เบโธเฟน, พังก์ร็อก และความขบถในศิลปะดนตรี

22.01.23 | 12:37 น.
เบโธเฟน, พังก์ร็อก และความขบถในศิลปะดนตรี

เบโธเฟน, พังก์ร็อก
และความขบถในศิลปะดนตรี

ในการพูดถึงความเปลี่ยนแปลงของโลกและมนุษย์ มีสิ่งที่ย้อนแย้งอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นอยู่เสมอนั่นก็คือ โลกและสังคมที่เราเห็นว่าเปลี่ยนแปลงไปอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันนั้น ในอีกด้านหนึ่งแล้วความเป็นมนุษย์นั้นไม่เคยเปลี่ยน โดยเฉพาะในด้านของอารมณ์ความรู้สึก ความรัก, โลภ, โกรธ, หลง, ความอิจฉาริษยา หรือจะเป็นด้านอารมณ์ความรู้สึกบวก เช่น ความเมตตาเห็นอกเห็นใจ…ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปจากความเป็นมนุษย์ เช่นเดียวกันกับความเป็นขบถในทางความคิด สิ่งนี้ไม่เคยเปลี่ยนแปลง มันเกิดขึ้นทุกยุค ทุกสมัย ผ่านการแสดงออกในรูปแบบต่างๆ กันตามบริบทแห่งเหตุการณ์นั้นๆ และเครื่องมือในการแสดงออกทางความคิดขบถอันเป็นเลิศอย่างหนึ่งของมนุษย์ก็คือ การแสดงออกผ่านผลงานศิลปะ และศิลปะดนตรีก็คือ หนทางอันเป็นเลิศอย่างหนึ่งในการแสดงออกซึ่งความคิดขบถของมนุษย์ มีการแสดงออกซึ่งความคิดขบถของมนุษย์ผ่านงานศิลปะดนตรีอยู่เสมอๆ ในทุกยุคสมัย ผันแปรไปตามบริบททางโลกและสังคม ผ่านกรอบ, รูปแบบ และคำจำกัดความมากมายหลากหลาย ไม่ว่าชื่อบนฉลากทางความคิดนั้นจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร เนื้อในและแก่นสารก็ล้วนเหมือนๆ กันนั่นก็คือ “ความคิดขบถ”

เมื่อไม่นานมานี้ผู้เขียนได้มีโอกาส อ่านบทความเรื่อง “ทำไม เบโธเฟนจึงมิใช่ พังก์ร็อกแห่งวงการดนตรีคลาสสิก?” เขียนโดย ศาสตราจารย์ อเล็กซานเดอร์ คาร์เพ็นเตอร์ (Alexander Carpenter) แห่งมหาวิทยาลัยแอลเบอร์ตา (University of Alberta) ประเทศแคนาดา เนื้อหาของบทความชิ้นนี้ปลุกเร้าความคิดได้อย่างน่าสนใจมากทีเดียว เมื่อเกิดกระแสทางความคิดบนโลกออนไลน์ เมื่อราวเกือบสองปีก่อนว่า “เบโธเฟน คือพังก์” และที่น่าสนใจยิ่งไปกว่านั้นก็คือ มิใช่เพียง เบโธเฟน (Ludwig van Beethoven) แต่เพียงผู้เดียว หากแต่มีความพยายามในการดึงเอาบรรดาดุริยกวีเรืองนามใหญ่ๆ ของโลกทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นโมซาร์ท (W.A. Mozart), ลิซท์ (Franz Liszt), หรือสตราวินสกี (Igor Stravinsky) เข้ามาสังกัดอยู่ภายในคำจำกัดความของ ลัทธิดนตรีพังก์ (Punk) ด้วยเหตุผลอันควรค่าที่พอจะรับได้ว่า พวกเขาล้วนแต่เป็นผู้เสาะแสวงหาหนทางใหม่ๆ ผู้เขียนคิดว่า ถ้าหากผู้แสวงหาหนทางใหม่ๆ จะถูกตีตราว่าเป็น “พังก์” ไปเสียทั้งหมดแล้ว โลกนี้คงมีแต่ชาวพังก์เต็มไปหมด แต่ถ้าคำเปรียบเทียบนั้นเป็นไปเพื่อที่จะยกย่องท่านผู้ยิ่งใหญ่ทางศิลปะดนตรีทั้งหลาย ก็คงไม่ใช่เรื่องน่าเสียหายทางเจตนารมณ์

แม้ว่าในทางรายละเอียดของคุณลักษณะทางศิลปะดนตรีนั้น ดนตรีพังก์และดนตรีคลาสสิกแทบจะไม่มีอะไรที่จะเชื่อมโยงถึงกันได้เลย

ผู้เขียนคิดว่าวัตถุประสงค์แห่งเนื้อหาใจความหลักของ ศ.อเล็กซานเดอร์ คาร์เพ็นเตอร์ในการเขียนบทความชิ้นนี้นั้น ต้องการที่จะบอกกับพวกเราว่า การแสดงออกในเชิงขบถทางความคิดผ่านศิลปะดนตรีนั้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมายาวนาน ซึ่งประเด็นนี้ผู้เขียนเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งและคงยากมากที่จะมีผู้ใดสามารถคัดค้านได้ มีตัวอย่างกรณีขบถทางความคิดในผลงานดนตรีเกิดขึ้นมากมาย ตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจเป็นอันมากนั่นก็คือ ในกรณีของแม่ชี “ฮิลเดการ์ด ฟอน บิงเง็น” (Hildegard von Bingen) แห่งช่วงปลายมัธยสมัย (Middle Ages) ซึ่งเธอเป็นทั้งแม่ชีและนักประพันธ์ดนตรีสตรีอีกด้วย บอกเล่ากันว่าเธอเคยประพันธ์บทเพลงสวด (Chant) ที่ใช้แนวทำนองที่มีช่วงเสียงกว้าง (โดยมาตรฐานแห่งการแต่งเพลงสวด “ชานท์” มักจะต้องใช้แนวทำนองที่มีช่วงเสียงแคบเพื่อแสดงออกซึ่งความสำรวม) และคำร้องที่ส่อออกไปในแนวหยาบโลนอย่างน่าตกใจ และนั่นเองก็ทำให้เธอถูกเพ่งเล็งว่าอยู่ในสถานะ “บุคคลต่อต้านสถาบัน” นี่เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ราวคริสต์ศตวรรษที่12 หรือแม้แต่ ท่านมาร์ติน ลูเธอร์ (Martin Luther) พระผู้ก่อตั้งนิกายโปรเตสแตนท์ ก็ได้รับการจัดว่าเป็นส่วนหนึ่งแห่ง
พังก์ร็อกในทางดนตรีคลาสสิก โดย จอห์น บัตต์ (John Butt) แห่งหนังสือพิมพ์ “เดอะการ์เดียน” (The Guardian) ซึ่งประเด็นนี้ผู้เขียนขอขยายความเพิ่มเติมว่า พวกเราต้องไม่ลืมว่าท่านมาร์ติน ลูเธอร์นี้เองที่ริเริ่มประดิษฐ์เพลงสวดใหม่ที่เรียกว่า “คอราล” (Chorale) ซึ่งใช้คำสวดเป็น “ภาษาชาวบ้าน” ที่ใช้พูดกันในชีวิตประจำวัน เพื่อให้ศาสนิก
ชนเข้าใจในความหมายของการสวดมนต์นั้น ไม่จำกัดว่าบทสวดจะต้องสวดกันในเฉพาะภาษาละติน (Latin) อันศักดิ์สิทธิ์ (แต่ฟังไม่รู้เรื่อง) อีกต่อไป

Advertisement

ความหมายในคำจำกัดความว่า “พังก์” มีหลายประการ ซึ่งหลายประการนี้ก็ถือเป็นลักษณะสากลทางศิลปะภายใต้คำจำกัดความอื่นๆ อยู่ก่อนแล้ว หนึ่งในนั้นระบุว่า “พังก์ คือการหลั่งไหลหรือการระเบิดออกมาของอารมณ์ความรู้สึกอย่างพรั่งพรู” ซึ่งศิลปินอันเป็นที่เคารพสักการะผู้หนึ่งทางฝั่งดนตรีคลาสสิกที่ถูกนับรวมเข้าไปในกระแส “พังก์” ก็คือ ไชคอฟสกี (P.I. Tchaikovsky)
ดุริยกวีชาวรัสเซียแห่งศตวรรษที่ 19 ด้วยแนวทางการประพันธ์ดนตรีอันเป็นที่ประจักษ์ชัดเสมอมาว่า ดนตรีของท่านนั้นหลั่งไหลพรั่งพรูออกมาจากใจของท่านโดยตรง และมุ่งสื่ออารมณ์ความรู้สึกนั้นเข้าสู่จิตใจและอารมณ์ของผู้ฟังโดยตรงที่สุด

การเปรียบเทียบศิลปินดนตรีคลาสสิกอันเป็นที่สักการะกับพังก์ร็อกอีกกรณีหนึ่งที่ผู้เขียนคิดว่าน่าสนใจเป็นอย่างยิ่งนั่นก็คือ “โมซาร์ท” (W.A. Mozart) ในฐานะ “ศิลปินพังก์ร็อกแห่งศตวรรษที่ 18” ด้วยเหตุผลที่ว่า นอกจากเสียงดนตรีที่แสดงออกถึงความเป็นอิสระเสรีในทางจิตวิญญาณแล้ว ศิลปินป๊อปชาวออสเตรียนามว่า “ฟัลโก” (Falco) ระบุว่าโมซาร์ทเป็น “Ein Punker” เพราะเขามีเสน่ห์เป็นที่รักของสตรีมากมาย เป็นนักดื่มระดับคอทองแดง เป็นพังก์ร็อกหนุ่มเจ้าสำราญที่ไม่รู้จักทุกข์ร้อนใดๆ (ผู้เขียนขอเสริมด้วยว่า โมซาร์ทยังเป็นหนุ่มนักเต้นเท้าไฟที่รักการเต้นรำเป็นชีวิตจิตใจ จนมีบันทึกไว้ว่าเขาเต้นรำแบบโต้รุ่งอยู่บ่อยๆ)

และแล้วก็มาถึง “พังก์ร็อกตัวพ่อแห่งวงการดนตรีคลาสสิก” นั่นก็คือ “เบโธเฟน” ศิลปินระดับพึงสักการะ ที่นิตยสาร “Entertainment Weekly” ได้ยกย่องให้เป็นพังก์ต้นแบบ (Proto Punk) โดยนำเอาวัตรปฏิบัติบางประการของเบโธเฟนไปเปรียบเทียบกับ “ซิด วิเชียส” (Sid Vicious) มือเบสของวง “เซ็กซ์พิสทอลส์” (Sex Pistols) วงพังก์ร็อกแห่งประเทศอังกฤษว่า ทั้ง เบโธเฟน และซิด วิเชียส นั้น “ทำลายล้างอย่างเละเทะสิ้นซาก” และทั้งคู่นี้ก็ยังแต่งเพลงที่ต่อต้านสถาบัน (anti-monarchy) และเรื่องพฤติกรรมต่อต้านสถาบันของเบโธเฟนนี้ผู้เขียนก็จะขอเสริมเพิ่มเติมว่ามันป็นที่ประจักษ์ชัดเสมอมา ในเรื่องราวประวัติชีวิตส่วนตัวของท่าน ที่แม้จะได้รับการอุปถัมภ์จากเจ้านาย, ชนชั้นสูงทั้งหลายแต่เบโธเฟนก็มักจะแสดงพฤติกรรมที่กระด้างกระเดื่องต่อบรรดา “องค์อุปถัมภ์” ของเขาเสมอๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อความในจดหมายในปี ค.ศ.1806 ที่เขาเขียนถึงเจ้าชายลิคนอฟสกี (Prince Karl Lichnowsky) ด้วยใจความว่า “ดูกรเจ้าชาย, ท่านน่ะรึคือใคร…เจ้าชายอย่างท่านจะมีอีกเป็นร้อยเป็นพัน…แต่เบโธเฟนจะมีเพียงคนเดียว!…”

นักวิจารณ์ดนตรีนาม “คอลิน เฟลมิง” (Colin Fleming) ได้พรรณนาเชื่อมโยงคุณลักษณะของผลงานซิมโฟนีเลขคู่บทหนึ่งของเบโธเฟน นั่นก็คือซิมโฟนีหมายเลข 8 ในบันไดเสียง เอฟ เมเจอร์ (ซึ่งมักจะเป็นที่รู้ๆ กันว่า ซิมโฟนีในบทที่เป็นหมายเลขคู่ของเขานั้นมักจะเป็นซิมโฟนีใน “กระแสรอง” ของเขา) ระบุว่าซิมโฟนีบทนี้ของเขาเป็น “พังก์ร็อก” ด้วยเหตุผลที่ว่า “มีจังหวะเร็ว, เต็มไปด้วยประโยคเพลงที่ดังเอะอะ อึกทึกมากมาย และเหนืออื่นใด บทเพลงนี้มีบุคลิกภาพทางดนตรีที่ฟังดู ท้าตี ท้าต่อยและชวนทะเลาะ” ผู้เขียนแนะนำเพิ่มเติมว่า หากท่านอยากทราบลองไปฟัง ซิมโฟนีหมายเลข 8 ของเบโธเฟน
กันเล่นๆ อาจไม่ต้องฟังครบทั้งสี่ท่อน แต่ลองฟังในท่อนแรกและท่อนสุดท้ายดู

ก็อาจสัมผัสได้ถึงบรรยากาศเช่นว่านี้ได้ไม่น้อยเลยทีเดียว

บรรษัทกระจายเสียง BBC ของอังกฤษอ้างสิทธิว่า รายการคอนเสิร์ต “พรอมส์” (Proms) ประจำปีของอังกฤษนั้นน่าจะเป็น “หนึ่งในพังก์ร็อกคอนเสิร์ตที่เก่าแก่ที่สุดของโลก” ซึ่งได้นำเสนอผลงานดนตรีของเบโธเฟนที่ทั้งผู้ชมและนักดนตรีมองว่าเป็นผลงานดนตรีที่ “กระตุ้นและท้าทาย” และผู้เขียนคิดว่ายิ่งถ้าหากเราจะมองคำแปลว่า พังก์แปลว่า วัสดุสำหรับจุดไฟแล้ว เราก็พอจะมีความชอบธรรมมากขึ้นในการนำคำนี้มาเปรียบเทียบกับดนตรีที่เราเรียกว่า “คลาสสิก” (ซึ่งกว้างขวางกว่าเพียงแค่ดนตรีในศตวรรษที่ 18) เพราะนี่เป็นดนตรีที่จุดประกายท้าทายความคิดและจินตนาการอย่างไม่รู้จักจบสิ้น

หลังจากอ่านบทความชิ้นนี้ของ ดร.อเล็กซานเดอร์ คาร์เพ็นเตอร์แล้ว ก็ชวนให้นึกไปถึงนิยามความหมายของคำว่า “คลาสสิก” และสารคดีโทรทัศน์เกี่ยวกับซิมโฟนีหมายเลข 5 ของเบโธเฟน (ปั๊ม-ปั๊ม-ปั๊ม-ป่าม) ขึ้นมาทันที ขอพูดถึงนิยามความหมายของ “คลาสสิก” กันเสียก่อน เรามักจะหมายถึงความงามอันพอเหมาะพอดี, เปี่ยมด้วยรสนิยมอันดี, ความไพเราะงดงามแบบเรียบร้อย (แบบที่เรียกกันว่า “ผ้าพับไว้”) แต่ในอีกด้านหนึ่งคำว่าคลาสสิกนั้นเราใช้นิยามถึงศิลปะในช่วงยุคศตวรรษที่18 (ราวปี ค.ศ.1750-1830) ของยุโรป อันเป็นยุคสมัยที่เรียกขนานนามกันว่าเป็น “ยุคแสงสว่างทางปัญญา” (The Age of Enlightenment) ซึ่งถ้าจะว่าไปแล้วคำนี้เป็นการอธิบายปรากฏการณ์แห่งการตื่นรู้ หรืออาจเรียกว่า “ตาสว่าง” ของคนยุโรปหลังการสิ้นสุดของมัธยสมัย (Middle Ages) แห่งความมืดบอด, ศรัทธาคำสอนทางศาสนาแบบหัวปักหัวปำ มนุษย์เริ่มตื่นรู้ค้นหาเหตุผลทางความคิดและความเชื่อเปลี่ยนระบบความคิดแบบถอนรากถอนโคน จนมาสุกงอมในศตวรรษที่ 18 ที่เราเรียกกันอย่างสวยหรูว่า “คลาสสิก” ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้วยุโรปในยุคนั้นจัดเป็นช่วงเวลาแห่งความโกลาหลวุ่นวายเป็นที่สุดยุคหนึ่ง โดยเฉพาะความครุกรุ่นทางการเมืองที่กำลังร้อนระอุ

ถ้าหากเป็นเช่นนี้แล้ว เราพอจะอนุมานเอาได้ไหมว่ายุคศตวรรษที่ 18 ของยุโรปนั้นคือยุคที่สูงด้วยบรรยากาศแห่งความเป็น “พังก์” ในความรู้สึกและความหมายทีเดียว

นิโคเลาซ์ อาร์นองกู (Nikolaus Harnoncourt) วาทยกรและนักปราชญ์ทางดนตรี (ผู้เขียนไม่ลังเลที่จะใช้คำว่า “ปราชญ์ทางดนตรี” สำหรับเขา) ผู้ล่วงลับในปี พ.ศ.2559 ยืนยันว่าเสียงใจความหลักทางดนตรี (Motif) ด้วยโน้ต 4 พยางค์ในซิมโฟนีหมายเลข 5 ของเบโธเฟน ที่ว่า “ปั๊ม-ปั๊ม-ปั๊ม-ป่าม” นั้น ไม่ใช่เสียงเคาะประตูแห่งชะตากรรม (Fate) ตามที่เรามักทึกทักเอากันมาเป็นร้อยปี แต่เขายืนยันว่ามันคือเสียงแห่งบรรยากาศอันคุกรุ่นแห่งการปราศรัยทางการเมืองอันร้อนแรงในศตวรรษที่ 18 บรรยากาศแห่งการเรียกร้องสิทธิ, ความเสมอภาคเท่าเทียมที่คุกรุ่นไปทั่วยุโรป เรื่องนี้ยังได้ทำให้ผู้เขียนนึกไปถึงเรื่องราวของอุปรากรชวนหัว (Comic Opera) ในฐานะที่เป็นเครื่องมือในทางการเมือง ในยุคสมัยที่ชีวิตของผู้คนยังไม่มีเครื่องรับโทรทัศน์ ยุคสมัยที่ผู้คนยังใช้ชีวิตผูกพันกับโรงละครและโรงคอนเสิร์ตในศตวรรษที่ 18 ละครอุปรากรตลก กลายเป็นเครื่องมืออันสำคัญในการใช้บั่นทอนอำนาจชนชั้นปกครอง เค้าโครงเรื่องที่สะท้อนให้เห็นความบกพร่องฉ้อฉลของชนชั้นสูงถูกสอดแทรกเข้ามาในเนื้อเรื่อง และที่ผู้เขียนคิดว่าน่าทึ่งยิ่งไปกว่านั้นก็คือ “ความสามารถในการถอดความหมายเชิงสัญลักษณ์” ของผู้คนยุโรปในศตวรรษที่ 18 ซึ่งหัวเราะก้องกังวานอย่างสะใจในบทบาทของตัวละครเหล่านั้น ซึ่งในความหมายแฝงก็คือผู้มีอำนาจตัวจริงในสังคม ศิลปะได้ทำหน้าที่อันสมบูรณ์แบบของมันแล้ว กล่าวคือเป็นเครื่องมือ, เป็นหินลับมีด, ลับภูมิปัญญาของผู้ชมให้มีปัญญาอันแหลมคม

ไม่เลวทีเดียวสำหรับแนวคิดการเชื่อมโยง “พังก์” กับดนตรีคลาสสิกที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่สุดท้ายมันก็สะท้อนให้เห็นว่าไม่ว่าหีบห่อ, รูปลักษณ์ภายนอกจะแตกต่างกันอย่างสุดขั้ว นิยาม, ความหมายอาจจะแตกต่างกันไปตามยุคสมัย หากแต่มันก็ได้สะท้อนถึงบทสรุปอันตกผลึกที่ว่า ไม่ว่าวันเวลาจะผ่านไปนานเพียงใด บริบททางสังคม, ค่านิยมจะเปลี่ยนแปลงไปเพียงใด

แต่มนุษย์ผู้มีสติปัญญาจะแสวงหา “แสงสว่างทางปัญญา” โดยสัญชาตญาณอยู่เสมอ และ “สำนึกขบถ” นี้เองก็คือ “สำนึกแห่งปัญญา” ไม่ว่ามันจะเป็น “พังก์” หรือ “คลาสสิก”