อมตะสยาม โดยวงไทยซิมโฟนีออร์เคสตรา แสดงที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

15.01.23 | 11:06 น.
อมตะสยาม โดยวงไทยซิมโฟนีออร์เคสตรา แสดงที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

อมตะสยาม โดยวงไทยซิมโฟนีออร์เคสตรา
แสดงที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

วันพุธที่ 18 มกราคม พ.ศ.2566 ระหว่างเวลา 18.00-19.30 น. วงไทยซิมโฟนีออร์เคสตรา แสดงที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย โดยนำบทเพลงสำคัญๆ ของชาติ บทเพลงสำคัญสำหรับกีตาร์คลาสสิก มีนักดนตรีคนสำคัญในปัจจุบัน มาร่วมแสดงในครั้งนี้

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ให้ทุนสนับสนุนการวิจัยดนตรีของท้องถิ่นในพื้นที่ต่างๆ 7 พื้นที่ด้วยกัน ตั้งแต่พื้นที่ปัตตานี ศรีวิชัย สุพรรณภูมิ เขมร ลาว ผู้ไท ล้านนา ระหว่างปี พ.ศ.2564-2565 เมื่อได้ลงพื้นที่ภาคสนามค้นหาเพลงในท้องถิ่น ขณะเดียวกันได้สำรวจพื้นที่เพื่อจะนำวงไทยซิมโฟนีออร์เคสตราออกไปแสดงด้วย ทั้งนี้ ยังมีคณะทำงานจากสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสตามไปถ่ายทำรายการเพื่อนำไปออกอากาศให้ผู้ชมทั่วประเทศได้รับชมด้วย จึงมีผู้คนที่เกี่ยวข้องอยู่มาก ในการสำรวจทุกพื้นที่จึงต้องหารือกับผู้เกี่ยวข้องทั้งฝ่ายปกครอง งานบริการ และงานสาธารณสุข ซึ่งเป็นช่วงเวลาของโรคระบาดโควิด

ได้เลือกแสดงที่วัดพระราม อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ร้านอาหารเรือนไม้ จังหวัดกระบี่ การบันทึกเสียงที่ห้องบันทึกเสียงสตูดิโอ 28 เพื่อออกโทรทัศน์แทนในเวลาที่โรคโควิดระบาดหนัก แสดงที่ปราสาทหินพนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ศูนย์การศึกษานอกที่ตั้ง จังหวัดลำปาง วัดเจดีย์หลวง จังหวัดเชียงใหม่ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย วัดป่าสัก เมืองเชียงแสน จังหวัดเชียงราย อาสนวิหารอัครเทวดามีคาแอล ท่าแร่ จังหวัดสกลนคร วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช และวัดใหญ่สุวรรณาราม จังหวัดเพชรบุรี รวม 11 ครั้ง

การนำวงไทยซิมโฟนีออร์เคสตราออกไปแสดงในช่วงเวลาที่โรคโควิดระบาดหนัก ทั้งจำนวนผู้ป่วยสูง จำนวนผู้เสียชีวิตมากจนน่ากลัว การเข้าถึงวิธีรักษาพยาบาลยาก การฉีดวัคซีนป้องกันก็ลำบาก มีวัคซีนน้อยต้องวิ่งเต้นหา แต่การทำงานของโครงการวิจัยก็ต้องดำเนินการต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ หยุดไม่ได้ ต้องต่อสู้กับโรคระบาด ต่อสู้กับการทำงานให้สำเร็จ ต้องหาวัคซีนมาฉีดให้แก่นักดนตรีและคนทำงาน ที่สำคัญคือชีวิตทุกๆ ชีวิตจะต้องดำเนินกันต่อไป ที่เหลือก็ต้องอยู่กับมันให้ได้ จึงต้องปลุกขวัญกำลังใจของคณะทำงานทุกคนให้สู้กับชีวิตที่เผชิญอยู่

Advertisement

“ชัยชนะและความสำเร็จไม่ได้มาเพราะความสามารถและฝีมือเท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับขนาดของหัวใจ”

ในการทำงานวิจัยครั้งนี้ ได้เปลี่ยนปรัชญาเพลงคลาสสิก เปลี่ยนวิธีคิดวิถีชีวิตของนักดนตรี เปลี่ยนวิธีการแสดงดนตรีคลาสสิก เปลี่ยนการนำเสนออาชีพนักดนตรี และยังได้เปลี่ยนพื้นที่แสดงดนตรีคลาสสิกด้วย

กรณีความหมายของเพลงคลาสสิก ที่หมายถึงเพลงคลาสสิกเป็นเพลงของฝรั่งยุโรปตะวันตกเท่านั้น เมื่อนำเพลงพื้นบ้านและเพลงไทยมาเรียบเรียงให้เป็นเพลงคลาสสิกแล้วนำไปเล่นให้ชาวบ้านฟัง นักดนตรีเองก็ไม่ถนัดที่จะเล่นเพลงไทยหรือเพลงพื้นบ้านไทย เพราะคุ้นเคยกับเพลงคลาสสิกของยุโรป (บาค โมสาร์ต
เบโธเฟน) แถมยังออกไปแสดงกลางแปลงในพื้นที่โล่งแจ้ง ไม่อยู่ในหอแสดงดนตรี ต้องเผชิญกับอากาศร้อน ฝนตก อากาศชื้น ลมพัดแรง แสงสว่างไม่พอ ไม่ได้ยินเสียงดนตรี ต้องสร้างเวทีแสดง บรรยากาศพลุกพล่าน ฯลฯ ซึ่งเป็นอุปสรรคทั่วไปในทุกพื้นที่ แต่ในที่สุด ปัญหาและอุปสรรคก็กลายเป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องมีและไม่ตื่นเต้นอีกต่อไป

การเชิญศิลปินพื้นบ้าน เชิญนักดนตรีชาวบ้าน ให้ได้มามีส่วนร่วมในการแสดงด้วย นักดนตรีชาวบ้านนั้นมีฝีมือ แต่ก็ไม่ได้อยู่ในสายตาของสังคม ไม่มีรายได้จากการเล่นดนตรีแต่อย่างใด แต่ด้วยความภูมิใจ “รักสมัครเล่น” เมื่อได้เล่นดนตรีแล้วมีคนดู มีเสียงปรบมือ ได้ช่อดอกไม้ ได้คำขอบคุณ ซึ่งเป็นความภูมิใจของนักดนตรีชาวบ้านมาก

มิตรรักแฟนเพลงผู้ฟังซึ่งอยู่ในพื้นที่ชนบท ไม่มีประสบการณ์ในการฟังวงซิมโฟนีออร์เคสตรามาก่อน ความไม่คุ้นเคย ความตื่นเต้น และความภูมิใจที่มีโอกาสได้ฟัง เป็นคุณค่าที่อบอุ่นประมาณค่าไม่ได้ ยังเป็นการสร้างความประทับใจและความอบอุ่นของชีวิตในชุมชนอีกด้วย

การนำวงไทยซิมโฟนีออร์เคสตราไปแสดงในท้องถิ่นไทย ถือเป็นต้นแบบของการกระจายของดีมีคุณค่าให้แก่ชุมชน ในขณะที่นักดนตรีที่เล่นเพลงคลาสสิกก็ได้เรียนรู้เรื่องเพลงไทย เพลงพื้นบ้าน และได้สัมผัสวิถีชีวิตของชนบทไทย ทำให้เกิดประสบการณ์ใหม่ เกิดความประทับใจซึ่งกันและกัน ในชื่อว่า “อมตะสยาม” หมายถึงทรัพย์สินมรดกทางวัฒนธรรมที่มีคุณค่า ยังคงอยู่ในหัวใจและกระจายอยู่ทั่วท้องถิ่นไทย

รายการแสดงอมตะสยาม ได้เลือกของดีจากพื้นที่ต่างๆ มีเพลงไทย เสียงสำเนียงไทย เครื่องดนตรีไทยที่เป็นอมตะซึ่งก็พอเข้าใจได้ แต่ทำไมมีนักกีตาร์คลาสสิก
ด้วย เกี่ยวข้องอะไรกับ “อมตะสยาม”

ความจริงแล้วนักกีตาร์คลาสสิกคนนี้ ผู้วิจัยมีความภูมิใจนำเสนออย่างยิ่ง เพราะ ชินวัฒน์ เต็มคำขวัญ เป็นนักกีตาร์คลาสสิกไทยที่บ้าดีเดือด วิ่งเข้าชนและเข้าขั้น “อมตะสยาม” ซึ่งไม่ต่างไปจาก “แฝดสยามอินจัน” ที่เป็นผู้บุกเบิกโลกอเมริกาและยุโรป (พ.ศ.2354-2417) ในอดีตเลยทีเดียว

ชินวัฒน์ เต็มคำขวัญ วิ่งเข้าสู่สนามแข่งขันกีตาร์คลาสสิกมากว่า 120 ครั้ง ชนะมาแล้ว 101 ครั้ง จึงมีความหมายและเหมาะกับรายการ “อมตะสยาม” อย่างยิ่ง ชินวัฒน์ เต็มคำขวัญ ยังเป็น “มือวางศาสตราจารย์” ด้านกีตาร์คลาสสิกในมหาวิทยาลัยใหญ่ที่ออสเตรีย ซึ่งจะประกาศผลในเดือนมีนาคม พ.ศ.2566 แค่นี้ก็เพียงพอแล้วที่จะจัดให้เป็น “อมตะสยาม”

อดีตนั้นออสเตรียเป็นเมืองหลวงดนตรีคลาสสิกของโลก ตั้งแต่สมัยโมสาร์ตเป็นต้นมา คนเก่งดนตรีของโลกก็ต้องย้ายไปทำมาหากินในออสเตรียโดยเฉพาะที่เวียนนา ปี พ.ศ.2509 ดร.ถาวร พรประภา ไปชมดนตรีที่เมืองเวียนนา เมื่อกลับมาเมืองไทยก็ได้จัดตั้งโรงเรียนดนตรีสยามกลการขึ้น ประกาศว่าจะทำกรุงเทพฯให้เป็นเมืองดนตรี เป็น “เวียนนาตะวันออก” ในปี พ.ศ.2538 เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการตามเสด็จเจ้านายไปดูงานการสอนดนตรีที่ออสเตรีย เมื่อกลับมา รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาฯได้ประกาศจะจัดตั้งโรงเรียนดนตรีทั้งสี่มุมเมือง แต่ก็ทำได้แค่โรงเรียนเดียวคือ โรงเรียนมัธยมสังคีต ดอนเมือง

ในปี พ.ศ.2537 ผู้เขียนได้มีโอกาสจัดตั้งวิทยาลัยดนตรีขึ้นในมหาวิทยาลัยแพทย์ ตั้งปณิธานว่าจะส่งนักศึกษาไปอยู่ในออสเตรียและยุโรปให้ได้ บัดนี้มีนักร้องและนักดนตรีชาวไทยไปทำมาหากินมีอาชีพดนตรีในยุโรปจำนวนมาก ที่สำคัญก็คือนักกีตาร์คลาสสิก
ชินวัฒน์ เต็มคำขวัญ คนนี้ มีโอกาสจะเป็นศาสตราจารย์กีตาร์คลาสสิกในวัย 28 ปี จะสำเร็จหรือไม่ก็ไม่สำคัญ เพราะได้สร้างพื้นที่ยืนบนเวทีดนตรีโลกไปเรียบร้อยแล้ว

การวิจัยยังค้นพบอีกว่า ดนตรีในเมืองไทยไม่ใช่อาชีพและไม่มีอาชีพดนตรี เพราะไม่มีอะไรรองรับความเป็นอาชีพดนตรีในสังคมไทย เมื่อจะกรอกข้อความในเอกสารของราชการ นักดนตรีต้องกรอกในช่องอาชีพว่า “รับจ้าง” เมื่อนักดนตรีตกงานก็ไม่สามารถจะเรียกร้องจากสำนักงานประกันสังคมได้ การรักษาพยาบาลของนักดนตรีก็ไม่มีองค์กรรองรับ ดนตรีเป็นอาชีพรับจ้างที่มีค่าจ้างด้วยราคาค่าแรงขั้นต่ำ ไม่มีฐานะใดๆ ในสังคม ในช่วงที่โควิดระบาดก็จะพบว่านักดนตรีตกงานและเข้าถึงการรับบริการจากรัฐได้ยากลำบาก ไม่มีสิทธิ ไม่รับประกัน และไม่มีหลักฐานใดๆ รองรับ รายการอมตะสยามต้องยกย่องอาชีพดนตรีให้สูงขึ้นในสังคม

เมื่อผู้มีอำนาจและผู้มีเกียรติต้องการนักดนตรีก็เรียกใช้และตอบแทนด้วย “คำขอบคุณ มีช่อดอกไม้ให้ และได้รับเสียงปรบมือ” หากเมื่อใดผู้มีอำนาจและผู้มีเกียรติมีเงินที่จะว่าจ้างงานนักดนตรี ผู้มีอำนาจและผู้มีเกียรติก็จะไปเปิดประมูลว่าจ้างกับพ่อค้าให้เข้ามาจัดแสดงดนตรี รายได้ก็ไปตกอยู่ที่พ่อค้าคนกลาง ส่วนนักดนตรีและนักร้องก็ต้องรับจ้างทำงานจากนายจ้างต่อไป

การแสดงเพลงอมตะสยามที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย โดยวงไทยซิมโฟนีออร์เคสตรา เป็นการนำเอาของดีที่มีอยู่ในสยาม โดยเฉพาะความเป็นอมตะของสยามที่เกี่ยวกับดนตรีและเพลงนำมาเสนอ รวมถึงศิลปินเพลงและนักดนตรีที่มีความสามารถ เครื่องดนตรีไทย เสียงและสำเนียงไทย นำมาเสนออย่างสมเกียรติ

สิ่งที่แฝงอยู่ในอมตะสยามก็คือ การยกย่องอาชีพดนตรีว่าเป็นอาชีพที่มีเกียรติเชื่อถือได้ ให้นักดนตรีมีงานทำ ทำงานดนตรีแล้วได้เงินพอเลี้ยงชีพได้ มีอาชีพเท่าเทียมกับอาชีพอื่นๆ เป็นการยกระดับดนตรีให้เป็นอาชีพที่สร้างสรรค์งานให้แก่สังคม โดยเฉพาะดนตรีเป็นการสร้างคุณค่า รสนิยม เสน่ห์ของชีวิต คุณค่าที่ยังมีในสังคมสยาม ถือเป็นมรดกและเป็นสินทรัพย์ทางปัญญา “ยิ่งใช้ยิ่งได้”

อีกทั้ง วงปล่อยแก่ ก็เป็นอีกหุ้นส่วนหนึ่งในอมตะสยาม วันนี้สังคมไทยมีคนแก่อยู่ 13 ล้านคน ซึ่งเป็นทรัพยากรอันล้ำค่า แต่ก็ไม่มีใครใช้ประโยชน์จากคนแก่ โครงการวิจัยวงปล่อยแก่เพื่อให้คนแก่ได้ร้องเพลง เป็นการชุบชีวิตคนแก่ให้มีความสดใสขึ้น เป็นตัวอย่างของอมตะสยามอีกส่วนหนึ่งด้วย งานแสดงอมตะสยามก็จะมีคนแก่ 65 คน จากพื้นที่ราชบุรี ยะลา อุดรธานี เชียงใหม่ และลำปาง แต่งชุดสวยงามตามสยามถิ่นร้องเพลง