ปฏิเสธได้ยากว่า ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมานี้ โลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างเหลือเชื่อ เกิดทั้งหายนะทางสภาพอากาศที่ค่อยๆ คืบคลานเข้ามาทุกขณะ
น้ำแข็งขั้วโลกละลาย ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์พุ่ง ฝุ่นพิษปกคลุมเมือง มีแต่นับถอยหลังรอวัน สภาพอากาศที่รุนแรงสุดขั้ว
ขณะที่สงครามมหาอำนาจยังเดินหน้า มวลมนุษยชาติใกล้เข้าสู่วิกฤตด้านพลังงานและอาหาร ส่วนเศรษฐกิจ เริ่มพังให้เห็นแล้วในหลายประเทศ
ในภาพย่อยของสังคมและบุคคลแบบปัจเจก ก็เริ่มมีแนวคิด ทัศนคติ ที่พลิกผันจากหน้ามือเป็นหลังมือ จากกระแสสังคม ทักษะอาชีพที่เรียกได้ว่าเคยเป็นงานนอกกระแส กลับบูมอย่างคาดไม่ถึง ไม่ว่าจะเป็น ไรเดอร์
ส่งอาหาร, อัดคลิปลง TikTok, ขายของออนไลน์, เล่นหุ้น, เขียนนิยายออนไลน์ ฯลฯ
ปีใหม่นี้หลายคนตั้งเป้า New Years Resolution เปลี่ยนชีวิต เปลี่ยนที่ทาง เปลี่ยนการงาน เปลี่ยนคนแวดล้อม เปลี่ยนสังคมใหม่ ในขณะที่คนจำนวนมากยังคงเกาะตำแหน่งเหนียวแน่นไม่ไปไหน ผูกอยู่กับค่าตอบแทนเท่าเดิม ชีวิตแบบเดิม ทว่า ต้องทนกับปัจจัยทางเศรษฐกิจที่แย่ลงเรื่อยๆ
ท่ามกลางสถานการณ์เช่นนี้ มีทั้งผู้ที่ประสบความสำเร็จกับการใช้ชีวิตอย่างมาก คนที่แค่พออยู่พอประทัง หาเช้ากินค่ำ ไปจนถึงด้านกลับ คือคนที่ไม่ได้รับผลตอบแทนเป็นชิ้นเป็นอันจากการพยายามเอาชีวิตรอดในโลกยุคใหม่นี้ บ้างก็กำลังเอาตัวรอดไปในแต่ละวันอย่างยากลำบากเจียนตาย ด้วยต้นทุนชีวิตติดลบไปเรื่อยๆ
อะไรคือความแตกต่างระหว่างคนแต่ละประเภท คนทั้ง 3 รูปแบบที่กล่าวไปข้างต้น ต่างกันเพราะมีเรื่องดวงเข้ามาเกี่ยว ? พื้นฐานการเงินต่าง หรือเพราะอะไร ที่ทำให้แต่ละคนมีระดับความสำเร็จที่ต่างกันไป มีหลายปัจจัย ไม่มีคำตอบตายตัว
แต่ที่แน่ๆ ในโลกยุคใหม่นี้ ใช้ชีวิตยากขึ้น รวดเร็วจนผู้คนปรับตัวไม่ทัน หรือเราอาจยังขาดสิ่งสำคัญ อย่างทักษะใหม่ๆ
การมี ‘Soft Skills’ ทักษะด้านอารมณ์ ความคิด วุฒิภาวะ การจัดการปัญหา ก็ถือเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งเช่นกัน ข้อมูลน่าสนใจในงานวิจัยจากความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด, มูลนิธิคาร์เนกี และศูนย์วิจัยสแตนฟอร์ด ชี้ว่า 85% ของการทำงานที่มีประสิทธิภาพ เกิดจากการมี Soft Skills ที่ดี โดยหากขาด Soft Skills ไป จะทำให้มาตรฐานการทำงาน หรือประสิทธิภาพในการผลิตนวัตกรรมใหม่ๆ ลดลง ทั้งยังส่งผลกระทบต่อการผลิตบุคลากรใหม่ๆ ในวงกว้างอีกด้วย
เมื่อไม่นานมานี้ มีการจัดงาน SOFT SKILLS BOOTCAMP ครั้งที่ 1 ‘Work Life Enhance’ แลกเปลี่ยนมุมมองเรื่องสกิลที่หายไป (The Lost Skills) โดย นภดล ร่มโพธิ์ อาจารย์ประจำคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เขียนหนังสือ The Lost Skills พาสำรวจทักษะชีวิตที่ใครหลายคนอาจหลงลืม หรือทำหล่นหายไป ซึ่งอาจจะเป็นกุญแจสำคัญที่จะไขประตูสู่การอยู่รอด หรือไม่ก็อาจจะได้เป็นอีกคนที่ประสบความสำเร็จในโลกยุคใหม่ อันเต็มไปด้วยความท้าทาย
เรียนไม่รู้จบ ซึมซับเรื่องราวใหม่ๆ
ท่ามกลาง Soft Skills นับพันที่ล่องลอยอยู่ตามโลกอินเตอร์เน็ตและหนังสือคู่มือพัฒนาตัวเอง ทักษะแรกที่
นภดล เลือกจะแนะนำ กลับเป็นเรื่องเบสิก ไม่ต้องมีชื่อจำยากหวือหวาอย่าง ทักษะการเรียนรู้ โดยได้ให้เหตุผลว่าในยุคสมัยที่ทุกอย่างเปลี่ยนไปเร็วเกินกว่าใครจะคาดคิด เรื่องที่เราเคยสอนเคยเรียนกันในคลาสทุกวันนี้ ปีหน้าอาจล้าสมัยไปเสียแล้ว
ฉะนั้น ทักษะที่จะซึมซับเรื่องราวใหม่ๆ เข้ามาเติมเต็มสมองอยู่ตลอดเวลาจึงสำคัญ โดยการฝึกตัวเองให้รักการเรียนรู้
‘หัวใจสำคัญ คือการที่เราต้องรู้ว่า เรียนไปแล้วได้อะไร ความรู้ชุดนี้ใช้ประโยชน์ได้จริงไหม เพื่อทำให้การเรียนอะไรสักอย่าง มีความหมายและได้ผลจริง’
‘เลือกโฟกัส’ แค่บางอย่าง
ยากที่จะเก่งทุกเรื่องในเวลาเดียวกัน
ในโลกนี้มีความรู้อยู่มากมายหลายศาสตร์ ซึ่งคนจำนวนไม่น้อยคิดว่าการได้มีความรู้ติดหัวไว้ยิ่งมากยิ่งดี ดังคำกล่าว Why Choose? When You Can Have Them All อยากเก่ง อยากได้ความรู้อะไรก็เลือกชอปปิ้งแบบบุฟเฟต์จาก Google ไปเลยสิ
แต่ในความเป็นจริง ระดับความจำและศักยภาพในการทำความเข้าใจของมนุษย์ก็มีจำกัด
อาจารย์ มธ.บอกว่า หากเทียบกับองค์ความรู้ทั้งหมดที่มีอยู่รอบตัวในตอนนี้ เราจึงต้องมีอีกสิ่ง คือ ทักษะการเลือก เพื่อคัดกรองสิ่งที่ควรต้องเรียน และนำมาจัดลำดับความสำคัญเพื่อไม่ให้ตัวเอง Overload แบกอะไรในหัวหนักจนเกินไป จะดีกว่า
เชื่อมั่นในตัวเอง หมั่นสร้างทักษะที่ไม่มีใครแทนได้
ยุคนี้เป็นยุคที่น่ากลัวสำหรับคนเก่ง เพราะไม่ว่าทักษะใดก็มีวี่แววว่าจะโดนปัญญาประดิษฐ์ (AI) กับหุ่นยนต์เข้ามาแย่งงานได้ทุกเมื่อเชื่อวัน ทั้งงานสายบัญชี, พิสูจน์อักษร, งานออกแบบ ไปจนถึงงานสายความคิดสร้างสรรค์อย่าง Creative Content ที่ประกาศเชิญชวนสมัครงาน มักโผล่มาให้เห็นตามแพลตฟอร์มออนไลน์ของเด็กจบใหม่ หรือนักเขียนบทความ ก็มีข่าวว่ามีเอไอที่สามารถผลิตผลงานลักษณะนี้แทนมนุษย์ได้เช่นกัน ดังนั้น การรับมือที่ดีที่สุด จึงเป็นการ Up-Skill & Re-Skill เพิ่มทักษะใหม่ๆ อยู่เสมอ เพื่อสร้าง ทักษะที่ไม่มีใครมาแทนได้ ให้เกิดขึ้นในตนเอง
จากที่กล่าวมาทั้งหมด อาจไม่สามารถเกิดขึ้นจริงได้เลย หากคนเราขาดความเชื่อที่ว่า ตนนั้น เรียนรู้และฝึกฝนได้ ซึ่งนี่ก็ถือเป็นอีกหนึ่งทักษะสำคัญเช่นกัน นภดลให้แง่คิดทิ้งท้าย
ทั้งยังยอมรับว่า ส่วนตัวก็เคยนิยามตัวเองว่าเป็นคน Introvert คนหนึ่ง คือไม่ชอบที่จะพูดต่อหน้าคนเยอะๆ ไม่ได้กล้าแสดงออก แต่ก็พัฒนาตัวเองจนกลายมาเป็นอาจารย์ และนักจัดพอดแคสต์ในทุกวันนี้ได้ ด้วยความรู้สึกที่อยากจะแบ่งปันความรู้และเรื่องราวดีๆ ที่ตัวเองได้พบเจอมาให้กับคนอื่น
สิ่งที่ นภดล อยากบอกคือ อะไรก็ตามที่เราเคยไม่เก่ง ไม่เคยทำได้มาก่อน หากได้ลองเปิดโอกาสเพื่อฝึกฝนตนเองดู ก็อาจพัฒนาจนกลายเป็นทักษะที่มีประโยชน์ต่อตัวเองและโลกใบนี้ได้เช่นกัน

