เปิดโปรเจ็กต์’นักชิม’ ดึงศักยภาพผู้บกพร่องทางการมองเห็น สู่อาชีพใหม่ อีกทางเลือกของพรุ่งนี้

31.01.23 | 12:31 น.
ผศ.ดร.ธิติมา วงษ์ชีรี

 

เ มื่อนึกถึงอาชีพของผู้บกพร่องทางการมองเห็น หลายคนคงชินตากับการเลี้ยงปากท้องตนเองด้วยอาชีพเพียงไม่กี่อย่าง ได้แก่ ขายสลากกินแบ่งรัฐบาล นักร้อง นักดนตรีในที่สาธารณะ และนวดแผนไทย แม้ว่าจะมีอาชีพอื่นๆ เป็นทางเลือกใหม่ในการทำงานขึ้นมาบ้าง แต่อาชีพดังกล่าว ยังคงเป็นสายงานหลักของกลุ่มคนตาบอดเช่นเดิม

จากข้อมูลรายงานข้อมูลสถานการณ์ด้านคนพิการในประเทศไทย กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พบว่า จำนวนผู้พิการทางสายตาในปี 2563 มีจำนวนมากถึง 191,020 ราย หากนำข้อมูลมาเทียบจะเห็นถึงสถิติที่สวนทางกันลิบลับ ในขณะที่ผู้บกพร่องทางการเห็นในประเทศไทยมีจำนวนเพิ่มขึ้นทุกปี แต่อาชีพที่พวกเขาได้รับโอกาสกลับมีจำนวนเพียงน้อยนิด นี่คือข้อเท็จจริงที่กลุ่มคนเหล่านี้ต้องเผชิญมาทั้งชีวิต

ขณะที่ผลวิจัยพบว่า ผู้บกพร่องทางการเห็นจะพัฒนาระบบประสาทสัมผัสด้านอื่นขึ้นมาทดแทนประสาทสัมผัสการมองเห็นที่สูญเสียไป ส่งผลให้คนตาบอดมีประสาทสัมผัสการรับรู้เสียง กลิ่น และรสที่ดีขึ้น จนสามารถนำไปสู่การสร้างงานได้ เช่น การทดสอบผลิตภัณฑ์เวชสำอางในประเทศฝรั่งเศส การทดสอบผลิตภัณฑ์ไวน์ในประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นต้น

ผลการทดสอบในหลายประเทศเป็นไปในทิศทางที่น่าพึงพอใจจนนำไปสู่การสร้างรายได้ ได้รับโอกาสในการยืนหยัดเลี้ยงดูตนเองด้วยอาชีพเหล่านี้จนกลายเรื่องปกติสำหรับโลกตะวันตก แต่สำหรับประเทศไทยยังไม่มีการลงทุนเพื่อพัฒนาศักยภาพของกลุ่มคนเหล่านี้เพื่อจะนำไปสู่การสร้างอาชีพใหม่ กระทั่งการเกิดขึ้นของ โครงการพัฒนาทักษะอาชีพนักชิมอาหารปรุงสำเร็จผู้พิการทางการเห็นเพื่อสร้างรายได้เสริม ซึ่งเป็นการร่วมมือระหว่าง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) นำโดย ผศ.ดร.ธิติมา วงษ์ชีรี นักวิจัย สังกัดศูนย์วิจัยและบริการเพื่อชุมชนและสังคม สำนักวิจัยและบริการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มจธ. หัวหน้าโครงการ และ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) โดย ผศ. ดร.อุศมา สุนทรนฤรังษี อาจารย์ประจำภาควิชาพัฒนาผลิตภัณฑ์ คณะอุตสาหกรรมเกษตร มก.

Advertisement

ดึงศักยภาพ ‘จำแนกรส’ สุดแม่น สู่ ‘นักชิม’ อาชีพ

โครงการดังกล่าวดำเนินภายใต้การสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เป็นระยะเวลา 12 เดือน ตั้งแต่กุมภาพันธ์ 2565-กุมภาพันธ์ 2566 มีเป้าหมายเพื่อยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของผู้บกพร่องทางการเห็นอย่างยั่งยืน โดยดำเนินการร่วมกับบุคคลากรและนักเรียนจากโรงเรียนสอนคนตาบอด และศูนย์ฝึกอาชีพคนตาบอด ในพื้นที่เป้าหมาย 3 แห่ง ได้แก่ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี
อ.เมือง จ.สิงห์บุรี และ อ.สามพราน จ.นครปฐม

ผศ.ดร.ธิติมา เปิดเผยว่า โครงการนี้เริ่มมาจากช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ผู้คนส่วนใหญ่สั่งอาหารจากร้านอาหารต่างๆ กลับไปรับประทานที่บ้าน จึงเกิดไอเดียที่ว่า หากให้ผู้บกพร่องทางการมองเห็นมาชิมอาหารให้ร้านอาหาร พร้อมกับให้คะแนนโดยมีเกณฑ์วัดอย่างเป็นมาตรฐาน ซึ่งเหมาะกับร้านอาหารที่ต้องการออกเมนูใหม่ทุก 3 หรือ 5 เดือน และร้านอาหารที่ต้องการสร้างรสชาติที่แตกต่าง โดดเด่นจากร้านอื่น จะสามารถเพิ่มมูลค่าให้กับผู้ประกอบการได้ โครงการนี้จึงเกิดขึ้นเพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกด้านอาชีพที่หลากหลายกว่าเดิม

ย้อนไปเมื่อปี 2558 ผศ.ดร.ธิติมาเคยทำโครงการวิจัยพัฒนาศักยภาพของผู้บกพร่องทางการเห็นตั้งแต่ปี 2558 โดยริเริ่มจากการทำโปรไฟล์กลิ่นวานิลลา การจัดกลุ่มกลิ่นข้าวหุงสุก ปรากฏว่าผู้บกพร่องทางการมองเห็นสามารถจำแนกกลุ่มกลิ่นได้แม่นยำ จึงเล็งเห็นโอกาสในการดึงจุดเด่นเหล่านี้มาสร้างรายได้ให้บุคคลกลุ่มนี้

“สำหรับขั้นตอนการอบรมสามารถแบ่งได้เป็น 3 ช่วงต่อเนื่องกัน ได้แก่ ช่วงแรก หลักสูตร Train the Trainer ใช้เวลาในการอบรม 1 เดือน ผ่านระบบออนไลน์ มีผู้สอนคนพิการทางการเห็น จากศูนย์ฝึกอาชีพคนพิการเข้าร่วมหลายแห่ง ช่วงที่สอง หลักสูตรพื้นฐานการชิมอาหาร ใช้เวลาในการอบรม 2 เดือน โดยมีผู้ผ่านเข้ารับการอบรมประมาณ 50 คน เป็นหลักสูตรออนไลน์ สอนตั้งแต่วัตถุดิบ ลักษณะเด่นของอาหารแต่ละภาค ลักษณะเปรี้ยว หวาน เค็ม ขม อูมามิ และการใช้เครื่องเทศต่างกันอย่างไร

ช่วงที่สาม หลักสูตรนักชิมเบื้องต้น หรือฝึกงานชิมอาหาร จะมีผู้ผ่านเกณฑ์ 25 คน เป็นการพาไปชิมอาหารจากร้านที่เข้าร่วมโครงการ โดยก่อนการชิมอาหารจริง ผู้เข้ารับการอบรมจะได้รับการฝึกอบรมในเรื่องของคุณลักษณะวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ อบรมการทดสอบการชิม และอบรมการให้คะแนนก่อนเพื่อทดสอบว่านักชิมจะสามารถแยกแยะรสชาติได้จริงหรือไม่ เมื่อการอบรมเสร็จสิ้น ผู้ที่ผ่านการอบรมจะได้รับประกาศนียบัตรรับรอง พร้อมเข้าสู่อุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งผลตอบรับจากการเคยเข้าร่วมโครงการต่างๆ ทั้งจากภาครัฐและเอกชนเป็นไปอย่างน่าพอใจ” ผศ.ดร.ธิติมาอธิบาย

กรุยทางจากโครงการวิจัย ถึง ‘ธุรกิจ’
ยืนหยัดด้วยลำแข้ง ไม่ใช่ ‘สงเคราะห์

แม้ผลตอบรับกลับมาจะเป็นที่น่าพอใจแก่ผู้ร่วมงาน แต่ด้วยข้อจำกัดหลายประการ ทั้งด้านเทคโนโลยีที่จะเข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกแก่ผู้บกพร่องทางการเห็น ระยะเวลานาน ต้นทุนสูง ต้องใช้บุคลากรเพิ่มขึ้น ทำให้ยังไม่มีผู้ที่สนใจเข้ามาลงทุนกับกลุ่มผู้บกพร่องทางการเห็น
ดร.ธิติมา และ ดร.อุศมา จึงมองเห็นทางที่เป็นไปได้ในการสร้างงานอย่างยั่งยืน เพื่อที่จะสามารถประกอบอาชีพได้ด้วยตนเองเทียบเท่ากับคนมองเห็น คือการก่อตั้ง SE (Social Enterprise) ซึ่งเป็นธุรกิจที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อมุ่งเน้นแก้ไขปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยใช้หลักการบริหารจัดการของภาคธุรกิจในการดำเนินงาน ไม่มุ่งเน้นผลกำไรสูงสุดแก่บริษัท สอดคล้องกับเป้าหมายที่ต้องการให้กลุ่ม
ผู้บกพร่องทางสายตาได้รับโอกาสในการประกอบอาชีพอย่างยั่งยืนและมั่นคงด้วยตนเอง

“จริงๆ แล้วอยากสานต่อโปรเจ็กต์การผลิตชาที่พับโครงการไปช่วงโควิดระบาด เรามองหาแนวทางในการที่จะหาแหล่งทุนได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องพึ่งพาผู้อื่น เพื่อที่จะนำรายได้ตรงนั้นมาก่อตั้งธุรกิจขึ้น ก่อนหน้านี้เคยรวมกับกลุ่มก่อนที่จะมาทดสอบชิมอาหาร เราเคยผลิตชาออกมา ชาผสมดอกไม้ ผลไม้ ชากลิ่นสมุนไพร พอโควิดมาก็ไม่ได้ทำโครงการนี้ต่อ ก็อยากจะทำโครงการนี้ต่อเนื่อง ช่วงเดือนพฤษภาคมก็คงจะได้ไปดูไร่ชา ทดสอบ หาประสบการณ์และผลิตชาออกมาเพิ่ม คิดว่าถ้ามีทุนก็อยากเปิดบริษัทในชื่อกลุ่มคนพิการ”

นอกจากนี้ ผศ.ดร.ธิติมาอธิบายถึงแผนการดำเนินงานคร่าวๆ ไว้ว่า โครงการใหม่ที่ได้รับ คือ การชิมชาและผสมสูตรชา ซึ่งเมื่อมีเงินทุนจากการขายผลิตภัณฑ์ชาแล้ว จึงจะเริ่มจดทะเบียนตั้งบริษัท นำความรู้เดิมที่มีมาประยุกต์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม การผลิตสินค้าเน้นคุณภาพ ราคาจับต้องได้ ผู้ที่เข้าร่วมบริษัทจะรับเพียง 15 คนก่อน แต่ไม่ได้ปิดกั้นผู้ที่สนใจ โดยสามารถเข้าร่วมซื้อหุ้นได้ หากผลตอบรับเป็นไปในทางที่ดีและน่าพอใจ ก็อยากจะเริ่มโครงการนักชิมต่อ ทำให้เป็นศูนย์กลางนักชิมสำหรับอาหารท้องถิ่น สร้างแบรนด์การันตีมาตรฐานรสชาติ ซึ่งจะช่วยต่อยอดอาชีพของกลุ่มผู้บกพร่องทางการเห็นได้เพิ่มขึ้น

“ตอนนี้เราได้เปิดรับการชิมอาหารฟรีให้แก่ร้านอาหารที่ส่งเข้ามาโดยยังไม่คิดค่าใช้จ่าย เนื่องจากต้องการแสดงศักยภาพให้ผู้ประกอบการเห็น ทางร้านจึงค่อยตัดสินใจต่อไป” ผศ.ดร.ธิติมากล่าว

โครงการพัฒนาทักษะอาชีพนักชิมฯ จึงเป็นหมุดหมายอันดีที่ผู้บกพร่องทางการเห็นจะสามารถคว้าโอกาส เป็นทางเลือกใหม่ในการฝึกฝนเพื่อนำไปพัฒนาสู่เส้นทางอาชีพโดยใช้ความสามารถมากกว่าที่สังคมอยากรับรู้ ที่จะไม่ถูกจำกัดแค่การขายลอตเตอรี่ หรือร้องเพลงเพียงเพราะพวกเขาไม่มีทางเลือกอื่น เป็นอาชีพที่ผู้คนมองเห็นคุณค่าในความสามารถ ไม่ใช่ต้องการสงเคราะห์เพียงเท่านั้น

การชิมคือศิลปะ เสียงจากผู้บกพร่องทางการมองเห็น
หวังพัฒนาสู่อีกทางเลือกในอนาคต

ด้าน อลิสา ศิวาธร หรือ ‘ลูกเกด’ หนึ่งในผู้เข้าร่วมโครงการ เล่าว่า เข้าร่วมโปรเจ็กต์นี้เพราะชื่นชอบในการดื่มชาและกาแฟ โดยเปรียบเทียบว่าเครื่องดื่มประเภทเดียวกันมีความแตกต่างกันอย่างไร จนกระทั่ง ‘อาจารย์น้ำ’ (ผศ. ดร.อุศมา สุนทรนฤรังษี) ริเริ่มโครงการนักชิมชาสำหรับผู้พิการทางการเห็น จึงสมัครโครงการเข้ามา พอเข้าร่วมแล้วสนุก และได้ฝึกทักษะการจำแนกรสชาติได้มากยิ่งขึ้น จนเมื่อมีโครงการนักชิมในครั้งนี้ ก็ยิ่งเป็นการฝึกทักษะการจำแนกรสชาติที่ซับซ้อนได้มากขึ้น เข้าใจถึงรายละเอียดของอาหารแต่ละเมนู

“การชิมก็คล้ายกับการฝึกศิลปะอย่างหนึ่งที่มีความเฉพาะตัว แตกต่างตามสไตล์ของแต่ละคน เหมือนกับการที่เราเรียนวาดรูป เรียนไปสักพักแล้วเราก็จะวาดเป็น ทำศิลปะออกมาให้เป็นอาร์ตแบบไหนที่เราอยากจะให้เป็น อาหารก็เหมือนกัน พอชิมไปสักพักก็รู้สึกว่ามันเป็นศิลปะ เป็นความสนุกที่เราไปรับประทานอาหาร ชิมชาที่ร้าน หรือจิบไวน์ ตามร้านต่างๆ ก็จะสามารถแยกรสชาติที่ซับซ้อนออกมาได้ มีเรื่องราวให้เราได้คุยกันมากขึ้น”

เมื่อถามถึงประเด็นการนำทักษะการชิมพัฒนาไปสู่การประกอบอาชีพในอนาคต ลูกเกดมองว่า อาชีพนักชิมสามารถทำได้สะดวก เป็นพื้นที่ซึ่งสามารถแสดงศักยภาพออกมาได้เต็มที่ อยากให้อาชีพนี้เป็นอีกทางเลือกของผู้พิการทางสายตา

“ในประเทศไทย อาชีพของคนตาบอดถูกจำกัดให้ทำอยู่ไม่กี่อย่าง เช่น หมอนวดตาบอด ขายลอตเตอรี่ ยังไม่มีอาชีพนักชิมในบริษัท
มหาชนใหญ่ๆ ซึ่งจริงๆ มันเป็นได้ เลยอยากจะให้อาชีพนี้เป็นทางเลือกหนึ่งของคนตาบอดในประเทศไทย ที่สามารถมาฝึกอบรม แล้วไปสมัครงานตามที่ต่างๆ โดยที่ได้รับการจ้างงานเทียบเท่ากับคนสามารถมองเห็นได้ เลยอยากให้อาชีพนักชิมเป็นอีกอาชีพทางเลือกหนึ่งของคนตาบอด

เราไม่ได้อยากให้เป็นอาชีพนี้ของเราแค่คนเดียว แต่อยากให้เป็นอาชีพใหม่ให้ผู้พิการทางการเห็นสามารถนำไปประกอบอาชีพได้ ไม่ว่าจะเป็นอาชีพอิสระ หรือถูกจ้างโดยบริษัทเอกชนใหญ่ๆ ก็ตาม เพราะสะดวกที่สุด และเป็นศักยภาพที่เราสามารถแสดงมันออกมาได้เต็มที่” ลูกเกดกล่าว

นับเป็นโครงการน่าสนใจอย่างยิ่ง เพื่อชีวิตที่มีทางเลือกในอาชีพใหม่ที่ขับเน้นศักยภาพอันจริงแท้ของผู้บกพร่องทางการมองเห็นอย่างแท้จริง

ณัฐวรรณ ทองพันภิญโญ