สายพานชุบชีวิต‘พลาสติก’ใช้แล้ว ‘เอ็นวิคโค’ ธุรกิจสีเขียวบนเป้าหมายสุดหิน เปลี่ยนขยะ เป็นสินค้าส่งออก

18.01.23 | 14:04 น.

รีไซเคิลคือหนึ่งในวิธีจัดการขยะพลาสติกสุดคุ้นหู หลายคนรู้ดีว่านี่คือแนวทางที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากที่สุด เป็นทางออกของทั่วโลกรวมถึงไทย ที่กำลังประสบปัญหาขยะพลาสติกล้นเมือง

 แม้ทราบว่านี่คือวิธีที่เวิร์ก ก็ใช่ว่าเราจะจัดการขยะเหล่านี้ได้อยู่หมัด ปัจจุบันประเทศไทยยังคงมีอุปสรรคอยู่มากในการคัดแยกขยะเพื่อนำกลับมารีไซเคิล จึงถึงเวลาต้องเริ่มใหม่ด้วยการคัดแยกอย่างถูกต้อง

 นิมิตหมายใหม่ได้เริ่มต้นขึ้น เมื่อไม่นานมานี้ประเทศไทยได้ก่อกำเนิด ENVICCO หนึ่งในโรงงานผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูงในจังหวัดระยอง ภายใต้ชื่อ บริษัท เอ็นวิคโค จำกัด ซึ่งเกิดจากการร่วมลงทุนระหว่าง บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC และ ALPLA บริษัทชั้นนำระดับโลกในธุรกิจบรรจุภัณฑ์พลาสติกและพลาสติกรีไซเคิล เดินหน้าผ่านแนวคิดพื้นฐาน 3 ประการสิ่งแวดล้อม หมุนเวียน และการทำงานร่วมกันสร้างโรงงานที่สามารถผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลระดับ Food Grade มาตรฐานระดับโลก ทั้งยังผ่านการรับรองโดยองค์การอาหารและยาสหรัฐ (FDA) เริ่มลงเสาหลักตั้งแต่พฤศจิกายน ปี 2020 ใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 2 ปี 1 เดือน ก่อนโรงงาน ENVICCO จะแล้วเสร็จเมื่อมีนาคม 2565 ที่ผ่านมา

 จากนี้ไปส่วนหนึ่งของวัตถุดิบที่ผ่านการใช้แล้วในประเทศไทยจะวิ่งสู่สายพานแห่งเทคโนโลยีการผลิตที่ล้ำสมัย เพื่อฟื้นคืนคุณค่าให้พลาสติกใช้แล้วกลายเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีมูลค่าอีกครั้ง มีคุณสมบัติเทียบเท่าพลาสติกใหม่

Advertisement

 ความน่าสนใจของการนำขยะพลาสติกมารีไซเคิลด้วยเทคโนโลยีระดับสูงจะเป็นอย่างไร ยากง่ายแค่ไหน ณัฐนันท์ ศิริรักษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็นวิคโค จำกัด รับบทผู้นำทัวร์โรงงาน สาธยายขั้นตอนตลอดจนปัญหาอุปสรรคให้รับทราบแบบลงลึก

ความหวังรับปีใหม่ จะได้เห็นพลาสติกรีไซเคิล ฟู้ดเกรดในไทย

ณัฐนันท์ ชี้ว่า สิ่งที่ยังไม่มีในบ้านเราคือ พลาสติกรีไซเคิลแบบฟู้ดเกรด (Food Grade) ที่ตอบโจทย์เรื่องของเศรษฐกิจหมุนเวียน 

หมายความว่า ขวดน้ำที่เราดื่มกันทุกวันนี้สามารถรีไซเคิลออกมาเป็นพลาสติก PET ที่คุณสมบัติใกล้เคียงกับขวดน้ำ นำกลับมาใช้งานได้อีกครั้ง บวกกับตอนนี้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ของไทยก็ได้อนุญาตให้ใช้การรีไซเคิลขยะในผลิตภัณฑ์อาหาร ตั้งแต่พฤษภาคม 2565 ที่ผ่านมา ทว่า เรื่องคุณภาพของความปลอดภัยจากสิ่งเจือปนยังเป็นประเด็นที่ อย.กังวล

แต่สิ่งที่เราเลือกมาคือเทคโนโลยีเดียวกับที่ยุโรปและอเมริกาใช้ ต่างประเทศเริ่มใช้กันหมดแล้ว เพราะปัจจุบันนี้เทคโนโลยีรีไซเคิลดีขึ้นมาก ซึ่งเราก็ซื้อแบบที่ดีที่สุดมา แล้วมาทำณัฐนันท์เผย 

ก่อนเล่าต่อไปว่า GC และเอ็นวิคโคอยู่ในแวดวงปิโตรเคมี ยังไม่เคยทำเรื่องการรีไซเคิล แต่ตอนนี้เรามีพาร์ตเนอร์ชิปกับ ALPHA ที่รีไซเคิลขยะเกือบ 10 แห่งในยุโรป รวมถึงในอเมริกาและเม็กซิโก ส่วนของลูกค้าก็ได้มีการคุยกันแล้ว ในปี 2566 ไตรมาส 1-2 ไทยเราอาจจะได้เห็นขวดรีไซเคิลในประเทศของเรา ซึ่งในส่วนของขั้นตอน ความจริงเราใช้เทคโนโลยีที่ยุโรปใช้ไปประมาณ 20-30 ปี แล้วพัฒนาต่อมาเรื่อยๆ ไม่เป็นปัญหา บ้านเราก็เป็นนิมิตหมายอันดีที่ทาง อย.เริ่มยินยอม

 

อย.เข้มกฎ ความท้าทายในวงการค้าของเก่า

แต่ก็ไม่ได้ง่ายเสมอไป

ณัฐนันท์ อธิบายถึงเงื่อนไขในการผลิตพลาสติกรีไซเคิล เกรดอาหาร ซึ่งความท้าทายคือ อย.กำหนดกฎค่อนข้างเข้มข้นว่าจะทำ PET รีไซเคิลขวดน้ำยาล้างจาน ขวดแชมพู ขวดน้ำยาล้างกระจกที่มีสีใส มาให้เป็นฟู้ดเกรดไม่ได้ ต้องมาจากพลาสติกที่บรรจุอาหารเท่านั้นเพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค ฉะนั้น ในการจัดหาวัตถุดิบของเราก็ต้องหาพลาสติกที่บรรจุอาหารให้ได้ 100% ซึ่งเราได้ทำสัญญาระยะยาวกับผู้ผลิตต่างๆ ไว้ ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ท้าทายเพราะไม่มีใครยอมทำสัญญาระยะยาวในวงการค้าของเก่า ทำสัญญาระยะยาวกับเรา 

กว่าจะโน้มน้าวแต่ละท่านได้ เราตามผู้ผลิต 50 ราย ตอนนี้เหลือแค่ 18 รายณัฐนันท์บอกเล่าถึงหนึ่งในอุปสรรค

 

ขายได้ไม่มาก ต้นเหตุไม่อยากแยกขยะ ส่งเสริมชุมชนมีเท่าไหร่รับหมด

 กรรมการผู้จัดการเอ็นวิคโคเล่าอีกว่า ในส่วนของวัตถุดิบก็หามาจากทั่วประเทศที่ผ่านการใช้งานในช่วงโควิดที่ผ่านมา ซึ่งการท่องเที่ยวลดลง รวมถึงหลายๆ อย่าง ขวดบางประเภทก็หายากขึ้น แต่โชคดีที่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวกำลังค่อยๆ ฟื้นกลับมา การกิน การใช้ ตลอดจนกิจกรรมต่างๆ ก็เพิ่มสูงขึ้น แน่นอนว่าผู้คนสร้างขยะจากขวดมากขึ้น 

ซึ่งสำหรับโรงงานเอ็นวิคโคนอกจากควานหาซื้อจากพ่อค้าของเก่าแล้ว ยังสนับสนุนชุมชนด้วย เพราะเรื่องของปัญหาพลาสติกเป็นผู้ร้าย หรือคนใช้ไม่ถูก ถ้าจะแก้ให้ถูกจุดณัฐนันท์เชื่อว่า ต้องมีการสื่อสารกับผู้คนให้เข้าใจสิ่งที่เรากำลังจะทำ

ตอนนี้มีชุมชนร่วมด้วยทั้งหมด 7 แห่ง ใน จ.ระยอง 5 แห่ง นครปฐม 1 แห่ง และสมุทรปราการ 1 แห่ง เช่น วัดชากลูกหญ้า จ.ระยอง เราส่งเสริมประมาณปีที่ 2 ซึ่งทางเอ็นวิคโครับซื้อด้วยราคาตลาด คือซื้อจากผู้ผลิต หรือซื้อกับชุมชนในราคาเดียวกัน ขวดพลาสติกทุกวันนี้ขายได้ประมาณ 3-4 บาทต่อกิโลกรัม ซาเล้งซื้อไปขายร้านขายของเก่า 6 บาท และถ้าร้านขายของเก่าไปขายวงษ์พาณิชย์ 8 บาท วงษ์พาณิชย์ขายผม 13 บาท ทั้งหมดกว่าจะมาถึงโรงงานรีไซเคิล มีหลายขั้นตอนมาก

สาเหตุที่คนไม่อยากแยกขยะเพราะขายได้อย่างมากก็ได้แค่ 3 บาท ก็ไม่อยากขาย ขวด PET ผมซื้อกิโลกรัมละ 27 บาท ไปขายให้ซาเล้งบางคนไม่รับเพราะไม่รู้ขายอย่างไร ข้อหนึ่งที่โรงรีไซเคิลเราเจอคือความเข้าใจยังน้อย ซึ่งเราตัดคนกลางออกเพื่อช่วยชุมชน ปีนี้เรารับมา 190 ตัน 1 ชุมชนก็ทำได้ประมาณเดือนละ 1-4 ตัน มีเท่าไหร่เราก็ซื้อหมดเพราะอยู่ละแวกใกล้กัน เราส่งเสริมเขา ถ้าขวดน้ำ PET ที่นำน้ำออก กิโลกรัม 13.50 บาท และนำฉลากออก เราบวกอีก 3 บาท ให้ประมาณ 17-18 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนขวดขุ่น 27 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งราคาขนาดนี้ยังไม่มีคนสนใจทำ ขนาดเราคุยกับร้านขนาดใหญ่ในกรุงเทพฯเองเขายังไม่อยากเก็บ เพราะขวด PET เก็บง่าย แต่ขวดขุ่น เช่น ขวดนม จะมีกลิ่นณัฐนันท์เล่าลงลึก

ทั้งยังหวังด้วยว่า ในอนาคตรัฐบาลจะออกกฎต่างๆ มารองรับ มีมาตรการเรื่องขวด รวมถึงโปรแกรมเรื่องของผู้บริโภค จัดแคมเปญให้คนมาคืนขวดซึ่งสิ่งนี้จะไปตอบโจทย์ภาพใหญ่ในเรื่องของ Set Zero คือเรื่องของคาร์บอนที่เราบอกว่าจะลดลง สิ่งนี้เป็นส่วนหนึ่งที่เราอยากเห็น 

สมมุติถ้าในปี 2566 ไทยจะเริ่มส่งออกขวด ผมส่งขวดน้ำ ไปแล้วไม่มี Recycled Content หรือสัดส่วนการใช้วัสดุรีไซเคิลในการผลิตผลิตภัณฑ์ 20-30% ผมก็จะโดนค่าปรับ 800 ยูโรต่อตัน นี่คือมาตรการกีดกันทางการค้า (Trade Barriers) ที่เริ่มทำกันแล้ว ต่อมาคือภาษีคาร์บอนก็จะเริ่มเก็บ เพราะเม็ดพลาสติกที่มาจากการรีไซเคิลจะมีคาร์บอนฟุตพรินต์ ต่ำกว่าประมาณ 50%” ณัฐนันท์ชี้

 

ตั้งเครื่องรับขวดในไทย ยังไงก็ไม่คุ้ม?

 ตอบข้อคาใจ ทำไมไทยไม่ใช้เครื่องรับขวด ให้ประชาชนมาหย่อนเอง?

 ณัฐนันท์หยิบยกข้อมูลมาบอกว่า เครื่องรับขวดอัตโนมัติของจีน ราคา 400,000 บาท ของยุโรป 4,000,000 บาท โดย 1 ตัน ต้องใช้ 50,000 ขวด วันนี้ 1 ขวด ราคา 10 สตางค์ แล้วจะจ่ายอย่างไรให้ได้ 400,000 บาท ต้องไปรับขวดมาประมาณกว่า 4-5,000,000 กว่าขวดถึงจะคุ้มค่า 

ตอนนี้จึงเป็นประเด็นอยู่ว่าทำไมยังไม่ลงตัวสักที บ้านเราไม่มีกฎหมายบังคับใช้ แต่ยุโรปมีกฎหมายบังคับใช้ ถ้าเกิดคุณไม่ทำคุณต้องเสียค่าปรับ ค่าปรับที่ได้ก็นำมาจ่ายให้กับคนที่เก็บ พอบ้านเราไม่มี ก็เป็นคนเก็บให้กัน ในเชิงเศรษฐศาสตร์ยังไม่คุ้ม ถึงยังติดขัดกันอยู่อย่างนี้ นี่คือจุดหนึ่งที่เราต้องเริ่มทำอะไรบางอย่าง 

ณัฐนันท์ยืนยันด้วยว่า ความจริงเอกชนอยากจะมาลงทุน แต่ลงทุนดูแล้วไม่คุ้ม ไม่นานก็เสีย เพราะคนรู้ว่ามีเครื่องก็ไปหยอดกันเยอะ แล้วก็ล้น 

คนที่มาหยอดก็หงุดหงิด อุตส่าห์ขนมาเยอะ ก็โดนด่ากันมาเยอะ คงต้องมาดูว่าจะทำอย่างไรเพื่อพัฒนาให้เป็นวิธีแก้ปัญหาที่ยั่งยืน 

เป็นอีกข้อที่ต้องคิดกันต่อ 

 

เก็บขวดแบบเดิมไม่ได้ ก่อนส่งขายต้องแกะฉลากไหม?

เพราะอยากช่วยให้ชุมชนได้ประโยชน์ จึงคิดวิธีกระตุ้นให้คนมีส่วนร่วมมากขึ้น  

ณัฐนันท์อธิบายว่า ความจริงโรงงานสามารถรับขวดที่ส่งมาได้เลย แต่ถ้าขวดไม่มีฉลาก น้ำหนักของขวดจะเป็นประเภท PET ซึ่งมีมูลค่ามากกว่า 

เราให้แชร์ผลประโยชน์นั้นกับชุมชน ช่วยกระตุ้นให้เขาอยากทำมากขึ้น อยากให้ชุมชนคัดแยกให้ถูกต้อง เราจึงซื้อเป็นแบบอัดก้อน แล้วขนมาทางรถบรรทุก ถ้าอัดรถกระบะ 1 คัน ไม่เกิน 60 กิโลกรัม แต่พออัดรถบรรทุกแล้วได้เป็นตัน

ถามว่าทำไมตามคอนโดถึงไม่มีคนไปเก็บ เพราะไม่คุ้ม 30 กิโลกรัม กิโลกรัมละ 3-4 บาท หรือประมาณ 120 บาท ค่าน้ำมันที่ใช้รถขนส่งมาไม่คุ้ม ฉะนั้น หลายๆ ที่จึงบอกว่าต้องให้ซาเล้งเข้าไปช่วย และถ้าเรามีเครื่องอัดจะขนแล้วคุ้ม ซึ่งโลจิสติกส์ยังคงเป็นปัญหาในการจัดเก็บขวดพลาสติก เป็นปัญหาทั่วโลกที่เจอกันหมด ฉะนั้น รูปแบบในการจัดเก็บขวดพลาสติกแบบนี้ ถ้าเราปล่อยไปอย่างนี้ต้นทุนก็จะสูงณัฐนันท์เผย

 

การันตี สะอาดปลอดภัย เคยเจอขวดน้ำยัดไส้ ตั้งแต่ค้อน ยันโล่รางวัล

 เราใช้ขวดกันทุกวัน แต่อาจจะยังไม่เคยรู้ในมุมของการผลิต

เมื่อรับขวดที่อัดมาแล้วเข้าสู่โรงงาน จะต้องผ่านด่านการตรวจคุณภาพก่อน เพื่อรื้อออกมาว่าข้างในมีอะไรใส่ไส้มาหรือไม่?

ทุกวันนี้ผมเจอตั้งแต่ค้อน มีด โล่รางวัล ครบ มีทุกอย่างที่ใส่เข้ามาได้ เราโดนอย่างนี้เยอะแต่เราก็ต้องสู้ สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้ผลิตของเราที่เป็นพันธมิตรจริงๆ น้อยลง เราเช็กแค่แบบสุ่ม 3% ไม่สามารถตรวจได้ทุกก้อน แล้วก็นำเข้าเครื่องจักร สิ่งที่เราต้องจัดการคือโลหะทั้งหมด และเรื่องของฉลากก็นำออกให้หมด ใช้เทคโนโลยีที่เรานำเข้ามาคัดแยกให้เหลือ PET ทั้งหมด จากนั้นเราก็ให้คนตรวจว่าเป็นภาชนะบรรจุอาหารหรือไม่ เป็นไปตามมาตรฐาน อย.ไหม แล้วนำมาบด ล้างน้ำร้อนและน้ำเย็นณัฐนันท์อธิบายเป็นฉากๆ มั่นใจว่าไม่มีปัญหาในเรื่องเชื้อโรค

นอกจากนี้ ยังใช้วิธีแยกฝาด้วยการดูความหนาแน่นว่าอันไหนจมลอยซึ่งถ้าหนาแน่นกว่า หรือ PET หนักกว่าน้ำ ก็จะจม และมีการแยกชนิดว่ามีพลาสติกชิ้นอื่นติดมาอีกหรือไม่ ซึ่งสิ่งสกปรกด้านนอกสะอาดแล้วในขั้นตอนนี้ 

 แต่สิ่งที่ทุกคนเป็นห่วงคือสิ่งที่ติดอยู่ หรือสารเคมีที่ติดอยู่ในโพลิเมอร์ ว่าจะนำออกอย่างไร 

ณัฐนันท์บอกว่า ในขั้นตอนสุดท้ายคือการนำมาอบที่อุณหภูมิ 190 องศา เป็นเวลาประมาณชั่วโมงกว่า แล้วจึงนำไปบีบอัดแบบสุญญากาศ ฉะนั้น สารเคมีจะระเหยออกไปหมด ก่อนนำไปปั่นเม็ดต่อไป และอบด้วยไนโตรเจนร้อนๆ อุณหภูมิ 190 องศา อีก 16 ชั่วโมง 

คือไล่ทุกอย่างออก เพราะฉะนั้น พลังงานที่เราใช้ถือว่าค่อนข้างเยอะ แต่ด้วยกระบวนการเหล่านี้ที่นำเข้าจากทางยุโรป ถ้าทำตามเงื่อนไขนี้จะสามารถนำออกได้หมด ฉะนั้น ที่ อย.บังคับคือเงื่อนไขในเรื่องของขั้นตอน เพื่อเป็นการการันตีความปลอดภัยของผู้บริโภคณัฐนันท์กล่าวทิ้งท้าย 

นับเป็นนิมิตหมายอันดีที่ประเทศไทยจะสามารถใช้พลาสติกรีไซเคิลในระดับ Food Grade ได้ แม้จะยังคงมีอุปสรรคมากมาย แต่ไม่เกินกว่าความสามารถ หากทุกภาคส่วนจะร่วมกันแก้ไข พัฒนา และต่อยอด เพื่อสิ่งแวดล้อมที่ดีในอนาคต

ณัฏฐ์นรี เฮงสาโรชัย