ศรัทธา-นัยยะแฝง
แรงสั่นสะเทือนผ่านเลนส์
เป็นนิทรรศการต้อนรับเดือนกุมภาพันธ์อันน่าจับตา สำหรับงานจัดแสดงภาพถ่ายเดี่ยวของห้อง HOP PHOTO GALLERY ศูนย์กลางงานภาพถ่ายครบวงจรแห่งแรกของไทย ที่เปิดให้เป็นพื้นที่สร้างสรรค์สวรรค์ของนักถ่าย ทั้งสำหรับมืออาชีพมือสมัครเล่น ซุกซ่อนอยู่บนชั้น 3 ของ ซีคอนสแควร์ ศรีนครินทร์
ขนงานอาร์ตจากทั่วทุกมุมโลกมาโชว์ให้ได้ซึมซับมิติใหม่ ล่าสุด 11 กุมภาพันธ์นี้ มีนัดเปิดตัว 2 นิทรรศการที่ควรค่ามาสัมผัสอย่างยิ่ง
‘Pink, Black & Blue’
‘สี’ แบ่งแยก
แรงสั่นอันบริสุทธิ์

“เราเคยถอดรหัสของ ‘สี’ ได้ลึกซึ้งกว่านี้, เขียวแทนความอิจฉาริษยา ชมพูคือความปรารถนา แดงคือความอัปยศ ความทารุณแทนด้วยดำและน้ำเงิน”
สำหรับ มานิต ศรีวานิชภูมิ ศิลปินผู้รับหลายบทบาท ทั้งกรรมการบริหารหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ผู้ดูแลองค์กรศิลปะ 2 แห่ง ‘คัดมันดู โฟโต้ แกลเลอรี่’ และ ‘ซิเนม่าโอเอซิส’ อาจารย์พิเศษ ภาควิชาฟิล์มและภาพนิ่ง คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ หันมาลงลึกเรื่องของสีที่มีนัยยะแฝง
แม้ว่าสีจะดูเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แต่สำหรับมานิต สีก็แบ่งแยกพวกเรา
“เป็นเรา เป็นเขา, ดำ-ขาว, แดง-น้ำเงิน, แดง-เหลือง เราถูกชักจูงด้วยถ้อยคำลวงๆ ให้เอาชนะคะคานและประหัตประหารกัน เรื่องพวกนี้ทำให้ผู้คนเหนื่อยเกินที่จะรับรู้สิ่งอื่นใด แม้กระทั่งความอยู่รอดของพวกเรากันเองซะด้วยซ้ำ นับประสาอะไรกับเรื่องศิลปะ
มันง่ายที่จะลืมไปว่า สีเป็นรูปแบบหนึ่งของแรงสั่นสะเทือนอันบริสุทธิ์ ปราศจากอคติและบริบทที่มนุษย์สร้างขึ้น มันคือพลังงานที่เยียวยาและปลดปล่อยเราจากความขัดแย้งทางอารมณ์ที่แสนคลุมเครือด้วยการระบายอารมณ์ออกมาอย่างน่าพึงใจ
สี คือ นาฏกรรมในชั่วพริบตา ก้าวพ้นคำบรรยายและรูปทรงใดๆ ก้าวข้ามกระทั่งการสัมผัส มันทำให้สมองอิ่มเอมและหัวใจกระจ่างชัด” เป็นนิยามของสีสันสำหรับศิลปินท่านนี้
แล้วสีสำหรับคุณ บอกอะไร?
สำหรับ มานิต ศรีวานิชภูมิ คือศิลปินภาพถ่ายผู้มีส่วนร่วมบุกเบิกวงการภาพถ่ายร่วมสมัยของไทย ถนัดแนวสังคมและการเมือง ถึงขั้นได้รับเชิญไปแสดงในเทศกาลภาพถ่ายและศิลปะร่วมสมัยทั่วโลกมากมาย และตัวงานยังได้รับการสะสมในพิพิธภัณฑ์สำคัญทั่วโลก โดยในปี 2545 สำนักพิมพ์ไพดอน (ลอนดอน) ได้เลือกมานิตให้เป็น 1 ใน 100 ช่างภาพโลกที่มีผลงานโดดเด่นน่าตื่นเต้น ปี 2550 ปี 2557 คว้าเหรียญตราชั้นอัศวิน ด้านศิลปะและวรรณคดี จากกระทรวงวัฒนธรรมฝรั่งเศส และอีกนับไม่ถ้วน
‘The Good Place’
‘ศรัทธา’ เชื่อมชีวิตและจิตวิญญาณ
![]()
‘The Good Place Exhibition’ จัดแสดงถึง 11 มี.ค.66 ที่ HOP ชั้น 3 โซน MUNx2 ซีคอนสแควร์ ศรีนครินทร์
“ฉันผู้ซึ่งเดินทางมา ณ เมืองแห่งนี้ ได้พบรัก บรรจบฝัน ย้อนอดีต ปล่อยใจให้ไหลไปตามเสียงภาวนาที่มีต่อเทพพระเจ้า ต่อความเชื่อและศรัทธา ฉันได้บันทึกสิ่งเหล่านั้นไว้แล้วถ่ายทอดผ่านมุมมองของโลกแห่งความเป็นจริงและโลกของความฝันในเมืองแห่งนี้ โดยใช้แสงสาดส่องเปิดเผยและแทรกซึมเหนือธรรมชาติ ท่ามกลางโลกแห่งยุคเทคโนโลยี”
กันต์รพี โชคไพบูลย์ เผยแนวคิด ที่ใช้บอกเล่ามุมมองของ ‘ความศรัทธา’ อันเป็นสิ่งที่มนุษย์ส่วนมากยังคงปรารถนาสิ่งตอบแทนจากเทพเจ้า
The Good Place สำหรับ กันต์รพี คือ การจ้องมองและพิจารณาบริบทของเมืองพาราณสีอันศักดิ์สิทธิ์ของอินเดีย ที่ผู้คนต่างเปรียบ แม่น้ำคงคา ดั่งเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างโลก กับสวรรค์ ตัดผ่านใจกลางเมืองพาราณสี
ที่เทียบฝั่งแบ่งสวรรค์แบ่งนรก
โดยมองว่าความเชื่อทางศาสนาของชาวเมืองพาราณสี เป็นสิ่งที่ต้องยึดเหนี่ยวตามหลักของคัมภีร์พระเวทที่มีมาอย่างยาวนาน ประกอบด้วยกัน 4 เล่ม ฤคเวท สวดสรรเสริญเทพเจ้า, สามเวท สวดพิธีกรรมถวายแก่เทพเจ้า, ยชุรเวท ว่าด้วยระเบียบพิธีบวงสรวงและบูชายัญ และอาถรรพ์เวท รวบรวมคาถาอาคม ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงนักในช่วง 5 พันปีที่ผ่านมา ผู้คนยังคงลงไปอาบน้ำในแม่น้ำคงคาเพื่อชำระจิตวิญญาณของพวกเขาและเพื่อต้องการใช้ช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตอยู่ใกล้ชิดกับเทพเจ้า
นอกจากนี้ ระบบวรรณะยังคงมีอยู่ในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และผู้คนก็ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เป็นเหตุผล ที่ทำให้กันต์รพีต้องการบันทึกภาพเหล่านี้ที่ดูเหมือนถูกหยุดกาลเวลาเอาไว้ในมุมเมืองและช่วงเวลา
“เป็นความพยายามที่จะเข้าถึงเมืองอันศักดิ์สิทธิ์นี้จากผู้มาเยือน” ศิลปินหนุ่มว่าอย่างนั้น
กันต์รพี คือผู้ร่วมก่อตั้งนิตยสารดิจิทัล Arc Tribe และผู้จัดพิมพ์อิสระ Arc Press เกิดและเติบโตที่เชียงใหม่ ผลงานส่วนใหญ่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากความรักที่มีต่อภาพยนตร์ไซไฟ สิ่งมีชีวิตนอกโลก และจิตวิญญาณ
เพราะเคยเดินทางไปเยือนนิวยอร์กในปี 2558 คว้าโอกาสเรียนรู้และทำงานให้กับช่างภาพชื่อดังหลายชีวิตซึ่งมีอิทธิพลและเปิดโลกทัศน์ของเขาให้กว้างขึ้น ในที่สุด กันต์รพี ก็ค้นพบความหมายของการถ่ายภาพ สไตล์ถูกกำหนดโดยความเป็นจริงในละคร สร้างความรู้สึกเหนือจริง การเล่นโวหาร และอารมณ์ขันที่มืดมิด ก่อตัวเป็นความจริงที่เห็นผ่านดวงตา แล้วถ่ายทอดออกมาบนเฟรมภาพ
เป็น 2 นิทรรศการต่างขั้วแนวคิดที่ถูกบันทึกและส่งต่อ รอผู้คนไปค้นความหมายอันแฝงอยู่ในประสบการณ์ร่วมของตน บนความเชื่อส่วนตัว

