‘ทัวร์ศูนย์เหรียญ’ และเสียง’ตบยุง’

28.11.16 | 22:08 น.

ปลายปีถือเป็นไฮซีซั่นของการท่องเที่ยว เป็นช่วงที่คึกคักที่สุด ยาวนานต่อเนื่องนับจากเดือนตุลาคมยาวไปจนถึงเมษายน

แต่ปีนี้เงียบเหงานัก ส่วนหนึ่งเป็นผลกระทบจากมาตรการจัดระเบียบ “ทัวร์ศูนย์เหรียญ”

ไม่เพียงบริษัทนำเที่ยวรายย่อยที่ถูกกฎหมายต้องนั่งตบยุง แต่การหายไปของนักท่องเที่ยวจีนยังส่งผลถึงร้านค้า ร้านอาหาร รีสอร์ต โรงแรม แม้กระทั่งพ่อค้าน้ำมะพร้าวในพื้นที่ท่องเที่ยว

“วันนี้น้ำมะพร้าวที่เคยขายให้กับนักท่องเที่ยวจีนลูกละร้อยกว่าบาท ขายเหลือสิบบาทก็ยังหาคนซื้อยาก เพราะนักท่องเที่ยวหายไป”

เป็นภาพสะท้อนถึงภาวะยากลำบากของพ่อค้าแม่ขาย ตลอดจนเอสเอ็มอีรายย่อยที่เกี่ยวเนื่องกับตลาดท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี

Advertisement

การท่องเที่ยว-เครื่องยนต์สุดท้ายซึ่งเป็นที่พึ่งของเศรษฐกิจไทย ทำท่าจะดับเอาดื้อๆ เมื่อเจอพิษของการจัดระเบียบการท่องเที่ยวผิดกฎหมายที่เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายใยแมงมุม จากบริษัทต้นทางถึงปลายทาง ไม่เพียงแค่ที่จังหวัดภูเก็ต ยังโยงมาที่กรุงเทพฯ ไปถึงเชียงใหม่

ทำไมร้านค้า ร้านอาหาร แม้กระทั่งเกสต์เฮาส์บางแห่งในกรุงเทพฯ จึงปฏิเสธที่จะต้อนรับคนไทย

นั่นเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น…

…ส่วนหนึ่งของวงการท่องเที่ยวที่ไม่ได้อยู่ในระบบซึ่งมูลค่านับหมื่นๆ ล้านบาท

“แตะลงไปตรงไหนก็เจอปัญหา เพราะเป็นเรื่องที่สะสมกันมานาน และมีการเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย”

กระทั่งภาครัฐต้องออกมาตรการดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ ด้วยการยกเว้นค่าธรรมเนียมการตรวจลงตราที่สถานทูตหรือสถานกงสุลไทย

ความซับซ้อนของปัญหาทัวร์จีนผิดกฎหมาย ที่ลุกลามบานปลายกระทั่งส่งผลกระทบในวงกว้างที่ว่า ผู้หนึ่งที่แจกแจงเรื่องราวได้อย่างเห็นภาพชัด ชาตรี ตั้งเธียรกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เวิลด์ แพลนเน็ต อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ผู้ให้บริการจัดทัวร์อบรมสัมมนาทั้งในประเทศและต่างประเทศ

แม้ไม่ได้จับกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนกลุ่มนี้ แต่ต้องยอมรับว่าได้รับผลกระทบจากมาตรการนี้เช่นกัน ความที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการการท่องเที่ยวมากว่า 20 ปี ชาตรีฉายภาพที่มาของ “ทัวร์ศูนย์เหรียญ” ให้ฟังได้อย่างน่าสนใจยิ่ง…

จุดเริ่มต้นของ’ทัวร์ศูนย์เหรียญ’?

คำว่า “ศูนย์เหรียญ” เกิดขึ้นเมื่อ 15-16 ปีที่แล้ว ที่นักท่องเที่ยวจีนเข้ามาเป็นจำนวนมากจนรับไม่ไหว มัคคุเทศก์ไม่เพียงพอ จึงเกิด “ไกด์เถื่อน” คือคนจีนที่พานักท่องเที่ยวมาเอง เป็นไกด์เอง จนเกิดความไม่พอใจในกลุ่มมัคคุเทศก์ ที่พาเข้าไปเที่ยวในพระบรมมหาราชวัง เพราะไกด์จีนบรรยายให้ข้อมูลผิดเสียเป็นส่วนใหญ่ ทำให้ประเทศชาติเสียหาย จึงเริ่มมีการเรียกร้องให้ภาครัฐจัดระเบียบ

ปัญหาเมื่อแรกๆ ถือว่ายังน้อย แต่ไปๆ มาๆ นักท่องเที่ยวจีนเข้ามาปีละเป็นล้านคน รับไม่ไหว เกิดไกด์ “ซิทอิน” หมายความว่า มีบัตรแต่พูดภาษานั้นไม่ได้ เอาไว้ป้องกันการสุ่มตรวจ

แต่พอนักท่องเที่ยวมามากๆ ขึ้น อย่างทุกวันนี้มีนักท่องเที่ยวจีนเข้ามาปีละ 10 ล้านคน มีคนจีนมาเปิดบริษัทท่องเที่ยวมากขึ้น โดยอาศัยคนไทยบังหน้าบางส่วนเข้ามาทำเองเต็มรูปแบบ คือขายทัวร์จากเมืองจีนเอง มารับนักท่องเที่ยวที่เมืองไทยเอง มาเปิดร้านอาหาร ร้านช้อปปิ้งเอง

เป็นที่มาของการที่ทำไมร้านค้าในภูเก็ต ในกรุงเทพฯ คนไทยเข้าไปซื้อของไม่ได้ เพราะเป็นการเปิดจัดฉากรับเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน มาเช่าเหมารถทั้งเดือน มีกำลังการต่อรองสูง รีสอร์ตหลายแห่งในเชียงใหม่ ใช้วิธีเช่าทั้งเดือน ในความจริงคือเหมาทั้งรีสอร์ต ซึ่งคนไทยไม่ได้อะไร

ความเสียหายเริ่มต้นขึ้นตรงไหน?

ถ้าเป็นเมื่อก่อนคนจีนเข้ามาใช้เงินทุกสิ่งอย่าง กินเที่ยว โดยมีรายได้ที่จะกลับคืนมา จากเดิมต้องจ้างไกด์พาทัวร์วันละ 2,000-3,000 บาท บริษัททัวร์เริ่มเห็นแล้วว่ามีรายได้มากกว่านั้น จึงตั้งเงื่อนไขถ้าจะรับพาทัวร์ ต้อง “ซื้อหัว” แล้วไปขูดรีดนักท่องเที่ยวคืนเอง เราจึงได้ยินข่าวอยู่เสมอว่านักท่องเที่ยวถูกปล่อยอยู่ที่นั่นที่นี่ เพราะเขาไม่ซื้อ ไม่ทำยอดให้กลับคืนมาจากการซื้อหัว

ยิ่งถ้าทำต่อไป ต้องพาไปลงร้าน จึงจะได้รถบัสมาใช้ฟรี มัคคุเทศก์ต้องจ่ายค่าโรงแรม จ่ายค่าอาหารให้นักท่องเที่ยว เหมือนซื้อหัวไปทำทัวร์แล้วไปเอาคืนจากการเบียดเบียนทุกสิ่งอย่าง นี่คือ “ศูนย์เหรียญ”

มากไปกว่านั้นคือ ทัวร์ “คิกแบ๊ก” หรือเคบี คือ ไม่ได้ซื้อหัวอย่างเดียว จากที่ต้องรับเองแล้วไปหวังน้ำบ่อหน้า คราวนี้ต้องเอาไปคืนบริษัทที่ซื้อหัวมา หัวละ 5,000-10,000 บาท เหตุการณ์มันเริ่มจากกระบวนการตรงนี้จากการทำผิดเรื่องคุณธรรมจริยธรรมทางด้านการท่องเที่ยว นำมาซึ่งการจัดระบบ เมื่อ 7-8 ปีที่แล้ว

คนจีนมาเที่ยวประเทศไทยไม่ผิด แต่ผิดที่ระบบที่มันบิดเบี้ยว คือพอเจอทัวร์เคบีไป ทางจีนก็ไล่จับ ทางไทยก็ไล่จับ เพียงแต่มันจับไม่หมด จึงเกิด “มาเฟีย” มีการผูกกันขึ้นมาในระบบ กลายเป็นว่าหลังๆ มีคนจีนเข้ามาและจดทะเบียนถูกต้องแบบไทย แต่รายได้ไม่ตกถึงคนไทย

จะได้แค่ค่าบริการเล็กๆ น้อยๆ ค่ายกกระเป๋า ค่าเสิร์ฟอาหาร ฯลฯ เพราะแม้แต่ร้านอาหารก็มาเปิดกันเอง คนไทยเข้าไปกินไม่ได้ แต่ใช้เวทีของไทย

ล่าสุด นักท่องเที่ยวจีนไปร้องเรียนทางการจีน ทางการจีนก็ร้องเรียนการท่องเที่ยวไทย เข้าไปจับบริษัทแห่งหนึ่งในจังหวัดภูเก็ต ไปตรวจและพบว่ามีการสวมบัตรประชาชน เชื่อมโยงไปอีก 200-300 บริษัท จึงเป็นภาพใหญ่ เพราะมันเชื่อมมาที่กรุงเทพฯด้วย เชียงใหม่ก็มี มีการหมุนเงิน ฟอกเงิน กลายเป็นว่าพอขยายภาพแล้ว ข้างในมันเน่า

ทรรศนะในฐานะคนที่คร่ำหวอดในวงการท่องเที่ยว?

ผมมองว่าถ้าเป็นเรื่องของการทำผิดกฎหมายไทย ไม่ว่าจะเปิดบริษัทแอบอ้าง หรือเป็นกลุ่มธุรกิจอะไรก็แล้วแต่ กฎหมายไทยเราเล่นงานได้ แต่การไปไล่จับบริษัทที่อาจจะทำถูกหรือผิดก็ตาม แล้วอายัดไว้ก่อน มันเป็นภาพความเสียหายของการท่องเที่ยว ถ้าเขามีความผิดเกี่ยวกับการเสียภาษี ควรจับเขาเรื่องภาษี เพราะอย่าลืมว่าเขามีเด็กรถ มีแม่บ้าน ฯลฯ บางบริษัทมีหลายร้อยคน บางบริษัทเป็นพันคน

ถ้าบอกว่า เราต้องยอมเสียอวัยวะเพื่อรักษาชีวิต จริงๆ แล้วเรารักษาชีวิตทั้งหมดไว้ได้ เพียงแต่เราต้องเข้าไปตรวจสอบ ถ้าเขาผิดก็เรียกมาชี้แจง ค้าขายแบบนี้ทอนคอมมิสชั่น 30-40% ได้อย่างไร จริงๆ แล้วกำไรเท่าไร สรรพากรตรวจสอบได้ หรือแม้แต่ฟอกเงินครึ่งนึง ฟอกไปไหน

ปัจจุบันต้องบอกว่าทัวร์ศูนย์เหรียญไม่มีแล้ว ทุกคนมีความพยายามจะให้เข้ามาอยู่ในระบบ แม้การแข่งขันจะเกิดขึ้นก็ไม่เป็นไร เพราะถ้าบริการไม่ดี ก็เสียชื่อเสียงเองอยู่ดี แต่มันกลับมาเป็นทัวร์แฟร์ แต่เป็นทัวร์แฟร์ถูก นอนโรงแรม 3 ดาว กินอาหารอาจจะไม่ได้กินซีฟู้ด ฯลฯ

แต่พอจับจากข้างบน มันสะเทือนทั้งวงการ ซึ่งนักท่องเที่ยวไม่ใช่ไม่อยากมา แต่ทางโน้นไม่ทำ แต่ทำไปเวียดนาม สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย

ผลกระทบในขณะนี้?

ตอนนี้นักท่องเที่ยวหายไปหลายแสนคน ความเสียหายอาจจะยังน้อย แต่มันค่อยๆ ลึกลงไปเรื่อยๆ อย่างตัวเลขนักท่องเที่ยวในเดือนธันวาคม สามารถดูได้ เอาแค่จำนวนจองที่พักโรงแรมก็ได้ที่คอนเฟิร์มและชำระเงินแล้ว ไม่มีบริษัททัวร์ไหนกล้าจ่ายตังค์ เพราะไม่มั่นใจ

ถ้าอยู่ในระบบทุกสิ่ง ผมมองว่ากลับเป็นการส่งเสริมและสร้างภาพลักษณ์การท่องเที่ยวที่ดี คนจีนชอบมาเมืองไทย เพราะคนไทยใจดี ชอบช่วยเหลือ มีรอยยิ้ม บริการดี ใจเย็น เพียงแต่เขาอาจจะเสียงดัง บางทีเขาก็ต่อว่ากันเองก็มีว่าทำไมไม่เข้าแถว

มาตรการของรัฐไทยตอนนี้มาถูกทาง?

ถูกครึ่งหนึ่ง คือรัฐทำถูก แต่กระบวนการไม่ได้ดำเนินไปควบคู่กัน ไล่จับมัคคุเทศก์เถื่อน แต่ไม่มีมาตรการเข้าไปรองรับ ทำให้มัคคุเทศก์ที่ถูกกฎหมายโดนไปด้วย ตอนนี้มัคคุเทศก์ตลาดจีนหลายร้อยคนอยู่ในภาวะตกงาน ถ้าทางจีนไม่ส่งนักท่องเที่ยวมา เราทำอะไรไม่ได้เลย เพราะกลัวว่าจะโดนจับอีก

จริงมั้ยที่ว่านักท่องเที่ยวจีนยุคใหม่มีไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไป?

มีบางส่วน นักท่องเที่ยวจีนก็มีหลายกลุ่มเหมือนนักท่องเที่ยวไทยที่บางกลุ่มอายุ 30-40 ปี มีความมั่นใจ พูดภาษาอังกฤษได้ แต่ก็ยังมีบางส่วนที่ต้องมาเป็น

กลุ่ม เราต้องอย่ามองว่ามันปรับเปลี่ยนไปหมดแล้ว เรายังไม่สามารถเอาคนจีน 1,300 ล้านคนมาเที่ยวเมืองไทย แค่ 10% ยังเอามาไม่ได้

นักท่องเที่ยวจีนที่มาเป็นครั้งแรกก็มี เช่น ที่มาตามรอยภาพยนตร์ถึงเชียงใหม่ เชียงราย อย่างที่ อ.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ พูดก็ถูกว่าเราต้องปรับตัวเองเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว

การใช้ป้ายประชาสัมพันธ์เป็นภาษาจีนมากขึ้น จะช่วยลดการใช้ไกด์เถื่อน?

ต้องยอมรับว่าบางจุดบางทีคนไทยก็พูดภาษาจีนไม่ได้ ถ้าเรามีป้ายประชาสัมพันธ์เป็นภาษาจีนก็น่าจะช่วยได้ส่วนหนึ่ง ปัจจุบันภาพลักษณ์ของคนไทยเหมือนหลอกลวง แต่จริงๆ แล้วเป็นคนของเขาที่หลอกลวงกันเอง แต่ใช้เวทีไทย มันจะช่วยได้อีกมาก ถ้าเรามีการประชาสัมพันธ์เพิ่มขึ้น อาจจะตั้งแต่บนเครื่องบินเลยก็ได้ ว่าการท่องเที่ยวที่ถูกต้องควรทำอย่างไร จะช่วยเขาได้เยอะมาก

การให้ความรู้กับตลาดเป็นอีกสิ่งที่ทำได้ ให้ความรู้ว่ามาเมืองไทยควรกินอะไร นอนอย่างไร เที่ยวอย่างไร เอาของดีไปขายโดยสอดแทรกในภาพยนตร์ เช่น เดินทางด้วยรถลิมูซีน ซึ่งนอกจากความสะดวก ปลอดภัย ยังมีใบเสร็จรับเงินสามารถนำไปคืนภาษีได้อีก ฯลฯ ถ้าเราเสนอขายของดี แล้วตลาดจะเรียกร้องเอง

ต้องมีมาตรการอย่างไรกับบริษัททัวร์?

ต้องมีมาตรการในทุกเรื่อง จริงๆ กฎหมายเราไม่ได้อ่อนนะครับ แต่อยู่ที่การบังคับใช้ อย่าเอาแต่ผลประโยชน์ส่วนตัว ซึ่งมีในทุกวงการ รวมทั้งวงการท่องเที่ยวด้วย คือจับตรงไหนตรงนั้นมีแผลหมด ซึ่งต้องทำทั้งระบบ ฉะนั้น วงการท่องเที่ยวมันไม่ใช่แค่คุณธรรมจริยธรรมอย่างเดียว แต่ต้องมีจิตสำนึกด้วย

ในฐานะที่เราทำบริษัททัวร์เหมือนกัน เมื่อนักท่องเที่ยวจีนหายไปต้องปรับทำอย่างไร?

ผมมองที่ปลายทาง ซัพพลายเออร์ทั้งหลายไม่ว่าโรงแรม มัคคุเทศก์ที่งานตก งานหายไป ทำอะไรไม่ได้มาก อย่าลืมว่าการท่องเที่ยวไทยเราอาศัยพึ่งพาจีน มีคำพูดว่า ถ้านักท่องเที่ยวจีนไม่มา เราเจ๊งเลย ตอนนี้กำลังจะเป็นอย่างนั้นมั้ย เพราะก่อนหน้านี้รัสเซียมามาก พอรัสเซียมีปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ หายไป 70-80% จังหวะที่รัสเซียลง จีนขึ้นเสริมกันพอดี และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนขึ้นมาเป็นอันดับ 1

แต่ตอนนี้เรายังหาตลาดใหม่ไม่ได้เลย คนที่จะตายคือผู้ประกอบการโรงแรม ร้านค้าที่เป็นท้องถิ่น บรรดาเอสเอ็มอี เรือเช่า รถเช่า เพราะนักท่องเที่ยวหายก็ต้องแก้กันเองก่อน อย่ารอภาครัฐ เพราะมันเกิดทั้งประเทศรัฐช่วยไม่ทัน

ส่วนสิ่งที่รัฐต้องทำอะไร คือต้องทำให้มันกลับมาอยู่ในระบบ รวมทั้งคนไทยต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตาสอดส่องแล้วประณาม ถือเป็นความผิดต่อแผ่นดิน แล้วสถานการณ์จะพลิกกลับขึ้นมาได้