เพราะ‘เค-ป๊อป’คืออุตสาหกรรม รวมพลัง‘เกาหลี-ไทย’ ดันวัฒนธรรมไร้พรมแดน โลดแล่นสู่สากล

งานสัมมนาเพื่อแสวงหาแนวทางความร่วมมือด้านซอฟต์เพาเวอร์ระหว่างประเทศเกาหลีและไทย

ซอฟต์เพาเวอร์ คือคำที่ถูกยกขึ้นมาพูดถึงอย่างต่อเนื่อง ด้วยกระแสความนิยมในทั่วโลก โดยเฉพาะด้านความบันเทิง ที่ประเทศเกาหลีมีความโดดเด่นเป็นอย่างมาก ทั้งด้านภาพยนตร์ ดนตรี และอาหาร อันส่งผลต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดด ซึ่งจากข้อมูลของ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ TDRI ชี้ผลการประเมิน Global Soft Power Index ในปี ค.ศ.2022 ประเทศไทยถูกจัดอันดับอยู่ที่ 35 จาก 120 ประเทศ ตกลงมาจากอันดับ 33 ของปีก่อนหน้า ขณะที่เกาหลีครองอันดับที่ 12 (อ้างอิงจาก Brand Finance/Global Soft Power Index)

มุน ซึงฮย็อน เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลี ประจำประเทศไทย

เกาหลี ประเทศที่เรียกได้ว่าโดดเด่นในเรื่องศิลปินไอดอล สร้างปรากฏการณ์กระแสฟีเวอร์มามากมายในหลากหลายภูมิภาค โดยเฉพาะประเทศไทย ที่ต้องเรียกว่าฐานแฟนคลับแน่นหนา ข่าวดีคือเมื่อไม่นานมานี้ กระทรวงวัฒนธรรมกำลังเดินหน้าสร้างในบ้านเรา กำหนดแผนการพัฒนาและส่งเสริมซอฟต์เพาเวอร์ของไทยให้ไปสู่ระดับโลก ด้วยการมุ่งเน้นผลักดันซอฟต์เพาเวอร์ที่เรียกว่า ‘5F’ ได้แก่ ด้านอาหาร (Food), ด้านภาพยนตร์และวีดิทัศน์ (Film), ด้านแฟชั่น (Fashion), ด้านศิลปะการป้องกันตัวแบบไทย (Fighting) และด้านเทศกาลประเพณีไทย (Festival)

ประเดิมก้าวแรก เพื่อแสวงหาแนวทางความร่วมมือด้านซอฟต์เพาเวอร์ ระหว่างประเทศเกาหลีและไทย สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลี และศูนย์วัฒนธรรมเกาหลี ประจำประเทศไทย ร่วมกันจัดงานสัมมนา ที่โรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ สุขุมวิท โดยมี มุน ซึงฮย็อน เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย ร่วมงาน ด้าน อิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ของไทย ส่งคลิปแสดงความยินดีกับความร่วมมือในครั้งนี้

‘บันเทิง’ ปังกว่าค้าขาย
เมื่อเกาหลีร่วมสมัย เชื่อมสัมพันธ์ระดับชาติ

Advertisement

“รัฐบาลเกาหลี ตอนนี้ก็ให้ข้อมูลกับแพลตฟอร์มมากกว่าส่งเสริมด้วยการเงิน ช่วงโควิดในปี 2020 อุตสาหกรรมส่งออกด้านบันเทิง มากกว่าการขายเครื่องใช้ไฟฟ้าถึง 11.9 พันล้านดอลลาร์ ทำให้อุตสาหกรรมบันเทิงเติบโตมากขึ้น”

คำกล่าวของ โจ แจอิล ผู้อำนวยการศูนย์วัฒนธรรมเกาหลีประจำประเทศไทย สะท้อนชัด ว่าการพัฒนาซอฟต์เพาเวอร์ของเกาหลีในปัจจุบัน ได้นำพาชาติให้เติบโตด้านอุตสาหกรรมบันเทิง แบบที่รัฐบาลแทบไม่ต้องส่งเสริมอะไรมาก

ผศ.ดร.กมล บุษบรรณ์ อาจารย์สาขาภาษาเกาหลี มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์

ขณะที่ กมล บุษบรรณ์ อาจารย์สาขาภาษาเกาหลี คณะอักษรศาสตร์ รั้วจุฬาฯ วิเคราะห์เจาะศักยภาพของซอฟต์เพาเวอร์เกาหลี ที่ตอกย้ำว่าเป็นสิ่งทรงพลังอย่างมาก เพราะเมื่อพฤศจิกายนปีที่ผ่านมา เจ้าชายมุฮัมมัด บิน ซัลมานมกุฎราชกุมารและนายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย ได้เดินทางไปเยี่ยมประธานาธิบดี ยุน ซอกยอล ที่เกาหลีใต้ ด้วยต้องการสร้างโปรเจ็กต์ใหญ่หลังมีรายได้เพิ่มขึ้นช่วงวิกฤตน้ำมันที่ผ่านมา จึงร่วมกับ Samsung เซ็นสัญญา MOU โดยของขวัญที่ประธานาธิบดียุนมอบให้เจ้าชายมุฮัมมัด คืออัลบั้ม BTS limited edition เหตุผลเพราะเจ้าชายเป็นแฟนคลับวง BTS

“เราจะเห็นว่าท่านไปเพราะซอฟต์เพาเวอร์ ซอฟต์เพาเวอร์ยังมีเรื่องไอที วัคซีน ก่อสร้าง และภาพที่สำคัญมากๆ คือไฮไลต์ฟุตบอลโลกกาตาร์ ที่จองกุก จาก BTS ได้มาร้องเพลง ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเกาหลีมีความเป็นฮีโร่ มีความเป็นเซเลบ ซึ่งแฟนคลับยอมรับ และแฟนคลับเป็นระดับเจ้าชายของซาอุดีอาระเบียที่มีกำลังมากๆ” อาจารย์กมลชี้

ลิซ่า Blackpink

ก่อนย้อนมองไอดอลคนเก่งบ้านเราที่ดังไกลไปถึงต่างแดน อย่าง ลิซ่า แบล็กพิงก์

“สิ่งสำคัญคือ เมื่อลิซ่าลงภาพคลิปประมาณ 1 ชั่วโมง จะมีคนกดไลค์ครบ 1 ล้านคน แบรนด์แอมบาสเดอร์เหล่านี้มีอิมแพคมาก ที่จะทำให้ FDI มาลงทุนกับเค-คอนเทนต์ทั้งหลาย เพราะฉะนั้นเค-คอนเทนต์ตอนนี้ ไม่ใช่ของเกาหลีอย่างเดียวแล้ว เค-คอนเทนต์คือใครก็ได้ที่พร้อมสนับสนุนเค-คอนเทนต์ จะเห็นได้ว่า อนาคตแฟนคลับจะไม่ใช่แค่ไปอยู่หน้าค่าย แฟนคลับอาจซื้อหุ้นของบริษัทคอนเทนต์ทั้งหลายและโตไปด้วยกันได้” ผู้เชี่ยวชาญด้านเกาหลีคาดการณ์สิ่งที่เกิดขึ้นได้ไม่เกินจริง

หนังไทยโกอินเตอร์
แต่ยัง ‘ไม่ดัง’ เท่าเกาหลี?

ส่องมุมหนึ่งของซอฟต์เพาเวอร์ที่ไทยกำลังดันอย่าง ภาพยนตร์ บรรจงปิสัญธนะกูล ผู้กำกับหนัง “ร่างทรง” มองความสามารถของไทยในด้านการการทำหนังให้ได้ทัดเทียมกับเกาหลีว่า ถ้าพูดแบบโหดร้าย ความจริงหนังออกมา 10 เรื่อง เจ๊ง 9 เรื่อง ประเทศเกาหลีเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับศิลปะในภาพรวมมากๆ ไม่ใช่แค่หนัง ทำให้รากเขาแข็งแรงและวงการหนังค่อยๆ พัฒนาเติบโตมา

บรรจง ปิสัญธนะกูล ผู้กำกับหนัง ‘ร่างทรง’ และนาฮงจิน โปรดิวเซอร์ หนัง ‘ร่างทรง’

“ผมคาดว่าความสำคัญคือความต่อเนื่อง ไทยมีหนังที่สำเร็จบ้าง มีเทรนด์ไทย มีคำว่า Thai Horror (หนังผีไทย) อยู่พักหนึ่ง มีคนพูดถึงเยอะถึงขั้นมีวิทยานิพนธ์เมืองนอกที่ทำเยอะมากเกี่ยวกับ Thai Horror แต่พอขาดช่วงไป ไม่ต่อเนื่องเหมือนเกาหลี ก็เลยหายวูบ

พลังเรายังไม่เพียงพอ ผมจึงคิดว่าถ้าจะสำเร็จได้แบบเกาหลี คงต้องอีกนาน ต้องมีคนดู คนทำต้องเติบโตไปพร้อมๆ กัน และร่วมมือกันอย่างแข็งแรงจริงๆ ภาครัฐมีหลายคนพยายามจะช่วย แต่การช่วยอย่างต่อเนื่องและแข็งแรงนั้นยังสำคัญ และอย่างเข้าใจด้วย”

ด้าน นาฮงจิน โปรดิวเซอร์หนัง “ร่างทรง” กล่าวถึงศักยภาพในการทำหนังของไทยในระดับโลกว่า ตอนนี้ไทยก็ทำดีอยู่แล้ว เป็นระดับโลกแล้ว คนทำหนังของไทยก็มีความสามารถเพียงพอ แต่ปัญหาอยู่ที่ story หรือการบรรยายเรื่อง “คงต้องหา ‘วิธีเฉพาะของไทย’ แต่เชื่อมกับทั่วโลกได้ คงต้องหาความแตกต่างของ 2 จุดนี้ และพยายามที่จะให้ความแตกต่างนี้ลดน้อยลง ผมคงไม่อยู่ในฐานะที่จะบอกว่า ลดอย่างไร” โปรดิวเซอร์ ‘ร่างทรง’ ฝากให้คิดกันต่อ

ลุยสร้างสื่อ ซัพพอร์ต ‘ซอฟต์เพาเวอร์’
ดึงต่างชาติ ‘ถ่ายหนัง’ ในไทย

วรรณสิริ โมรากุล ที่ปรึกษากระทรวงวัฒนธรรม

ตัดภาพมาที่ภาครัฐ ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการทำให้เกิดขึ้นจริง วรรณสิริ โมรากุล ที่ปรึกษากระทรวงวัฒนธรรม เล่าความคืบหน้าล่าสุด กระทรวงวัฒนธรรมตั้งคณะอนุกรรมการส่งเสริมซอฟต์เพาเวอร์ผ่านสื่อบันเทิงในคณะกรรมการภาพยนตร์และวีดิทัศน์แห่งชาติ ที่มี วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน พร้อมกำหนดนโยบายซอฟต์เพาเวอร์ของประเทศไทย

“เราได้จัดทำแผนเร่งรัดและแผนขนาดใหญ่ ที่จะบูรณาการทุกกระทรวงและภาครัฐเข้ามาลงทุนและสนับสนุน โดยสิ่งที่ทุกภาคส่วนนำเสนอเข้ามา ขณะนี้อยู่ในระหว่างการเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี เรื่องนี้ไม่ว่ามหาวิทยาลัย หรือกระทรวงต่างๆ จะผลิตสื่อเพื่อส่งเสริมซอฟต์เพาเวอร์ในส่วนต่างๆ

ล่าสุดจากที่ดิฉันดูแลเป็นประธานบอร์ดภาพยนตร์ ตอนนี้ภาพยนตร์ต่างประเทศมาถ่ายทำที่ประเทศไทยมากขึ้นเป็น 150% ส่วนใหญ่ที่มา เพราะมั่นใจในความปลอดภัยเรื่องสาธารณสุข และเมื่อเกิดอะไรขึ้นคนไทยจะช่วยเหลือ จากการสัมภาษณ์โอลิเวอร์ สโตน ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวอเมริกัน มาทำหนังในประเทศไทยถึง 3 ครั้ง บอกว่ามาเมืองไทยเหมือนมาพักผ่อน และทุกครั้งที่ทำงานไม่ว่าจะพบปัญหาอุปสรรคใดๆ คนไทยจะไม่เคยละทิ้งงานและช่วยเหลือให้ถึงที่สุด” วรรณสิริย้ำจุดแข็งของวงการภาพยนตร์ในไทย ที่น่าจะผลักดันต่อไป

แง้มเบื้องหลังเค-ป๊อป
‘อุตสาหกรรม’ คือเป้าหมาย ไม่ได้สร้างแค่ไอดอล

วง BTS บอยแบรนด์ K-pop ชื่อดังของเกาหลีใต้

ชิน ยอนอา หัวหน้าวง ‘BIG MAMA’ และคณบดี คณะเค-ป๊อป มหาวิทยาลัยโฮวอน เล่าเบื้องหลังวงการบันเทิงเกาหลีว่า ไอดอลในเกาหลีเริ่มเข้าวงการตั้งแต่อายุน้อยมาก คือไม่เกิน 20 ปี ในช่วงแรกเริ่มของการเปิดสาขาไอดอลที่มหาวิทยาลัย ได้รับเสียงไม่พอใจอย่างมาก จึงแก้ปัญหานี้โดยใช้แนวคิดที่ว่า สาขาเค-ป๊อปไม่ได้สร้างไอดอลอย่างเดียว แต่เราก็สร้างบุคลากรสำหรับอุตสาหกรรมเค-ป๊อปโดยรวม

เรื่องการศึกษา มีการแยกการพัฒนาความสามารถ ไม่ว่าจะเป็นการร้องเพลง การศึกษาเฉพาะทางต่างๆ เมื่อมีความสามารถเฉพาะก็มีความสร้างสรรค์และนำไปปฏิบัติได้จริง ซึ่งไม่มีทางทำคนเดียวได้ ต้องทำงานร่วมกับคน เราไม่ได้สอนเต้นหรือร้องอย่างเดียว เราสอนวิธีทำงานร่วมกับคนอื่นเป็นภาพกว้าง ที่สำคัญคือใจของเขาเองว่าชอบตรงไหน อยากเป็นอะไร ต้องทำงานร่วมกัน ต้องเข้าใจซึ่งกันและกัน เราก็สร้างบรรยากาศและตั้งเป้าหมายให้ คนที่จะวิ่งไปคือนักศึกษาแต่ละคน

“ฉันคุยกับเพื่อนที่ทำงานกับบริษัทต่างๆ ว่าทำไมเด็กฝึกอายุน้อยลงทุกที ความจริงแล้วบริษัทก็เอาเปรียบ เพราะว่าถ้าอายุน้อยจะไม่มีปัญหากับประวัติการใช้ความรุนแรงต่างๆ ก็นำเด็กที่ไม่มีปัญหามา เพื่อไม่ให้มีปัญหาเกิดขึ้นภายหลัง ซึ่งก็เป็นข้อดีสำหรับบริษัท แต่ดีสำหรับเด็กด้วยไหม คงไม่ใช่”
ชิน ยอนอา หยิบยกหนึ่งในปัญหา

สำหรับ ยุน ยองซัม อาจารย์ประจำคณะเค-ป๊อป มหาวิทยาลัยโฮวอน มองเห็นความแตกต่างระหว่างการสอนในค่ายเพลงและในมหาวิทยาลัยจากประสบการณ์ส่วนตัว ที่อยู่เจวายพี 7 ปี และวายจี 3 ปี ก่อนมาเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยได้ไม่นาน ซึ่งสิ่งที่แตกต่างกันในเรื่องการสอนคือ มหาวิทยาลัยเป็นหน่วยงานการศึกษา ต้องสอนแบบมีระดับ แตกต่างจากบริษัทบันเทิงต่างๆ เช่น วายจี เจวายพี ที่บริษัทมีการบังคับค่อนข้างเยอะ เพราะมาฝึกตั้งแต่อายุน้อยมาก

“เขาก็ไม่มีความคิดเป็นของตัวเองอย่างชัดเจน แล้วทางบริษัทก็เห็นแต่ละคนเป็นเงิน เขาก็สอนแบบที่ต้องบังคับเรื่องต่างๆ คนที่มาเป็นเด็กฝึก แต่ละคนจะมีครูฝึก 7 คน สำหรับสอนการเต้น สอนการแต่งตัว แต่ที่มหาวิทยาลัยไม่สามารถใช้ครูฝึก 7 คน ต่อลูกศิษย์ 1 คน เราต้องดูภาพกว้าง ต้องสอนอุตสาหกรรมดนตรีโดยภาพรวม ฉะนั้น หัวหน้าแผนกของ ม.โฮวอน จึงได้สร้างกลุ่มไอดอลของเราเอง อยากให้คนอื่นเห็นว่าเราสามารถที่จะทำกลุ่มไอดอลสมาชิกอายุ 20 ปีขึ้นไปขึ้นมา” อาจารย์ประจำคณะเค-ป๊อป บอกถึงอุปสรรคที่กลายเป็นเป้าหมายสุดท้าทาย

ตัดมาที่สถาบันการศึกษาในฝั่งไทย นลิน เพ็ชรอินทร์ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายสื่อสารองค์กร และประธานหลักสูตรสาขาวิชาธุรกิจดนตรีและบันเทิง คณะดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เล่าถึงที่มาของการเปิดสาขาวิชาธุรกิจดนตรีและบันเทิง ที่ต้องฟันฝ่าข้อคำถามจากสังคมว่า “ช้าไปไหม” ที่ไทยเราจะสร้างไอดอล เพราะคนที่เริ่มเข้ามาเรียนมีอายุตั้งแต่ 17-18 ปีขึ้นไป

“อายุการใช้งานก็ค่อนข้างสั้น ในความเป็นจริงของคำว่าไอดอลที่ตลาดเข้าใจ ทางเราจึงพัฒนาหลักสูตรโดยไม่ได้ตั้งเป้าหมายที่ ‘ไอดอล’ อย่างเดียว แต่ตั้งเป้าหมายที่ไอดอลและอินฟลูเอนเซอร์ รวมถึงการขยายความว่า ไอดอลไม่ใช่แค่นักร้อง ศิลปินเท่านั้น แต่เขาสามารถเป็นไอดอลในหลายๆ เรื่อง ซึ่งพอแตกออกมาจริงๆ แล้ว ไอดอลกับอินฟลูเอนเซอร์ ไม่ใช่โมเดลที่ต่างกันสักเท่าไหร่ ถ้ามองตลาดให้ขยายกว่านั้น แม้ว่าภาพลักษณ์ไอดอลกับอินฟลูเอนเซอร์อยู่ในคณะดนตรีก็จริง แต่รายวิชาที่เราเปิดไว้ ไม่ได้สร้างคนเพื่อไปเป็นศิลปินหรือนักร้องแบบที่เข้าใจเท่านั้น แต่จะมุ่งเน้นให้เด็กมองในสิ่งที่เขาค้นหา เสน่ห์ของตัวเอง รู้จักสร้างคอนเทนต์ให้เป็น แล้วทำออกมา

“เสียงวิพากษ์วิจารณ์ เราก็ได้ยินบ้างตอนเริ่มทำหลักสูตร ทั้งนอกทั้งใน ทางมหาวิทยาลัยก็ตั้งคำถามมากกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น คำถามยอดฮิตคือ สิ่งเหล่านี้จะอยู่ไปได้นานเท่าไหร่ ทางเราก็มีคำตอบว่า ทุกวันนี้ไม่ใช่ว่าจะไม่มีอะไรเปลี่ยน ธุรกิจดนตรีหรือธุรกิจบันเทิงเอง ตื่นเช้ามาก็มีเทรนด์ใหม่ตลอดเวลา แต่หลักสูตรที่เขียนออกมาได้เตรียมพร้อมสำหรับสิ่งเหล่านี้แล้วว่า ที่เขาเรียน 4 ปี จะได้ออกไปอย่างมีความสามารถ พร้อมจะปรับตัวได้เสมอ” นลินทิ้งท้าย

ถือเป็นความร่วมมือระหว่าง 2 ประเทศ ในการผลักดันซอฟต์เพาเวอร์ของไทยให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นพร้อมๆ กับการกระชับสัมพันธ์ ให้ไทยและเกาหลีแน่นแฟ้นกันอย่างสร้างสรรค์

ณัฏฐ์นรี เฮงสาโรชัย

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image