‘เป็นจีนเพราะรู้สึก’ ประวัติศาสตร์อารมณ์ ‘เสื่อผืนหมอนใบ’

2.02.23 | 14:00 น.
‘เป็นจีนเพราะรู้สึก’ ประวัติศาสตร์อารมณ์ ‘เสื่อผืนหมอนใบ’

‘เป็นจีนเพราะรู้สึก’ ประวัติศาสตร์อารมณ์ ‘เสื่อผืนหมอนใบ’

“คนไทยเชื้อสายจีนรุ่นหนึ่งมีโลกทัศน์ที่กว้างและมีความตื่นตัวทางการเมืองที่ร้อยรัดเข้ากับมิติข้ามชาติ หาได้เป็น ‘สลิ่ม’ ที่จมจ่อมอยู่กับชาตินิยมไทยที่คับแคบ”

บางส่วนจากหนังสือ

‘เป็นจีนเพราะรู้สึก: ประวัติศาสตร์เสื่อผืนหมอนใบที่เพิ่งสร้าง’

ผลงานศึกษาประวัติศาสตร์อารมณ์ความรู้สึกโดย สิทธิเทพ เอกสิทธิพงษ์ ที่จะมาชวนเดินทางเข้าไปในมิติอันซับซ้อนอย่างอารมณ์ความรู้สึก เผยให้เห็นภาพความเปลี่ยนแปลงทางความคิดและเข้าใจพลังทางอารมณ์ความรู้สึกของชนชั้นกลางไทยเชื้อสายจีนอย่างลุ่มลึก นับจากยุคระบอบพ่อขุนอุปถัมภ์แบบเผด็จการกระทั่งลูกจีนรักชาติเคลื่อนไหวทางการเมือง

สายชล สัตยานุรักษ์ ให้เกียรติเป็นบรรณาธิการ

Advertisement

ผลงานชิ้นนี้นำไปสู่การส่องสำรวจตัวตน รวมทั้งการคิดคำนึงถึงอารมณ์ความรู้สึกของคนไทยเชื้อสายจีน ซึ่งเป็นมิติที่ยังไม่มีการศึกษาอย่างเป็นระบบมาก่อน
สิทธิเทพพยายามชี้ชวนให้เห็นพลวัตด้านอารมณ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในคนแต่ละรุ่น และสิ่งที่เรียกว่าระบอบอารมณ์ความรู้สึกซึ่งถูกสร้างขึ้น เพื่อกำกับอารมณ์ความรู้สึกของผู้คน จนนำมาสู่การรู้สึก ‘เป็นจีน’ ที่แตกต่างกันในแต่ละช่วงเวลา วรรณกรรม สื่อสิ่งพิมพ์ ภาพยนตร์ และงานเขียนที่เกี่ยวข้องกับคนไทยเชื้อสายจีนทั้งในภาษาจีนและภาษาไทย จึงถูกนำมาอ่านและตีความใหม่ด้วยแนวพินิจประวัติศาสตร์อารมณ์ความรู้สึก เพื่อฉายให้เห็น ‘อารมณ์ความรู้สึก’ ในฐานะพลังขับดันทางประวัติศาสตร์ มากกว่าการเป็นอาภรณ์ของความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจ สังคม หรือการเมือง

เพราะหากพูดถึงการศึกษาเกี่ยวกับ ‘ชนชั้นกลางไทยเชื้อสายจีน’ ในวงการวิชาการที่ผ่านมา โดยมากแล้วมักตั้งต้นศึกษาจากความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ-การเมืองเป็นสำคัญ ขณะที่มิติอันซับซ้อนอย่างอารมณ์ความรู้สึกกลับถูกละเลย หรือเป็นเพียงอาภรณ์ของการศึกษาที่ไม่สลักสำคัญเท่าเศรษฐกิจ-การเมือง

นักวิชาการท่านนี้ จึงบุกเบิกการศึกษาประวัติศาสตร์ความรู้สึกของชนชั้นกลางไทยเชื้อสายจีน มุ่งเผยให้เห็นภาพความเปลี่ยนแปลงทางความคิดและเข้าใจพลังทางอารมณ์ความรู้สึกของชนชั้นกลางไทยเชื้อสายจีนอย่างลุ่มลึก นับจากยุคระบอบพ่อขุนอุปถัมภ์แบบเผด็จการกระทั่งลูกจีนรักชาติ เคลื่อนไหวทางการเมือง

พลิกอ่านตีความหลักฐานใหม่ เพื่อจัดวางหลากอารมณ์ความรู้สึกของชนชั้นกลางไทยเชื้อสายจีนภายใต้บริบททางประวัติศาสตร์อย่างลึกซึ้ง ทั้งความอับอาย คับแค้น ตึงเครียด สุขสำเร็จ ทั้งยังแสดงให้เห็นว่าเส้นแบ่งความเป็นจีน-ไทยพร่าเลือนเกินกว่าจะนิยามได้ตายตัว

หนึ่งเหตุการณ์น่าสนใจที่ถูกหยิบยกไว้ในเล่มนี้ คือช่วงเวลาหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลงถึงสิ้นทศวรรษ 2490 ซึ่งประเทศไทยได้เชื่อมต่อกับการเคลื่อนไหวระดับโลกอย่างการเคลื่อนไหวที่ผสานกับอุดมการณ์ ‘คอมมิวนิสต์’ ซึ่งมีส่วนทำให้ความคับแค้นของคนจีนในไทยปะทุขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การต่อสู้ทางชนชั้น การวิจารณ์นโยบายของรัฐ รวมถึงการต่อต้านความร่วมมือระหว่างสหรัฐอเมริกากับไทย เมื่อเข้าสู่ทศวรรษ 2500
เป็นต้นมา ชนชั้นนำไทยจึงมีความพยายามหาทางจำกัดอิทธิพลระหว่างประเทศที่มีส่วนเร้าอารมณ์ความรู้สึกของผู้คนในสังคม โดยเฉพาะ ‘คนจีนในไทย’

ภายใต้ระบอบพ่อขุนอุปถัมภ์แบบเผด็จการของ จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ สังคมจีนในไทยเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงอย่างมาก ในบริบทของยุคสมัยที่การพัฒนาได้รับความช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกาและความพยายามฟื้นฟูสถาบันกษัตริย์ให้เป็นศูนย์กลาง คนไทยเชื้อสายจีนรุ่นที่ 2 (เกิดและเติบโตภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2) จากถูกจำกัดและควบคุมอย่างเข้มงวด กลายเป็นแกนหลักของสังคมจีนในไทย พวกเขายึดโยงเข้ากับความรู้สึกเป็นไทยมากขึ้น ตลอดจนเกิดก่อความรู้สึกเป็นชนชั้นกลางในยุคพัฒนาขึ้นมา

จอมพล สฤษดิ์ มีความเชื่อในทฤษฎีภาวะทันสมัย (modernisation theory) ที่แพร่กระจายอยู่ในยุคแน่นแฟ้นระหว่างสหรัฐอเมริกาและไทย ทำให้เกิดการฝังรากของแนวคิดชนชั้นกลาง และความพยายามในการสร้างชนชั้นกลางให้เกิดขึ้น นำไปสู่การก่อเกิด ‘ชนชั้นกลางไทยเชื้อสายจีน’ โดย ‘การศึกษา’ นับเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างกลุ่มคนที่มีบทบาทสำคัญ ในฐานะผู้สร้างสรรค์ความหมายและความคาดหวังให้แก่สถานะการเป็นชนชั้นกลางไทยเชื้อสายจีน

คนจีนนับเป็นหนึ่งในกลจักรสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจทุนนิยมไทยช่วงต้นทศวรรษ 2500 วิธีการในการสร้างชนชั้นกลางไทยภายใต้ระบอบสฤษดิ์ คือการ ‘กลืนกลายคนจีนให้เป็นไทย’ สภาความมั่นคงแห่งชาติได้ออกแนวนโยบายเกี่ยวกับคนจีนในประเทศไทย โดยใช้องค์ความรู้ทางสังคมศาสตร์อเมริกันที่ได้รับความนิยมในยุคสมัยนั้น ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทยที่มีการสร้างแนวนโยบายดังกล่าวอย่างเป็นระบบ โดยนโยบายนี้เน้นสร้าง ‘ความอับอาย’ ต่อความเป็นจีน ยึดโยงกับ ‘ความเป็นไทย’ ให้เกิดในหมู่คนไทยเชื้อสายจีน เช่น ส่งเสริมการเปลี่ยนชื่อ-นามสกุลเป็นไทย, ชื่นชมคนจีนและทายาทที่มีส่วนช่วยเหลือสังคมไทย, จำกัดอิทธิพลของสถานทูตจีน, เพิ่มการควบคุมโรงเรียนจีน เป็นต้น

‘งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข’ เป็นคำขวัญในยุคนั้น รัฐได้สร้างชนชั้นกลางผ่านระบอบอารมณ์ความรู้สึกที่กระตุ้นให้ผู้คนในฐานะ ‘ปัจเจก’ ยึดติดกับ ‘ความสุข’ ที่ได้รับจากการครอบครอง ‘ทุน’ และ ‘ความสำเร็จ’ ผสานกับอารมณ์ความรู้สึกในพื้นที่สื่อยุคนั้น นำไปสู่การปรับเปลี่ยนความคับแค้นของคนจีนในไทย จากเดิม ‘ต่อสู้กับรัฐ’ ในพื้นที่สาธารณะไปสู่การจัดการความคับแค้นที่ต้อง ‘ต่อสู้กับอุปสรรค’ ต่างๆ เพื่อสร้างฐานะผ่านการเลื่อนชนชั้น จึงเกิดเป็นระบอบอารมณ์ความรู้สึกแบบใหม่ที่เรียกว่า ‘ทุนนิยมอารมณ์ความรู้สึกไทย’

เรียกได้ว่าในยุคระบอบสฤษดิ์ นับเป็นช่วงเปลี่ยนแปลงสำคัญยิ่งของคนไทยเชื้อสายจีน ซึ่งความเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้เกิดขึ้นและสะท้อนผ่านพื้นที่สื่อหลากหลายประเภทที่เป็นเหมือนพื้นที่ลี้ภัยทางอารมณ์ให้แก่ความรู้สึกเป็นจีน ทั้งยังเป็นพื้นที่ของการปะทะประสานที่ต่อรองกับระบอบอารมณ์ความรู้สึกซึ่งรัฐสร้างขึ้น เพื่อก่อร่างชนชั้นกลางไทยเชื้อสายจีนขึ้นในยุคพัฒนา