
“การชุมนุมในครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้น หวังว่าเสียงของหลายๆ คนจะส่งไปถึงกระบวนการยุติธรรม”

ภาณุพงศ์ จาดนอก หรือไมค์ ระยอง หนึ่งในแกนนำราษฎร ประกาศก้องกลางสกายวอล์กสี่แยกปทุมวัน ในการนัดหมายครั้งสำคัญที่แกนนำนักกิจกรรม นักเรียน นักศึกษา ประชาชน ครูบาอาจารย์ยันพระสงฆ์ มุ่งตรงมายังสกายวอล์กสี่แยกปทุมวัน จุดตัดระหว่างถนนสายพระรามที่ 1-พญาไท ร่วม ยืน หยุด ขัง นับถอยหลังกับทะลุฟ้า ครบ 112 ชั่วโมงในเวลา 17.12 น. ของวันที่ 26 มกราคม หลังยืนมา 5 วันรวด แต่ยังไร้วี่แววปล่อยนักโทษการเมือง
พลเมืองโต้กลับ ย้ายมาจากหน้าศาลฎีกา องค์การบริหารสโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (อบจ.) ผนึก เกียมอุดมไม่ก้มหัวให้เผด็จการ “เดิน หยุด ขัง” 1.12 กม. มาจากลานพระบรมรูป 2 รัชกาล ภายในรั้วจุฬาฯ ส่วน อานนท์ นำภา แกนนำราษฎร ที่ตอนนี้ผันตัวมาทำเรื่องคดีความ ในนามศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ลั่น ขอทำผิดเงื่อนไขศาล ชักชวนทุกคนผ่านโพสต์มาร่วมยืนยัน 3 ข้อเรียกร้องของทั้ง 2 คือ 1.ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม 2.ปล่อยนักโทษทางการเมืองทุกคน และ 3.พรรคการเมืองออกนโยบายยกเลิก ม.112-116

แสดงพลังครั้งสุดท้ายก่อนที่ ตะวัน-แบม ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ และ อรวรรณ ภู่พงษ์ ผู้ต้องหาคดีอาญา มาตรา 112 ที่ยังไม่ถูกพิพากษา จะสิ้นลมหายใจจากการอดน้ำและอาหารเข้าสัปดาห์ที่สอง เพื่อประท้วง 3 ข้อเรียกร้อง ให้นักสู้ทางการเมืองอีกนับ 20 ชีวิตได้รับสิทธิพื้นฐานอย่างการประกันตัวออกไปไฟต์คดี
บรรทัดต่อจากนี้คือถ้อยคำปราศรัยสื่อสารความคับแค้นใจจากเยาวชนคนรุ่นใหม่ ที่ห่วงว่าประเทศไทยเสี่ยงสูญสิ้นซึ่งมาตรวัดแห่งความเที่ยงธรรม
จุดเริ่มต้น ราษฎร 66 เก็บความแค้นไปลงที่คูหา
ไม่หนุนเลิก 112 ไม่ต้องกา
ไมค์เคยให้สัญญาใจว่าจะไม่หนีไปไหน ยังสู้อยู่กับทุกคนแม้จะใส่กำไลอีเอ็ม
“ในฐานะที่เราเป็นมนุษย์ เวลาเราหิว เราต้องกิน เป็นเรื่องปกติของมนุษย์ แต่เพื่อนของเรากำลังอดน้ำและอาหารเพื่อต่อสู้กับกระบวนการที่ไม่ยุติธรรม ความหวังและพลังของเขากำลังริบหรี่ลงทุกที”
การออกมาต่อสู้รอบนี้ คือสิ่งที่อดีตแกนนำราษฎรต้องการยืนยันว่า เพราะอยากให้เพื่อนยังคงมีลมหายใจ ไม่ใช่ออกมาสู้ในวันที่พวกเขา “ไม่อยู่แล้ว”
“การรวมตัวอีกครั้งมันคือบรรยากาศเมื่อปี 2563 และมันจะเริ่มยิ่งใหญ่ จะมีการรวมตัวของคณะราษฎรอีกครั้งในปี 2566 นอกจากนี้ จะมีอะไรที่เปลี่ยนแปลงมากกว่าเดิมอีก สิ่งสำคัญที่สุดคือการเลือกตั้งและอำนาจอยู่ในปากกาของเรา เพราะฉะนั้น พรรคการเมืองไหนที่ไม่ยกเลิก 112 ไม่ต้องไปกาให้ การต่อสู้บนท้องถนนและการต่อสู้ในคูหาล้วนเป็นเรื่องเดียวกัน จงเก็บความแค้นนี้ไว้แล้วไปกาให้คนที่ช่วยเพื่อนเรา” ไมค์สั่งลุย
มีหวัง เชื่อมั่น ส่งเสียง
ปลุกลุกยืนตัวตรง ปกป้องความเป็นธรรม

ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล หรือมายด์ จับไมค์ปราศรัยด้วยเสียงสั่นเครือ และร่ำไห้ในบางช่วง
มองว่าตอนนี้ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าการร่วมยืนยันว่า ความยุติธรรมมีอยู่จริงหรือไม่?
“มีแต่ความน่าโมโห น่าโกรธ เวลากำลังเดินไปเรื่อยๆ วิธีที่ตะวันใช้ อดน้ำ อดอาหาร ทำให้เวลายิ่งเดินเร็วขึ้น และมันเลยเป็นส่วนสำคัญมากที่เรายิ่งต้องขยายเสียง เรียกร้องสิ่งที่พวกเขาส่งออกมาให้ไปถึงรัฐบาล กระบวนการยุติธรรม พรรคการเมือง ว่าให้กลับมาเห็นความสำคัญของประชาชนสักที ถ้าคุณไม่ได้ทำเพื่อประชาชน แล้วตอนนี้คุณกำลังทำเพื่ออะไร ทำเพื่อความมั่นคงในอาชีพตัวเองหรือ” มายด์ข้องใจ ส่งเสียงถามผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่เชื่อว่ากำลังดูผ่านไลฟ์
“ไม่มีเหตุอะไรที่คุณต้องกลัวระบอบที่กดทับ ถ้าบอกว่า นายสั่งมา มีระบบของการควบคุม คุณก็ลุกขึ้นมาบอกพวกเขา กล้าหน่อยที่จะลุกมาปกป้องอาชีพตัวเอง”
อดีตแกนนำเยาวชนปลดแอกกล่าวเทียบกับเยาวชน ที่ต้องการเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อประจานความผิดปกติของสังคม ที่ต้องเปลี่ยนแปลงเดี๋ยวนี้
“หลายคนคงมีข้อสงสัยต่อวิธีการที่พวกเขาใช้เรียกร้อง แต่มันไม่ได้ผิดเลย เราต่างเลือกใช้วิธีการใดก็ได้ แต่สิ่งที่ต้องสนใจคือข้อเรียกร้องของตะวัน แบม ให้มีการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ยุติดำเนินคดีทางการเมือง เพราะขัดรัฐธรรมนูญ ข้อเรียกร้องที่พรรคจะต้องเห็นความสำคัญในการ ยกเลิก ม.112, 116 คุณไม่จำเป็นต้องเชื่อก็ได้ แต่ต้องสนใจแล้ววิเคราะห์ด้วยตัวเอง ถ้าเห็นด้วย ส่งเสียงเป็นส่วนหนึ่งกับพวกเขา แค่นั้นเอง” มายด์อธิบายต่อสาธารณะ
ตะโกนบอกบรรดาพรรคการเมือง ว่าตอนนี้มีกฎหมายที่ละเมิดสิทธิอยู่ ต้องยกเลิกเพื่อคืนความเป็นมนุษย์ให้กับประชาชน
“พรรคการเมืองมักนอบน้อมเมื่อมีการเลือกตั้ง เข้ามายิ้มแย้ม ไหว้ ให้คำสัญญา แต่หลังจากเลือกตั้ง พวกเขามีเกราะหนาแน่นมาก เข้าถึงยาก ต้องยกมือไหว้ แบบนี้มันผิดหลักการ… ฟังเสียงประชาชน อย่าเอาแค่ฉาบฉวย มองเห็นถึงปัญหาว่าประชาชนต้องพบเจออะไรบ้าง เพิ่มนโยบายที่แก้ปัญหาได้จริง ไม่ใช่ชั่วครั้งคราวแล้วหักหลัง การเลือกตั้งครั้งนี้ทุกอย่างจะเปลี่ยนไป เราจะทำให้เห็นว่า ไม่ใช่พรรคกำหนดทิศทาง นโยบาย ณ ตอนนี้ เราจะเปลี่ยนใหม่ พรรคต้องเป็นตัวรับฟัง เราจะเป็นผู้เสนอว่าอยากได้อะไร ถ้าอยากได้เสียงเรา ก็หยิบเอาไปทำนโยบาย” มายด์ประกาศกร้าว
ก่อนอัพเดตอาการของตะวันและแบมที่หัวใจเกือบหยุดเต้น สะท้อนความเน่าเฟะของระบบ ที่จำเป็นต้องรวมกำลังพล กระจายการต่อสู้ ให้คนในเรือนจำรู้ว่า พวกเขาไม่ได้โดดเดี่ยว
“หลายคนถูกขังเกือบปีแล้ว เราไม่ได้ลืมพวกเขา และเราจะอยู่ข้างนอก ส่งเสียงว่าเลิกเมินเฉยกับชีวิตประชาชนได้แล้ว เราใกล้ที่จะกลับมา มีคนมากพอแล้ว สิ่งที่พวกเราต้องทำคือ การมีความหวัง ตะวันพูดตลอดว่า ขอให้เชื่อมั่นในตัวเขา เราทุกคนยังคงเป็นกำลังใจ ยังคงยืนเคียงข้างนักสู้ทุกคนในเรือนจำ และเราจะไม่มีวันหยุด จนกว่าความยุติธรรมจะเกิดขึ้นในสังคมไทย ขอให้ทุกคนกระจายข่าว เตรียมความเข้มแข็ง ออกไปบอกคนรอบข้างให้ออกมาร่วมกันส่งเสียง”
สิ้นสุดคำของมายด์ “ประเทศนี้เป็นของประชาชน” ถูกตะโกนกึกก้อง
เจอแน่! การต่อสู้ใกล้แตกหัก
ปิดปากไม่ได้ กลัวอะไรได้อย่างนั้น
ในช่วงท้ายได้ยินเสียงเฮหนึ่งช็อต เมื่ออานนท์ขึ้นเวทีบอกข่าวดีว่า ได้รับสายจากแกนนำของพรรคเพื่อไทยระดับสูงที่สุด วันที่ 27 มกราคมนี้พรรคฝ่ายค้านจะร่วมกันแถลงสนับสนุนการต่อสู้ของทั้ง 2 โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคก้าวไกลและพรรคเสรีรวมไทย แถลงขั้นต่ำคือแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 ขั้นสูงสุดคือยกเลิก

ทนายอานนท์ทบทวนการต่อสู้ตั้งแต่ปี 2563 คนรุ่นใหม่ลุกขึ้นในเดือนมิถุนายน เริ่มต้นจากการ์ดอาชีวะอาสา แต่ในปี 2566 เริ่มต้นเร็วกว่าเดิม 6 เดือนจากคนเพียงไม่กี่ 10 คน ทั้งยังมี We Volunteer มีการ์ดอาชีวะ มีการ์ดมืออาชีพแล้ว จึง “ไม่กลัว”
“ปีนี้ทุกคนมีความรู้เท่ากันแล้ว ไม่ต้องพูดมาก มองตาก็รู้ใจ”
“หลายคนบอกว่าการต่อสู้ของคนรุ่นใหม่ปี 2563 ไม่ชนะเลย อันนี้ไม่จริง เราเริ่มจากทะลุเพดาน วันนี้เรามีทะลุแก๊ส ทะลุวัง ทะลุฟ้า เราต่อสู้เพื่อคุณวันเฉลิม วันนี้เรามีร่างพระราชบัญญัติป้องกันการอุ้มหาย เราต่อสู้เรื่องสิทธิเสรีภาพ ความเท่าเทียมทางเพศ วันนี้เรามี พ.ร.บ.ความเท่าเทียมทางเพศแล้ว เหล่านี้จะไม่มีทางเกิดขึ้นถ้าไม่มีการต่อสู้ของพวกเราปี 2563 หรือแม้แต่สภา 10-20 ปีมาแล้ว ไม่เคยมี ส.ส.คนใดกล้าอภิปรายถึงสถาบัน ปีนี้มีการอภิปรายงบสถาบันกลางสภาแล้ว” อานนท์ตัดเกรดการเคลื่อนไหว มั่นใจว่าสังคมได้เปลี่ยนไปแล้ว นี่คือชัยชนะที่ค่อยๆ ทยอยสะสม
แต่อีกมุม การต่อสู้ก็ถูกโต้กลับอย่างหนักหน่วง ทั้งปี 2563 และปลายปี 2564-2565
“พวกเราหลายคนต้องติดคุก โดนกล่าวหา โดนแกล้งไปแจ้งความที่นราธิวาส ต้นทุนของพวกเรามีเยอะ ในขณะเดียวกันเขาก็ทำลายเราเยอะขึ้น ใบปอ เก็ท ตะวัน แบม และอีกหลายคนก็เช่นกัน เขาเป็นตัวประกันทางการเมือง หลายคนสูญเสีย เพื่อนเราโดนยิงตาบอด มีน้องโดนยิงเสียชีวิตที่หน้า สน.ดินแดง เหล่านี้มันหลอมรวมให้พวกเรากลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ตอนนี้ที่กำลังต่อสู้กันอยู่อย่างดุเดือดคือ กระบวนการยุติธรรม และนี่คือที่มาของการเข้ามาสู่พื้นที่การต่อสู้ของแบมและตะวัน”
“เราต้องยอมรับว่าปีที่แล้วกับปีนี้ พวกเราเมินเฉยและหลงลืม เพื่อนเราบางคนอยู่ในคุก ผมขอสารภาพว่าเกิดจากความเหนื่อย เจ็บปวดใจ คนเหล่านั้นไม่ใช่คนที่มีชื่อเสียง ออกมาสู้ด้วย 2 มือเปล่า พี่สมบัติ แค่โพสต์เฟซบุ๊กติดคุกไม่ได้ประกัน พวกเขาถูกลืมมาระยะหนึ่ง ตะวันกับแบมเสียสละอุทิศเสรีภาพ เพื่อจะปลุกพวกเราอีกครั้งให้ตื่นขึ้นมา และฝากไปบอกตะวันกับแบมว่า วันนี้ ที่นี่ พวกเราตื่นกันแล้ว และพร้อมที่จะสู้เคียงข้างกับทั้ง 2 รวมทั้งคนที่อยู่ในเรือนจำทุกคน” แกนนำราษฎรส่งเสียงถึงผู้ร่วมอุดมการณ์
“ประเมินว่าการต่อสู้ครั้งนี้ใกล้ถึงจุดแตกหักเข้าไปทุกที เป็นการปะทะของความคิดเก่ากับใหม่ เผด็จการกับประชาธิปไตย ความคิดเหล่านี้จะปะทะกันไปทุกอณูทุกขุมขนทุกชนชั้น แต่ฝ่ายที่ได้เปรียบคือ คนรุ่นใหม่ ที่เกิดขึ้นทุกวันๆ พร้อมกับแหล่งข้อมูล
เขาไม่หนี เขาเดินเข้าสู่เรือนจำ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตะวันกับแบมเดินเข้าไปเองเลย เขาไม่หนี กลัวอะไร อย่าลืมตะวันกับแบมที่โดนจับเพียงแค่ทำโพลเท่านั้น คุณจะมาปิดปากคนรุ่นใหม่ไม่ให้ตั้งคำถาม คุณกลัวอะไร ผมบอกเลยว่าคุณกลัวอะไร คุณก็จะได้เห็นอันนั้น และอะไรที่เคยเห็นจะไม่ได้เห็นอีกเลย วันนี้กลัวนักกลัวหนา ทั้งประยุทธ์ ประวิตร กลัวพรรคฝ่ายค้านชนะการเลือกตั้ง ไม่ต้องกลัว กลัวอะไรได้เห็นอย่างนั้น” อานนท์ลั่น
วาดฝันว่า สมัยหน้าถ้าคนรุ่นใหม่ได้รับการเลือกตั้งเต็มสภา เจอกันแน่นอน! มองตะวัน-แบม 2 เด็ดเดี่ยวที่จะต่อสู้เพื่อให้เห็นชัยชนะ เพื่อพิสูจน์ความจริง พร้อมเตือนด้วยว่า “อย่าไปท้าทายเด็กพวกนี้”
“ถ้าเราทำให้นักโทษการเมืองได้รับการประกันตัว เราก็ชนะไปอีกข้อหนึ่ง มันเห็นแสงรำไรแล้ว ศาลยกคำร้องถอนประกันเหล่านี้เป็นความหวังแล้ว ศาลสั่งยกคำร้องไม่ถอนประกัน เหล่านี้คือแสงสว่างปลายอุโมงค์แล้ว ศาลต่างจังหวัดอย่างขอนแก่น สมุทรปราการ 112 ศาลต่างจังหวัด ศาลรุ่นใหม่กล้าหาญยกฟ้องแล้ว แม้แต่ในชั้นศาลเองก็เป็นการต่อสู้ของอุดมการณ์ที่ต่างกัน” อานนท์ปลุกความหวัง
มือถูกยกชู 3 นิ้ว “เราจะสู้เคียงข้างกัน ให้มันจบที่รุ่นเรา” ดังก้อง
“ครั้งหน้าเจอกันแน่นอน เอาเครื่องเสียงใหญ่เบิ้มๆ” อานนท์ทิ้งท้าย ให้สัญญาใจก่อนการมาถึงของศักราชใหม่แห่งการต่อสู้ เพื่อให้คน=คน
