เล่มใหม่มาแรง ปกแดงสะดุดตา
ปรากฏข้อความเบื้องหน้าว่า เป็นจีนเพราะรู้สึก: ประวัติศาสตร์เสื่อผืนหมอนใบที่เพิ่งสร้าง
ผลงาน ผศ.ดร.สิทธิเทพ เอกสิทธิพงษ์ อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
เปิดมุมมองการศึกษา ‘ประวัติศาสตร์อารมณ์’ ผ่านหลักฐานในแต่ละห้วงสมัย เผยความรู้สึกนึกคิด จินตนาการ ความปรารถนาในชีวิตของคนไทยเชื้อสายจีนที่ครั้งหนึ่งเป็นผู้เกลียดชังต่อรัฐ พิทักษ์ประชาธิปไตย สู่การประกาศตนเป็น ‘ลูกจีนรักชาติ’
จูงมือผู้อ่านลัดเลาะเจาะลึกในทุกบททุกตอนทุกบรรทัดผ่านพ็อคเก็ตบุ๊กส์ที่สร้างสรรค์จากผลงานวิจัยเรื่อง ‘ความคิด ระบบคุณค่า และระบอบอารมณ์ความรู้สึกของชนชั้นกลางไทยเชื้อสายจีนในกรุงเทพฯ กับการสร้างมโนทัศน์เกี่ยวกับชาติและสังคมไทยทศวรรษ 2500-2550’ ภายใต้โครงการเมธีวิจัยอาวุโส ‘ความเปลี่ยนแปลงทางความคิด ระบบคุณค่า และระบอบอารมณ์ความรู้สึกของชนชั้นกลางไทย พ.ศ.2500-2560’
การันตีคุณภาพคับเล่ม ตั้งแต่หน้าแรกจนอักษรตัวสุดท้าย บอกเล่าเรื่องราวอัตลักษณ์ความเป็นจีนอย่างชัดเจนของกลุ่มชาวไทยเชื้อสายจีน ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นที่เหยียดหยามให้อับอายจากรัฐไทย
ขณะเดียวกันรัฐก็บ่มเพาะความเกลียดชังสลับสับเปลี่ยนกับการมีเมตตา สื่อถึงความพยายามที่จะผลักไสความเป็นอื่นให้ออกจากสังคมไทย แต่ก็ต้องเข้ามาบงการควบคุมเพื่อให้กลุ่มคนเหล่านี้อยู่ภายใต้อาณัติไม่ให้ขัดขืน
ความแตกหักระหว่างกลุ่มคนไทยเชื้อสายจีนที่มีต่อรัฐค่อยๆ กลายเป็นแผลที่ปริเพิ่มขึ้นตามความเข้มข้นในการเข้ามาควบคุมและลดอัตลักษณ์ของคนไทยเชื้อสายจีน จนกระทั่งการเข้ามาสู่ยุคสมัยพ่อขุนอุปถัมภ์อย่าง จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ พร้อมกับสถานการณ์ความตึงเครียดจากสงครามเย็น ทำให้ประเทศไทยต้องเร่งพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อรับกับโลกทุนนิยมที่กำลังทะลักเข้าสู่ประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง เมื่อนั้นเองที่คนไทยเชื้อสายจีนกลายเป็นกลุ่มผู้ได้รับผลประโยชน์โดยตรงจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ จนสามารถก่อร่างสร้างฐานะ
นำมาสู่ความมั่งคั่งในชีวิตและหน้าที่การงาน อารมณ์ความรู้สึกเดิมที่เคยเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐ ค่อยๆ แปรเปลี่ยนตามสถานะสู่ “ชนชั้นกลาง” ที่กลายมาเป็นผู้ที่มีอำนาจการต่อรองในพื้นที่ทางการเมืองอันระอุในภายหน้า
เข้มข้น และคู่ขนานไปกับประวัติศาสตร์ชีวิตของครอบครัวผู้เขียน
“ผมเป็นคนจีนแต้จิ๋ว แซ่อั๊ง ในไทยมีแซ่นี้น้อย บรรพบุรุษมาตั้งหลักปักฐานที่กรุงเทพฯ ช่วง ค.ศ.1911ฝั่งพ่อมาแบบเสื่อผืนหมอนใบมาที่ กทม. ฝั่งแม่ก็มาที่ กทม. แต่มีคนอยู่เต็มแล้ว ต้องหากินที่อื่น เลยย้ายไปปากน้ำโพธิ์ นครสวรรค์ อากง (ตา) แกมาทำงานช่วงแรกๆ ในยุคจอมพลสฤษดิ์ อพยพมาช้าหน่อย ทำงานที่โรงฝิ่น ทำได้ไม่กี่ปี เจ๊ง ล้มลุกคลุกคลานกับชีวิตเรื่อยมา” ผศ.ดร.สิทธิเทพเปิดประวัติศาสตร์บอกเล่าจากบรรพบุรุษ ก่อนตอบคำถามอย่างน่าสนใจ
•ก่อนอื่น ประวัติศาสตร์อารมณ์ความรู้สึก คืออะไร?
เมื่อเราพูดถึงประวัติศาสตร์อารมณ์ ความรู้สึก อย่างเราศึกษาประวัติศาสตร์กันโดยทั่วไปมักพูดถึงประวัติศาสตร์ที่ต้องเป็นเหตุและผลเท่านั้น บ้างก็พูดว่าเป็นการบันทึกเรื่องราวเหตุการณ์ในอดีต มีข้อมูลหลักฐานรองรับ ใช่ ประวัติศาสตร์เป็นเรื่องราวของอดีต แล้วเรื่องราวในอดีต เราสามารถพูดถึงอะไรได้บ้าง เศรษฐกิจ การเมือง สังคม วัฒนธรรม แล้วประวัติศาสตร์ความรู้สึกล่ะ ความรู้สึกมีประวัติศาสตร์หรือเปล่า จึงเกิดเป็นคำถามนี้ นักประวัติศาสตร์ก็เริ่มศึกษาเป็นระบบมากขึ้น ค้นพบว่า จริงๆ แล้ว สิ่งที่เรียกว่าอารมณ์ ความรู้สึก มันมีความเปลี่ยนแปลง มีประวัติศาสตร์ ส่วนหนึ่งที่นักประวัติศาสตร์มาค้นพบ เราอาจมองว่า เราแยกระหว่างวิทยาศาสตร์ มนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ หมอ นักจิตวิทยาก็อยู่อีกส่วน นักประวัติศาสตร์ก็อยู่อีกส่วน แต่พอเรามาศึกษาประวัติศาสตร์อารมณ์ ความรู้สึก มันเริ่มจากการดีเบตที่ฝั่งสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ไปคุยกับฝั่งวิทยาศาสตร์ เมื่อก่อนเราอาจจะเชื่อว่ามนุษย์มีความรู้สึกที่เป็นสากล การเอาไฟฟ้าชอร์ตเพื่อทดลองอะไรบางอย่าง เขาก็จะรู้สึกเจ็บปวดโดยอัตโนมัติ เป็นการวัดอารมณ์ ความรู้สึกในทางวิทยาศาสตร์ได้ มีความพยายามทำหลายๆ อย่างให้เป็นวิทยาศาสตร์มากพอสมควรในการศึกษาประวัติศาสตร์อารมณ์ ความรู้สึกที่พ่วงมากับจิตวิทยาด้วย
พอเข้าสู่ยุคสมัยหนึ่ง การแพทย์เปลี่ยน วิทยาศาสตร์เปลี่ยน จิตวิทยาเริ่มเปลี่ยน มองเห็นพลวัตอะไรหลายอย่างมากขึ้นว่า สภาพสังคมเองก็มีส่วนสำคัญในการกำหนดอารมณ์ ความรู้สึก อย่างในช่วงนี้ที่หลายๆ คนพูดถึงโรคซึมเศร้ากันมากขึ้น แทนที่อยู่ดีๆ เราก็เป็นโรคซึมเศร้าขึ้นมา เมื่อก่อนมันยังไม่มีใครค้นพบโรคนี้ขึ้น แต่วันหนึ่งคุณค้นพบว่ามีโรคนี้เกิดขึ้น คุณจะจัดการโรคนี้ยังไง ปกติเราก็คิดว่าเป็นความผิดปกติของสารเคมีในสมองอย่างเดียว ส่วนหนึ่งอาจจะใช่ แต่อีกส่วนไม่ได้จบแค่นั้น อาการซึมเศร้าเกิดจากความเปลี่ยนแปลงทางสังคมด้วย พอนักจิตวิทยาเริ่มเข้าใจ นักประวัติศาสตร์เริ่มเห็นภาพตรงนี้ พอเห็นภาพตรงกัน ศาสตร์ทั้งหมดก็ไปด้วยกัน นำสู่การศึกษาประวัติศาสตร์อารมณ์ ความรู้สึกยุคใกล้สมัยใหม่ว่า มันไปสัมพันธ์กับผู้คน สัมพันธ์กับสังคมได้ยังไง สมัยก่อน เวลาเราพูดถึงประวัติศาสตร์อารมณ์ ความรู้สึก ในการศึกษาประวัติศาสตร์เราก็จะศึกษาแค่ในแง่เป็นเหตุและผลอย่างเดียว เราจะไม่คุยเรื่องความรู้สึกเลย แต่พอสมัยใหม่ ความรู้สึกได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับอะไรหลายๆ อย่าง ความรู้สึกเองจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่ควรจะต้องถูกศึกษาเช่นเดียวกัน และมีความสำคัญในตัวเอง เวลาเราพูดถึงประวัติศาสตร์ความรู้สึก เราอย่าแยกศาสตร์ระหว่างมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ศาสตร์ในโลกมันไปด้วยกัน จริงๆ องค์ความรู้ในโลกสอดประสานกันเป็นก้อน แล้วเวลาเคลื่อน มันเคลื่อนไปด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์อารมณ์ ความรู้สึก ก็เป็นอีกความเคลื่อนไหวของความเปลี่ยนแปลงในศาสตร์ที่เกิดขึ้น

•หลักการศึกษาประวัติศาสตร์อารมณ์ ความรู้สึก แตกต่างหรือเหมือนกับการศึกษาประวัติศาสตร์ทั่วไปหรือไม่
มีทั้งส่วนเหมือนและแตกต่าง เมื่อคุณเป็นนักประวัติศาสตร์ คุณก็ต้องอ้างด้วยหลักฐาน เราก็ต้องไปหาหลักฐานที่เกี่ยวกับอารมณ์ ความรู้สึกให้ได้ ส่วนใหญ่เราไปเห็นจากสื่อต่างๆ บทละคร นวนิยาย ภาพยนตร์ ซึ่งเป็นสิ่งที่เร้าอารมณ์ ความรู้สึกอยู่แล้ว สิ่งต่างๆ ในบางบริบทในสังคมก็สะท้อนขึ้นมา แต่ปัญหาเกิดขึ้นอย่างหนึ่ง เวลาเราพูดถึงประวัติศาสตร์อารมณ์ ความรู้สึก ความรู้สึกคุณไม่ได้เขียนทันทีที่เกิดเหตุการณ์นั้นขึ้นมา มันเกิดเป็นคำถามว่า ถ้าหลักฐานที่เขียนเมื่ออารมณ์ ความรู้สึกที่เคยเกิดขึ้น ณ ขณะนั้นผ่านไปแล้ว จะยังใช้ได้หรือเปล่า บนความเป็นมนุษย์ ถ้าคิดกันดีๆ มนุษย์มีเหตุผลกันระดับหนึ่ง ที่เหลือเป็นเรื่องของอารมณ์ ความรู้สึกกำกับ เมื่อเราเขียนอะไรแบบนี้ที่เป็นข้อมูลหลักฐาน เวลาผ่านไป เมื่อเรารู้ว่ามนุษย์มีเหตุผลระดับหนึ่งเท่านั้น นักวิทยาศาสตร์ นักจิตวิทยา แพทย์ก็เห็นภาพ นักประวัติศาสตร์ก็เห็นภาพ จึงนำมาสู่การอ่านหลักฐานที่ยืดหยุ่นขึ้น การอ่านหลักฐานอารมณ์ ความรู้สึกไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นหลักฐานที่บันทึก ณ วินาทีนั้น เพราะอารมณ์ ความรู้สึกเป็นการสะท้อนตัวตน เป็นการส่องสำรวจตัวตนที่จะพรั่งพรูออกมา แม้ว่าจะผ่านไปนานขนาดไหนก็ตาม
•ทำไมถึงสนใจประเด็นชนชั้นกลางชาวไทยเชื้อสายจีนในแง่มุมทางการเมือง
ส่วนหนึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นคนไทยเชื้อสายจีน เป็นเรื่องที่เป็นส่วนหนึ่งของตัวเรา ทำให้เราเข้าใจตัวเองมากขึ้น ขณะเดียวกันในเชิงวิชาการหากเรามองไปสังคมไหนของไทย เราก็ปฏิเสธบทบาทของคนไทยเชื้อสายจีนไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทการเมืองที่พาดผ่านมาตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นมา เราจะเห็นคนไทยเชื้อสายจีนเข้าไปร่วมชูแคมเปญ ลูกจีนรักชาติ ปัญหาคือ เราจะเข้าใจได้อย่างไรว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น เพราะถ้าเราย้อนกลับไปในเชิงประวัติศาสตร์ ก่อนเหตุการณ์รัฐประหารปี 2549 ก่อนหน้านั้นถ้าเราพูดถึงประชาธิปไตยไทยพัฒนาขึ้นมาได้อย่างไร เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 รายชื่อของผู้เสียสละชีวิตไป จำนวนไม่น้อยใช้คำว่าแซ่ เร่งเข้ามาใกล้ขึ้น เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ เราเห็นว่าระลอกนี้ ชนชั้นกลางไทยเชื้อสายจีนสนับสนุนประชาธิปไตย แต่พอปี 2549 ทำไมเปลี่ยนไปอย่างนั้น หากเป็นเพราะคุณทักษิณแค่คนเดียวไม่สามารถเปลี่ยนทั้งประเทศไปได้ขนาดนี้ มันจะต้องมีอะไรบางอย่างทำให้ผู้คนปรับเปลี่ยน มีนักวิเคราะห์สังคมให้ความเห็นว่ามีความเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐาน เศรษฐกิจ สังคม การเมืองเปลี่ยน ทำให้ต้องมีการเคลื่อนไหวอย่างนี้
แต่คำถามสำคัญของผมคือ คนเรารู้สึกเปลี่ยนไปหรือเปล่า ถึงนำไปสู่การเคลื่อนไหวแบบนี้ เป็นการเคลื่อนไหวที่ชูอัตลักษณ์ชาติพันธุ์เป็นสัญลักษณ์ทางการเมือง เราเห็นน้อยมากในสังคมไทยสำหรับชนชั้นกลาง อยู่ดีๆ ก็บูมขึ้นมา ผมก็เลยเริ่มมาสนใจว่า เวลาเราศึกษาคนไทยเชื้อสายจีนหรือคนจีนในสังคมไทย งานส่วนมากจะมองไปทางเศรษฐกิจและการเมือง แต่ว่าเขารู้สึกอย่างไรล่ะ อะไรเป็นแรงผลักดันให้เขารู้สึกเปลี่ยนไป หลายอย่างที่เราแทบไม่รู้เกี่ยวกับเขา ความตลกร้าย งานศึกษาเกี่ยวกับคนไทยเชื้อสายจีนในไทยส่วนมาก มักจะอ้างอิงว่า มันมีระบบความคิด ความเชื่อ ประเพณีในครอบครัวจีนที่สืบทอดมาตามแนวคิดขงจื๊อ ปัญหาคือ คนจีนในไทยจำนวนมหาศาล สามารถอ่าน-เขียนภาษาจีนแมนดารินออกกันมากขนาดไหน คนที่จากแผ่นดินใหญ่มาใช้แรงงาน เขาไม่ได้เป็นชนชั้นสูง มีความรู้เป็นนักปราชญ์ เขาสืบทอดกันผ่านทางมุขปาฐะจากการใช้ในชีวิตประจำวันมากกว่า ย่อมมีความคลาดเคลื่อนอยู่แล้ว

•ความรู้สึกแรกเริ่มของกลุ่มคนจีนกลุ่มแรกๆ ที่ขึ้นแผ่นดินสยามเป็นอย่างไร
คนอพยพรุ่นแรกในช่วงเปลี่ยนผ่านจากสยามเก่าสู่สยามใหม่ คล้ายแรงงานไทยข้ามชาติไปประกอบอาชีพที่ประเทศอื่นเพื่อสร้างฐานะที่ดีกว่า ทุกคนก็จะคิดว่า ฉันไปหาเงินในต่างแดน แล้วฉันกลับบ้าน บางคนไปอยู่แล้วติดใจ เริ่มเห็นช่องทางในการมีชีวิตที่นั่นเขาก็อยู่ต่อไป เริ่มรู้สึกว่าตนเองก็เป็นคนของที่นั่น แต่บางคนก็คิดอยากกลับ แต่บังเอิญว่าช่วงเปลี่ยนผ่านสยามรัฐจารีตเดิมไปสู่สยามระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เกิดเหตุการณ์หลายอย่างที่ทำให้คนจีนโพ้นทะเลที่อพยพมาอยู่สยามไม่สามารถกลับไปที่บ้านเกิดของพวกเขาได้ ปี 1911 จนถึง 1912 เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างรัฐกาลที่ 5 เข้าสู่รัชกาลที่ 6 มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในจีน ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ล่มลงจากเหตุการณ์ปฏิบัติซินไฮ่ รัฐไทยเกิดความกังวลอย่างมาก คนจีนในไทยถูกเพ่งเล็งจากรัฐมากขึ้น บังเอิญว่าเหตุการณ์กบฏ ร.ศ.130 พวกเขาอ่านอะไรถึงทำให้มาก่อการปฏิวัติ พวกเขาอ่านหนังสือ ซานหมิงจู่อี้ ของซุนยัตเซ็น ที่ถูกแปลเป็นภาษาไทยโดยคนไทยเชื้อสายจีน ยิ่งทำให้กลายเป็นประเด็นที่คนจีนในไทยถูกกดมากยิ่งขึ้น หลังเหตุการณ์ปฏิวัติซินไฮ่ แผ่นดินจีนก็ยังไม่ได้ดีขึ้นทันที แผ่นดินจีนแตกแยกเป็นส่วนๆ ถามว่า เมื่อคุณเห็นความวุ่นวายในบ้านเมือง ในขณะที่คุณกำลังทำงานเพื่อสร้างเนื้อสร้างตัว หรืออาจจะชอบพอกับคนไทยเพื่อสร้างครอบครัวขึ้น คุณจะอยากกลับไปจีนหรือเปล่า
•ช่วงเวลาไหนที่คนจีนและคนไทยเชื้อสายจีนสามารถปรับตัวให้กลมกลืนเข้ากับกลุ่มชนชั้นนำไทยได้อย่างชัดเจน
คิดว่าปรับตลอดเวลาในยุคสมัยประวัติศาสตร์ แม้กระทั่งต้นยุครัตนโกสินทร์ ในหนังสือ ปากไก่และใบเรือ ของ อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ ก็จะเห็นภาพการเข้ามาเป็นส่วนสำคัญของชนชั้นนำสยาม เพราะว่าชนชั้นนำสยามต้องค้าบรรณาการจิ้มก้องกับจีน คุณจะหาใครไปคุย คุณก็ต้องไปหาคนเดินเรือเป็นคนจีน มีความรู้ สามารถเจรจาได้ เขียนภาษาจีนได้ ผมว่าคำถามอย่างหนึ่งที่สำคัญคือ เราจะเห็นว่ายุคหนึ่ง คนจีนอาจจะเป็นคนอื่นที่สร้างปัญหาให้กับสังคมไทย ถ้าคุณมองผ่านยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ผ่านมา ยุคจอมพล ป. พิบูลสงคราม สงครามโลก หลังจากนั้นสงครามเย็น มีปัญหาเยอะเต็มไปหมด ผมว่าปัญหาหนึ่งที่เรามองคนจีนในสังคมไทย คุณมองว่าการพูดภาษาอื่นที่ไม่ใช่ภาษาไทย มันเป็นปัญหา
ถามว่า ทำไมยุคหนึ่งรัฐสยามกังวลเกี่ยวกับคนจีน เพราะคนจีนใช้ภาษาจีนได้ แล้วหนังสือพิมพ์จีนไปทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เวลาค้าขายเขาไม่ได้ค้าขายแค่ในประเทศ เขาค้าขายประเทศอื่นด้วย การที่เรารู้ภาษาอื่นทำให้สามารถติดต่อได้กับโลกกว้าง สิ่งที่รัฐไทยกลัวคืออะไร กลัวโลกาภิวัตน์ที่ควบคุมไม่ได้ เป็นการติดต่อกับโลกภายนอกที่ควบคุมไม่ได้
•ทำไมถึงเลือกกลุ่มคนจีน-คนไทยเชื้อสายจีนในการพัฒนาขยับขยายสถานะสู่ชนชั้นกลางช่วงสงครามเย็น
เวลาเราพูดถึงปี 2500 ในยุคของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เราจะพูดแค่ในแง่ของการศึกษาการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมการเมือง การมีระบอบประชาธิปไตยแบบพ่อขุนอุปถัมภ์ แต่สิ่งหนึ่งที่เรามักจะมองข้ามคือ การเกิดขึ้นของชนชั้นกลาง แน่นอนว่ามีงานศึกษาว่าเกิดชนชั้นกลางได้อย่างไรบ้างในช่วงนี้ แต่พอเราไปดูว่าทำไมชนชั้นกลางส่วนมากเป็นคนไทยเชื้อสายจีน ถ้าเราดูบริบทประวัติศาสตร์ก่อนหน้านั้น การค้าเป็นมิติการดำรงชีพที่สำคัญของคนไทยเชื้อสายจีน ดังนั้นพอเขาสร้างตัวทางเศรษฐกิจขึ้นมาได้ในยุค 2500 ภายใต้แผนการพัฒนาเศรษฐกิจ กลุ่มคนไทยเชื้อสายจีนจึงเป็นกลุ่มคนที่ได้ผลประโยชน์ในระยะแรกที่กลายมาเป็นชนชั้นกลาง บวกกับการที่คุณจะสร้างชนชั้นกลาง คุณต้องการคนที่มีทักษะการค้าขาย ทักษะการทำงานในบริษัท ปรากฏว่าคนไทยเชื้อสายจีนส่วนมากที่อยู่ในเมืองที่ชินกับเศรษฐกิจอยู่แล้ว เลยเป็นกลุ่มคนแรกๆ ที่สามารถเติบโตขึ้นมาเป็นชนชั้นกลางได้ บวกกับย้อนไปไกลกว่านั้น ระบบศักดินาทำให้คนไทยทั่วไปไม่สามารถขยับเคลื่อนย้ายไปไหนมาไหนได้อย่างอิสระ แต่คนจีนเป็นคนที่อยู่นอกระบบ ดังนั้นคนจีนจึงเหมาะกับการเป็นผู้ประกอบการ ในเชิงประวัติศาสตร์ สังคมและประวัติศาสตร์ไทยได้สร้างคนจีนให้กลายเป็นกลุ่มคนที่มีมิติบทบาทสำคัญทางการค้าอยู่แล้ว พอช่วง 2500 ความเปลี่ยนแปลงในยุคสงครามเย็น นโยบายของรัฐไทยที่เข้าไปเชื่อมโยงกับสหรัฐอเมริกาที่ต้องการสร้างโลกทุนนิยมเสรีผลักให้เกิดชนชั้นกลางเชื้อสายจีนขึ้น
•ไม่ใช่คนจีน-คนไทยเชื้อสายจีนทุกคนจะสามารถขยับสถานะขึ้นมาเป็นชนชั้นกลางได้ แล้วความรู้สึกต่างกันไหม
คิดว่าต่าง เพราะถ้าดูในเล่มเป็นจีนเพราะรู้สึกก่อน 2500 ก่อนที่จะเกิดการขยับเป็นชนชั้นกลางอย่างมหาศาล คนจีนที่ยังไมได้เป็นชนชั้นกลาง ก่อนหน้าที่ยังไม่ได้ขยับสถานะขึ้นมาทั้งหมดรู้สึกอย่างไร ถ้าเราไม่เป็นชนชั้นกลาง ถ้าเราถูกกดเรารู้สึกอย่างไรบ้าง รู้สึกคับแค้น อยากต่อต้าน อยากเปลี่ยนระบบไหม แล้วเวลาเราคับแค้น อยากต่อต้าน อยากเปลี่ยนระบบ เราเชื่อมต่อกันได้อย่างไร เรามีวิธีคิดและรู้สึกว่ามันต้องเปลี่ยนอย่างไรบ้าง ผมรู้สึกว่า ก่อน 2500 ยุคที่คนพอจะใช้ภาษาจีนได้ พอเชื่อมต่อกับโลกภายนอกได้ คนในยุคนั้นเริ่มมองเห็นภาพสังคมที่ดีขึ้น ผ่านการอ่านงานเกี่ยวกับจีน คอมมิวนิสต์บ้าง ในยุคหนึ่งมันเป็นความหวังของโลก ความเปลี่ยนแปลงหลังจากนั้นทำให้ความหวังพังทลายลง แต่ตัดภาพมาอีกยุคหนึ่งช่วง 2500 เป็นต้นมา คุณเริ่มกลายเป็นชนชั้นกลางไทยเชื้อสายจีน เริ่มขยับฐานะได้ รัฐไม่ส่งเสริมให้คุณใช้ภาษาจีน คุณเริ่มมองไม่เห็นความสำคัญของการใช้ภาษาจีนอีกต่อไป
•บทไหนที่ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง
มีอยู่ 2 บท บทที่ 2 ใช้ชื่อว่า ระบอบอารมณ์ความรู้สึกที่ถูกสร้าง การก่อตัวและสมดุลที่พังทลาย พูดถึงว่า ถ้าเราจะเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของคนจีนในไทยหรือคนไทยเชื้อสายจีน เราต้องก้าวข้ามญาณวิทยาชาตินิยม และบทที่ 3 ชนชั้นกลางไทยเชื้อสายจีน วรรณกรรมจีนแปลงไทย และทุนนิยมอารมณ์ความรู้สึกไทย ซึ่งพูดถึงระบอบสฤษดิ์ คุยกันในอีกแง่ว่า จริงๆ แล้วสิ่งที่สฤษดิ์ทำคือความพยายามในการสร้างระบอบทุนนิยม อารมณ์ ความรู้สึกไทยหรือเปล่า เวลาเราพูดถึงยุคสฤษดิ์ เราจะนึกถึงการสร้างชนชั้นกลาง มีเครือข่ายของโครงสร้างพื้นฐาน แผนพัฒนาเศรษฐกิจ แต่ท้ายที่สุด คุณจะทำอย่างไรให้คนรู้สึกว่าอยากพัฒนาตนเองผ่านเศรษฐกิจ สังคม พอเรานึกถึงสฤษดิ์เราก็จะนึกถึงแค่เขาคนเดียว แต่จริงๆ แล้ว เขาขึ้นมาเป็นนายกฯ แทบจะพร้อมกับการขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีของจอห์น เอฟ. เคนเนดี ของสหรัฐ
พูดถึงสังคมอเมริกา เรามักจะพูดถึงอเมริกันดรีม แล้วในยุคสฤษดิ์ก็เกิดคำขวัญ งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข แทบจะเหมือนกันเลย แต่เราไม่เคยพูดถึงมิตินี้ ดังนั้นจริงๆ แล้ว สฤษดิ์เองพยายามสร้างระบอบอารมณ์ ความรู้สึกให้เรามีความฝันแบบหนึ่งหรือเปล่า แต่ถามว่า การอยู่ภายใต้แบบนี้ คนประสบความสำเร็จมากน้อยแค่ไหน ความไม่พอใจของคนภายใต้ระบอบอารมณ์ ความรู้สึกที่บีบคั้นให้เราต้องทำงาน หาความสุขให้ได้ มีที่ทางให้ปลดปล่อยได้ที่ไหนบ้าง ส่วนหนึ่งคิดว่าในยุคสฤษดิ์เป็นต้นมามันเกิดการบูมของวรรณกรรมเกี่ยวกับคนจีนในไทย และนิยายกำลังภายใน อยากมองใหม่ว่าวรรณกรรมพวกนี้ไม่ได้แปลจีนเป็นไทยแค่นั้น แต่เป็นการแปลงให้เป็นไปในทิศทางสู้แล้วรวย ขยันทำมาหากิน ถ้าดูเนื้อหาวรรณกรรมจีนที่เขียนโดยคนจีนในไทยยุค 2500 เราจะเห็นภาพแบบนี้คล้ายๆ กันว่า
คุณต้องสู้ ปรับเปลี่ยนความคับแค้นที่มีต่อรัฐให้เป็นเรื่องของปัจเจก แล้วคุณต้องเอาชนะสร้างตัวให้ได้

