การสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช นับเป็นความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของปวงชนชาวไทย
พสกนิกรทั่วทุกสารทิศหลั่งไหลร่วมอาลัยเนืองแน่นท้องสนามหลวงและพระบรมมหาราชวัง ในส่วนของงานราชพิธีจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ สมพระเกียรติ
บางธรรมเนียมมีการปรับเปลี่ยนเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแสดงความอาลัยเป็นครั้งสุดท้าย เนื่องจากในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทยทั้งประเทศ
ศ.พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ นักวิชาการด้านนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อดีตปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี หนึ่งในผู้เชี่ยวชาญด้านพระราชพิธี มีโอกาสเป็นผู้บรรยายในพิธีพระบรมศพและพระศพของเจ้านายชั้นสูงมาแล้วหลายพระองค์ เปิดเผยบนเวทีเสวนา “ธรรมเนียมพระบรมศพ และพระศพเจ้านาย สมัยรัตนโกสินทร์” ที่จัดขึ้นโดย “สโมสรศิลปวัฒนธรรม” ถึงการปรับเปลี่ยนธรรมเนียมหลายประเด็นไว้อย่างน่าสนใจ
ศ.พิเศษ ธงทอง กล่าวว่า หลักฐานเกี่ยวกับพระเมรุที่พอเห็นเป็นชิ้นเป็นอัน พบในช่วงสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช แต่เชื่อว่าคงมีธรรมเนียมพระเมรุสืบเนื่องมาก่อนหน้านั้น เพียงแต่ไม่มีหลักฐานชัดเจนแบบสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเท่านั้น และในช่วงต่อมาก็มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น รวมถึงงานพระบรมศพ ร.9 ก็จะเห็นความเปลี่ยนแปลงหลายอย่างที่ไม่เหมือนกับสมัยก่อน แต่ยังไม่ทิ้งหลักเดิมและจุดมุ่งหมายของพระราชพิธี อาทิ สรงน้ำพระบรมศพ เดิมเป็นพระราชพิธีที่จัดขึ้นเป็นการภายในสำนักพระราชวัง มีเพียงเจ้านายและผู้ที่โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมเป็นพิเศษ และข้าราชการผู้ใหญ่ตำแหน่งสำคัญเท่านั้น โดยจะสรงน้ำพระบรมศพที่บริเวรพระบาท แต่หากผู้สรงน้ำพระบรมศพเป็นกษัตริย์ จะทรงสรงน้ำพระบรมศพที่บริวณพระอุระ
“ครั้งแรกที่มีการเปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมสรงน้ำพระบรมศพเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 9 ในงานสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ดังนั้นในวันที่ 14 ตุลาคมที่ผ่านมา จะพบว่า ประชาชนเข้าแถวแต่เช้าเพื่อถวายน้ำสรงพระบรมศพ ที่ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง ส่วนการเปิดให้ประชาชนเข้าถวายบังคมพระบรมศพ เบื้องหน้าพระบรมโกศ ในพระบรมมหาราชวัง ก็เป็นเรื่องใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 6 ในงานพระบรมศพรัชกาลที่ 5 มีบันทึกของรัชกาลที่ 6 ระบุว่า มีการเสนอในที่ประชุม โดยกรมพระยาดำรงราชานุภาพเสนอว่าน่าจะเปิดให้ประชาชนเข้าถวายสักการะ ให้สมฉายา พระปิยมหาราช โดยตอนนั้นกำหนดให้ประชาชนเข้าไปถวายสักการะเพียงเดือนละ 2 วัน คือวันที่ 1 และวันที่ 15 ของเดือนเท่านั้น” ศ.พิเศษ ธงทอง อธิบาย
นอกจากพิธีการสรงน้ำพระบรมศพและถวายบังคมพระบรมศพเบื้องหน้าพระบรมโกศ ยังมีอีกหลายธรรมเนียมด้วยกันที่เกิดขึ้นในรัชกาลที่ 9 ไม่ว่าจะเป็นการถวายดอกไม้จันทน์ในการถวายพระเพลิง เกิดขึ้นในงานพระบรมศพสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี รวมถึงการเปิดให้ประชาชนร่วมเป็นเจ้าภาพในการบำเพ็ญกุศลถวายพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ด้วย
จากการศึกษางานพระบรมศพพระมหากษัตริย์ในอดีตที่ผ่านมา ศ.พิเศษ ธงทอง พบว่า มีเพียงบันทึกในส่วนพระราชพิธีเป็นส่วนใหญ่ บันทึกมุมมองของคนในเหตุการณ์พบไม่มากนัก อย่างในงานพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่เคยอ่านมีเพียง 2 ชิ้นเท่านั้น ด้วยเหตุที่ว่าคนไทยไม่ชอบการจดบันทึก
ดังนั้น ศ.พิเศษ ธงทอง จึงบันทึกเหตุการณ์ การเชิญพระบรมศพจากโรงพยาบาลศิริราชไปประดิษฐาน ณ พระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2559 เพื่อบอกเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
“ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เป็นที่ทราบกันดีว่าในหลวง ร.9 มีพลานามัยไม่แข็งแรง ทรงประทับอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช แต่ทุกคนเชื่อว่าพระองค์ท่านจะอยู่กับเราอีกนานแสนนาน สำหรับผมก่อนจะถึงวันที่ 13 ตุลาคม มีอะไรหลายอย่างที่ทำให้รู้สึกไม่ค่อยสบายใจนัก แถลงการณ์สำนักพระราชวังเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม มีข้อความระหว่างบรรทัดที่อ่านแล้วไม่น่าวางใจในพระอาการ ในตอนท้ายมีการลงข้อความว่า คณะแพทย์ฯ ได้เฝ้าติดตามพระอาการและถวายการรักษาอย่างใกล้ชิด ซึ่งไม่เคยมีการพูดแบบนี้มาก่อน”
ตอนนั้น ศ.พิเศษ ธงทอง มีแผนการเพื่อจะไปเที่ยวพักผ่อนกับเพื่อนในวันที่ 12 ตุลาคม แต่ได้ยกเลิกเดินทาง ด้วยความรู้สึกพะวักพะวง ประกอบกับมีข่าวนายกรัฐมนตรียกเลิกกำหนดการต่างจังหวัด และพระบรมวงศานุวงศ์หลายพระองค์เสด็จฯ ไปที่โรงพยาบาลศิริราชเที่ยงวันนั้น
“ข่าวลือในวันที่ 12 หนักหน่วงมาก ใจคอเราในวันนั้นไม่มีความสบายใจเลย กลับบ้านด้วยความกลุ้ม ตอนค่ำมีแถลงการณ์อีกฉบับหนึ่งซึ่งแย่กว่าวันที่ 9 ตุลาคมอีก ในวันที่ 13 ตุลาคมทราบข่าวว่าพระบรมวงศานุวงศ์เสด็จฯไปโรงพยาบาลศิริรราช และต่อมาการลงนามถวายพระพรที่ศาลาสหทัยสมาคมปิดลง ประสบการณ์ของเราทำให้รู้สึกว่าเหตุการณ์ไม่ปกติ เย็นวันนั้นที่ศาลาพระเกี้ยว จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีการสวดถวายเป็นพระราชกุศลเสร็จสิ้นเวลา 18.30 น. และในเวลา 18.45 น. แถลงการณ์สำนักพระราชวังออกมาอย่างเป็นทางการ ผมนั่งร้องไห้กลับบ้านแล้วคิดว่าพรุ่งนี้จะทำอย่างไร ผมไม่รู้ว่าจะเชิญพระบรมศพกี่โมง จะนั่งอยู่บ้านคงไม่ได้ เลยไปนั่งรอที่เชิงสะพานผ่านฟ้าลีลาศ ใกล้ๆ กับหอศิลป์ ไปร้องไห้รอจนค่ำ”
เป็นเรื่องราวที่จะถูกบันทึกไว้ส่งต่อให้กับลูกหลานในอนาคต ได้รู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงสุดท้ายของรัชกาลที่ 9


