองไวมาร์ ในเดือนตุลาคม พ.ศ.2566 ด้วย ความพร้อมและการพัฒนาฝีมือเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ได้ทำความเข้าใจให้กับทุกคนว่า “เราไม่ได้ไปขอร้องอะไรใคร แต่เราไปด้วยฝีมือและคุณภาพ” เพราะฝีมือและคุณภาพเท่านั้นที่จะเชื่อมกับใครๆ ได้ทั่วโลก ไม่ต้องเซ็นสัญญาหรือมีเอกสารใดๆ (MOU) ต่อไปนี้ต้องใช้ความสามารถเท่านั้น เมื่อมีความสามารถ “ขั้นเก่งจริง” แล้ว เลือกจะอยู่ที่ไหนในโลกนี้ก็ได้ มีคุณแม่คนหนึ่งพูดว่า “เมื่อสิ้นหวังที่จะพึ่งระบบรัฐราชการ ก็ต้องพึ่งตัวเอง”
การวางแผนและวิธีจัดการเพื่อให้เด็กไทยได้เรียนดนตรีคลาสสิกอย่างจริงจังนั้น เป็นวิธีที่ผู้มีส่วนทุกคนจะต้องทำความเข้าใจให้ตรงกัน ตัวเด็กเองต้องทำงานหนัก ครูดนตรีและพ่อแม่ผู้ปกครองต้องสนับสนุน และในส่วนของโรงเรียนก็ต้องมีความพร้อม ซึ่งการทำงานร่วมกันและทำงานอย่างจริงจังเท่านั้นที่จะทำให้ความสำเร็จเกิดขึ้นได้ ขณะเดียวกันเมื่อได้สัมผัสกับคุณภาพดนตรีแล้ว เสียงดนตรีก็จะผลักดันให้มีชีวิตที่สดใส
แม้บริบทของการศึกษาและสังคมไทยไม่เอื้อต่อการศึกษาและการมีอาชีพดนตรีมากนัก แต่เมื่อโลกได้เปิดกว้างขึ้น เด็กทุกคนก็กำโอกาสไว้ในมือ เงื่อนไขและข้อจำกัดของแต่ละคนก็มีด้วยกันทั้งนั้น ซึ่งเด็กๆ ทุกคนสามารถจะก้าวข้ามเงื่อนไขและข้อจำกัดได้หมด โดยอาศัยคุณภาพและฝีมือ เทวดาอยู่ตรงไหนก็ไม่รู้ แต่เทวดาก็เฝ้าดูเด็กๆ อยู่ เมื่อถึงเวลาเทวดาก็จะลงมาช่วยเด็กที่มีความสามารถและมีศักยภาพความเป็นเลิศทางดนตรี เพราะฝีมือและคุณภาพเป็นทรัพย์สมบัติใหม่ของเด็กๆ วันนี้หมดยุคของทรัพย์สินที่เป็นมรดกตกทอดแล้ว
อีกรายการหนึ่ง การแสดงของชินวัฒน์ เต็มคำขวัญ ในวันที่ 5 มกราคม พ.ศ.2566 ชินวัฒน์เป็นศิลปินกีตาร์คลาสสิกที่อยู่ในระดับนานาชาติ ผ่านการแสดงและผ่านเวทีประกวดดนตรีมากว่า 120 ครั้ง ได้รับรางวัล 100 ครั้ง ไปแข่งขันและได้แสดงในเอเชีย ยุโรป อเมริกา ได้รับรางวัลชนะเลิศที่ไต้หวัน (Taiwan International Guitar Competition 2016) รางวัลชนะเลิศที่เยอรมนี (Hannabach International Guitar Competition 2021) ได้รางวัลชนะเลิศที่บอสตัน (Boston International Guitar Competition 2022) สหรัฐอเมริกา
ชินวัฒน์ เต็มคำขวัญ เรียนกีตาร์คลาสสิกที่วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ชั้นเตรียมอุดมดนตรีและปริญญาตรี ได้เรียนกีตาร์กับอาจารย์นลิน โกเมนตระการ ดร.พอล ซีซาร์เช็ค (Dr. Paul Cesarczyk) ดร.รัฐนัย บำเพ็ญอยู่
ชินวัฒน์ได้รับรางวัลยอดเยี่ยมด้วยคะแนนสูงสุด ได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง ไปศึกษาระดับปริญญาโทและประกาศนียบัตรศิลปินที่มหาวิทยาลัยโมสาร์ต
(Mozarteum) ซาลซ์บูร์ก ประเทศออสเตรีย ได้เรียนกับอาจารย์กีตาร์ชั้นนำ (Marco Tamayo และ Eliot Fisk)
ชินวัฒน์ เต็มคำขวัญ มีลีลาการเล่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่เต็มเปี่ยมไปด้วยสีสันและจินตนาการ ทำให้เขาได้มีโอกาสอยู่ในเวทีการแสดงคอนเสิร์ตได้มาก การแสดงดนตรีของเขามีทั้งการแสดงเดี่ยว การเล่นรวมวง และการบรรเลงทุกรูปแบบที่มีกีตาร์คลาสสิกเป็นส่วนประกอบ ชินวัฒน์ได้มีโอกาสเดินทางไปแสดงยังเทศกาลดนตรีที่จัดขึ้นอยู่ทั่วโลกในฐานะศิลปิน
ปัจจุบัน ชินวัฒน์ เต็มคำขวัญ เป็นศิลปินกีตาร์คลาสสิก อาจารย์สอนกีตาร์คลาสสิก นักเขียนบทความเกี่ยวกับกีตาร์คลาสสิก รวมทั้งได้เป็นศิลปินอย่างเป็นทางการของบริษัททำกีตาร์ (Hannabach) หนึ่งในบริษัททำสายกีตาร์คลาสสิกที่ดีที่สุดของโลก ในประเทศเยอรมนี
จากตัวอย่าง 3 รายการ ทำให้เห็นฝีมือนักดนตรีคนรุ่นใหม่ที่เก่งมีมากขึ้น แม้จะเป็นจำนวนน้อย แต่ก็ยังมีโอกาส เพราะโลกได้เปิดกว้างออกแล้ว เด็กที่ได้โอกาสก็ต้องมีความพร้อมส่วนตัวสูงและมีจิตใจที่มุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว กระหายความสำเร็จ เมื่อรู้ตัวว่าอยู่ในประเทศที่ด้อยโอกาสทางดนตรี พ่อแม่ต้องแสวงหาครูดนตรีเอง ต้องจัดการและลงทุนเอง โดยที่ยังมองไม่เห็นอนาคตว่าอาชีพดนตรีของลูกจะอยู่ต่อไปได้อย่างไร
เด็กไทยที่เก่งดนตรีในระดับนานาชาตินั้นมีจำนวนมากขึ้น ต้องอึดและอดทนมาก เพราะต้องพบกับแรงกดดันรอบตัวอยู่ตลอดเวลา กระทั่งถึงจุดที่มีคุณภาพฝีมือติดลมบนแล้ว เด็กจึงจะพบว่า ลมบนที่อยู่เหนือก้อนเมฆนั้น มีความเท่าเทียมกัน และไม่ได้อยู่กับภาวะแรงกดดันอีกต่อไป ซึ่งขึ้นอยู่กับฝีมือ คุณภาพ และบุคลิกภาพ
เด็กไทยที่ยังอยู่กับสิ่งแวดล้อมแบบวิถีไทยๆ ถูกหล่อหลอมให้ “เก่งเพื่ออวด เรียนรู้เพื่อเอาเปรียบ” ซึ่งก็ไม่มีทางเลือก เป็นวิถีชีวิตที่สืบเนื่องมายาวนาน ครูดนตรีรุ่นใหม่จำเป็นต้องสร้างเด็กไทยให้มีวิถีชีวิตแบบใหม่ เรียนรู้ดนตรีเพื่อพัฒนาให้เก่งและให้รู้จักแบ่งปัน ซึ่งเป็นมิติของโลกใหม่
ส่วนวิถีราชการและรัฐไทยไม่สามารถเป็นที่พึ่งเรื่องรสนิยมและคุณภาพชีวิตได้ ซึ่งนักการเมืองไทยนั้นได้พัฒนาเป็นธุรกิจการเมือง “บริษัทการเมืองจำกัด” มุ่งหาแต่ผลประโยชน์ที่ไม่มีรสนิยมและล้าหลัง ประชาชนก็ต้องศึกษาและพึ่งตัวเองต่อไป อย่างน้อยก็ได้เรียนรู้ว่า พึ่งส่วนราชการและพึ่งฝ่ายการเมืองไม่ได้ แม้ว่าดนตรีจะเป็นพลังมวลเบา (Soft Power) ที่สำคัญสำหรับชีวิตและสังคมทั่วโลกก็ตาม
สวัสดีปีใหม่ 2566 ครับ

