ทวงคืนอนาคตจาก ‘ผู้ใหญ่รู้ดี’ เปิดรายงานแอมเนสตี้ อินเตอร์ฯ 3 ปีที่เด็กถูกสอดแนม

13.02.23 | 12:00 น.

ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตาต่อเนื่องอย่างไม่กะพริบตา สำหรับความเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่ในด้านการเมืองที่สั่นสะเทือนสังคมไทยมากขึ้นไปทุกขณะ แม้ดูเหมือนว่าภาครัฐจะมีความพยายามรักษา ‘ความสงบเรียบร้อย’ ในนิยามของตัวเองอย่างสุดความสามารถ ทว่า ไม่อาจต้านทาน ปกปิด ซ่อนเร้น ซึ่งแรงกระเพื่อมที่ไม่ศิโรราบสยบยอม

การคัดง้างของอำนาจและพลังของประชาชนคนเจเนอเรชั่นใหม่เกิดขึ้นอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

ล่าสุด 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เปิดตัวรายงานฉบับใหม่ระบุว่า ทางการไทยได้จับกุม ดำเนินคดี สอดแนมข้อมูล และข่มขู่เด็กที่ร่วมการชุมนุมประท้วงซึ่งมีผู้เข้าร่วมจำนวนมากเป็นประวัติการณ์ พร้อมเรียกร้องให้ยกเลิกการดำเนินคดี และยุติการคุกคามทุกรูปแบบที่ขัดขวางไม่ให้เด็กเข้าร่วมการชุมนุมประท้วง

We are Reclaiming Our Future

ทวงคืนอนาคตจาก ‘ผู้ใหญ่รู้ดี’

Advertisement

รายงานดังกล่าว มีชื่อว่า We are Reclaiming Our Future หรือ ‘ขอทวงคืนอนาคตของพวกเรา’ จัดทำขึ้นจากการสัมภาษณ์ผู้ชุมนุมประท้วงและนักกิจกรรม ‘เด็ก’ 30 คนทั่วประเทศ ซึ่งเข้าร่วมการชุมนุมประท้วงที่เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางระหว่าง พ.ศ.2563-2565 โดยเด็กผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ และเด็กกลุ่มชาติพันธุ์ต่างมีบทบาทสำคัญในการชุมนุมประท้วงด้วย

เนื้อหาบ่งชี้ว่า เมื่อเปรียบเทียบกับการชุมนุมประท้วงที่ผ่านมาในประเทศไทย การชุมนุมประท้วงครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมจำนวนมากที่เป็นนักเรียนระดับมัธยมศึกษาซึ่งมีอายุต่ำกว่า 18 ปี โดยเรียกร้องให้ปฏิรูปการศึกษา การเมือง เศรษฐกิจ และสังคม เพื่อเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสังคมที่มีลักษณะแบบ ‘ผู้ใหญ่รู้ดี’ มีอำนาจตัดสินใจแทนเด็ก อีกทั้งมีแนวคิด ‘อนุรักษนิยม’ อย่างเคร่งครัดเข้มข้น

ชนาธิป ตติยการุณวงศ์ นักวิจัยประจำประเทศไทย แอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนล เผยว่า เด็กๆ ที่ควรมีอนาคตอีกไกลต้องเผชิญหน้ากับผลกระทบอย่างรุนแรง เพียงเพราะพวกเขาเข้าร่วมการชุมนุมประท้วงโดยสงบ

“ประเทศไทยมีพันธกรณีตามกฎหมายที่จะต้องประกันสิทธิในเสรีภาพการชุมนุมโดยสงบของเด็ก อย่างไรก็ดีผู้ชุมนุมประท้วงกลับต้องเผชิญกับราคาที่ต้องจ่ายมากมาย อันหมายรวมไปถึงความเสี่ยงที่จะถูกจำคุกเป็นเวลาหลายสิบปี…นอกจากถูกดำเนินคดีแล้วเด็กผู้ชุมนุมประท้วงบางคนยังอาจถูกผลกระทบเพิ่มเติม โดยอาจถูกผู้ปกครองตัดความสัมพันธ์ในครอบครัวกับพวกเขา หรือทำร้ายพวกเขา เนื่องจากถูกกดดันจากเจ้าหน้าที่

เด็กผู้ชุมนุมประท้วงหลายๆ คนเพิ่งจะได้เริ่มต้นเข้าสู่ช่วงใหม่ในการใช้ชีวิตของพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นการเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยหรือการสมัครงาน สิ่งที่เราต้องการบอกกับทางการไทยไม่มีอะไรมากไปกว่า ขอให้หยุดขัดขวางอนาคตของพวกเขา และขอปล่อยให้พวกเขาได้ใช้สิทธิของตนเองอย่างเสรี” ชนาธิปกล่าว

ปัจจุบัน เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีเกือบ 300 คนถูกดำเนินคดีอาญา ส่วนใหญ่ถูกกล่าวหาว่าละเมิดคำสั่งเกี่ยวกับการชุมนุมสาธารณะที่มีการประกาศใช้ตามอำนาจของพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน (พ.ร.ก.ฉุกเฉิน) ในช่วงที่เกิดโรคระบาด ซึ่งปัจจุบันมีการยกเลิกการบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินแล้ว

บางคนเสี่ยงถูกจำคุกหลายปีเนื่องจากถูกกล่าวหาด้วยข้อหายุยงปลุกปั่น รวมถึงมาตรา 112

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล บันทึกข้อมูลเกี่ยวกับยุทธวิธีต่างๆ ที่ถูกนำมาใช้ปราบปรามสิทธิในการชุมนุมประท้วง ทางการมักติดตามหรือสอดแนมข้อมูลเด็กที่ออกมาชุมนุมประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตย มีการข่มขู่โดยตรงต่อเด็กที่มาจากกลุ่มชาติพันธุ์ ไม่เพียงเท่านั้น ระหว่างการตรวจสอบประวัติมีการถามข้อมูลที่ไม่จำเป็น ก้าวก่ายและละเมิดความเป็นส่วนตัว เช่น ‘เคยมีความสัมพันธ์กับเพศเดียวกันหรือไม่?’

สอดแนมถึงบ้าน-โรงเรียน

ยุทธวิธีอันตรายขวางเด็กร่วมม็อบ

ชมพู่ เด็กกรุงเทพฯ วัย 13 ปี ให้ข้อมูลกับแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลว่า ถูกเจ้าหน้าที่ติดตามตัวตั้งแต่เริ่มทำกิจกรรมเมื่อเดือนมีนาคม 2565 เช่นเดียวกับนักกิจกรรมผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ อายุ 16 ปี ที่ถูกเจ้าหน้าที่ติดตามตัวไปถึงบ้านและโรงเรียน ส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิต ทำให้เกิดภาวะตื่นตระหนก เครียด นอนไม่หลับ

ในบางกรณี เจ้าหน้าที่ใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กอย่างมิชอบ เพื่อขัดขวางไม่ให้เด็กเข้าร่วมการชุมนุมประท้วง

อันนา จากกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า ‘นักเรียนเลว’ ซึ่งเรียกร้องให้ปฏิรูปการศึกษาบอกว่า ตนและเพื่อนเคยถูกตำรวจและเจ้าหน้าที่จากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักเพื่อการคุ้มครองเด็ก ลากตัวออกมาจากร้านอาหารย่านอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยมาแล้ว

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลยังได้บันทึกข้อมูลกรณีที่เจ้าหน้าที่กดดันผู้ปกครองเพื่อข่มขวัญ หรือขัดขวางไม่ให้เด็กเข้าร่วมการชุมนุมประท้วง ส่งผลให้เกิดความตึงเครียดในครอบครัว จนถึงการใช้ความรุนแรงต่อเด็กอีกด้วย ดังเช่นกรณีของ สถาปัตย์ ซึ่งเข้าร่วมในการชุมนุมประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยในปี 2563 ตอนที่ยังเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา อายุ 17 ปี ในจังหวัดปัตตานี

“หลังจากครอบครัวทราบว่าผมเข้าร่วมกับขบวนการชุมนุมประท้วง เราก็เริ่มมีปากเสียงกันมากขึ้น จากนั้นพ่อแม่ก็เริ่มทำร้ายร่างกายและกดดันผมด้วยวิธีการยึดค่าขนมและโทรศัพท์มือถือ ผมเลยต้องหนีออกจากบ้านและไปอยู่กับเพื่อน”

ยิงด้วยกระสุนยาง มัดร่างกายด้วยเคเบิลไทร์

สลายชุมนุมเกินกว่าเหตุ

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลได้ประเมินสภาพความปลอดภัยของการชุมนุมประท้วงอย่างใกล้ชิดตั้งแต่ปี 2563 และมีความกังวลเพิ่มขึ้นในปี 2564 หลังจากตำรวจใช้กำลังปราบปรามการชุมนุมประท้วงมากขึ้น และมีการใช้ความรุนแรงเพิ่มขึ้นในพื้นที่ชุมนุม

ผู้ชุมนุมประท้วงที่เป็นเด็ก สามคนอายุ 14, 15 และ 16 ปี ในขณะนั้น ถูกยิงด้วยอาวุธปืน ซึ่งมีการกล่าวหาว่าเป็นฝีมือของบุคคลที่ไม่ได้เป็นฝ่ายรัฐ ขณะอยู่ด้านนอกสถานีตำรวจนครบาลดินแดง เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2564

เหตุสะเทือนใจเกิดขึ้น เมื่อ วาฤทธิ์ สมน้อย อายุ 15 ปี ถูกยิงบริเวณลำคอ อยู่ในอาการโคม่าหลายเดือน กระทั่งเสียชีวิตในเวลาต่อมา

หลังการเสียชีวิตของวาฤทธิ์ การสอบสวนยังล่าช้า แม้จะมีการร้องขอจากพนักงานอัยการหลายครั้ง ในที่สุดพนักงานอัยการได้สั่งฟ้องชายคนหนึ่งในข้อหาฆ่าคนตาย แต่การพิจารณาคดียังไม่เริ่มขึ้น

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลยังได้พูดคุยกับทนายความด้านสิทธิมนุษยชน ซึ่งว่าความให้กับเด็กหลายคนที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ทนายความได้อธิบายถึงการปฏิบัติที่โหดร้ายของเจ้าหน้าที่ตำรวจ รวมทั้งการใช้อุปกรณ์ควบคุมตัว การทุบตีในระหว่างจับกุม และการใช้กระสุนยางระหว่างสลายการชุมนุม โดยมีรายงานว่า เจ้าหน้าที่ใช้สายเคเบิลไทร์เพื่อควบคุมตัวผู้ชุมนุมประท้วงวัย 12 ปี ระหว่างการสลายการชุมนุมในช่วงที่มีการต่อต้านรัฐบาลใกล้กับแยกดินแดง เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2564

สายน้ำ เยาวชนซึ่งขณะนั้นมีอายุเพียง 17 ปี ถูกยิงด้วยกระสุนยาง มัดด้วยสายเคเบิล โดยเพิ่งได้พบแพทย์ในเช้าวันถัดไปหลังได้รับการปล่อยตัว

“หลังถูกยิง ผมก็พยายามวิ่งหนีแต่ตำรวจควบคุมฝูงชนเข้ามาดักทั้งด้านหน้าและด้านหลัง เขาจับผมไว้และกดให้ลงไปที่พื้น จำได้ว่าเขาเตะและใช้อะไรก็ไม่รู้ที่แข็งเหมือนกระบองหรือด้ามปืนมาทุบตี ค้นตัวผมไปทั่วทั้งตัวและเอาสายเคเบิลมามัดไว้ แล้วเตะผมต่ออีก”

นับเป็นสถานการณ์น่ากังวล จนแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ออกโรงมาเรียกร้องรัฐบาลไทยให้ยกเลิกการดำเนินคดีอาญาต่อผู้ชุมนุมประท้วงที่เป็นเด็ก ยุติการติดตามสอดแนมในทุกรูปแบบ ยกเลิกหรือแก้ไขกฎหมายที่ถูกใช้เพื่อควบคุมสิทธิในการชุมนุมประท้วงของเด็กให้สอดคล้องกับกฎหมายและมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ