บุกห้องซ้อม คุยโปรดิวเซอร์ SHIMMER SHRIMPMER บิ๊ง กิตติพัฒน์ กนกนาค จากฝันเปลี่ยนโลกสู่การผลักดัน ‘คนรุ่นใหม่’

19.02.23 | 12:05 น.
บุกห้องซ้อม คุยโปรดิวเซอร์ SHIMMER SHRIMPMER บิ๊ง กิตติพัฒน์ กนกนาค จากฝันเปลี่ยนโลกสู่การผลักดัน ‘คนรุ่นใหม่’
กิตติพัฒน์ กนกนาค

 

บุกห้องซ้อม คุยโปรดิวเซอร์

SHIMMER SHRIMPMER

บิ๊ง กิตติพัฒน์ กนกนาค

จากฝันเปลี่ยนโลกสู่การผลักดัน ‘คนรุ่นใหม่’

Advertisement

หากใครเคยไปเข้าร่วมการชุมนุมในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา นอกจากการปราศรัยแล้ว มักมีโชว์ดนตรีเนื้อหาเกี่ยวกับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยจากวงดนตรีโฟล์กซองบ้าง เต็มวงบ้าง ไปจนถึงการบอกเล่าเรื่องราวในสังคมแบบดุเดือดด้วยเพลงแร็พ

แต่ในกิจกรรม ‘ยืนหยุดขัง 112 ชม.’ ที่สกายวอล์ก หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ยังมีอีกหนึ่งโชว์แปลกใหม่ที่เกิดขึ้นต่อหน้ามวลชนที่มาร่วมกิจกรรม นั่นคือ ‘วงไอดอล’ ที่เรียกเสียงฮือฮาได้ทั้งหน้างานและในโลกโซเชียล อย่างวง ‘Shimmer Shrimpmer’ ที่เรียกตัวเองว่า ‘วงไอดอลประชาธิปไตย’ พร้อมมุ่งนำเสนอเนื้อหาเพลงเกี่ยวกับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย

‘Shimmer Shrimpmer’ มีสมาชิกทั้งหมด 5 คน ประกอบไปด้วย ปิ๊ง ปุณณมา หอมชื่นชม, แบมแบม กนกอร อิศรานนท์, แพรรี่ ธนาวรรณ เอมดิษฐ, มิน-มินเลนเนียม พัฒน์จุฑา อินทรพัฒน์ และ ฟ้า จันทรามาศ คำโมนะ นอกจากทั้ง 5 คนจะมีความสามารถในการร้องและเต้นได้ตามแบบฉบับของไอดอลแล้ว ยังมีความคิดเห็นทางการเมืองตรงกันโดยมุ่งหวังที่จะเห็นประเทศไทยเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น

“เรายังมีฝันเดิมอยู่ว่าอยากเปลี่ยนโลก แต่สารภาพตามตรงว่าแก่แล้ว มีแรงไม่พอและเราก็ศรัทธาในเด็กมากๆ เราเชื่อในแสงของวันใหม่มากๆ เชื่อเรื่องเด็กรุ่นใหม่ที่จะมาเปลี่ยนโลกใบนี้ เลยผลักดันและสนับสนุนเขาให้ทำแทนเราที่เดี๋ยวก็จะตายไป ดังนั้นแรงที่เหลือพอจะผลักใครสักคนได้ก็จะผลักเด็กๆ เหล่านี้ขึ้นมาเพื่อให้เขาสู้ต่อ”

โชว์ท่ามกลางผู้ร่วมกิจกรรม “ยืนหยุดขัง 112 ชั่วโมง”

นี่คือความใฝ่ฝันสูงสุดของ บิ๊ง กิตติพัฒน์ กนกนาค อดีตศิลปินสังกัด GMM GRAMMY ซึ่งผันตัวมาเป็นโปรดิวเซอร์วง Shimmer Shrimpmer

บิ๊ง เปิดบ้านและสตูดิโอซึ่งเป็นที่รวมตัวและห้องซ้อมของวงเพื่อต้อนรับ และเล่าถึงจุดเริ่มต้นของวง

จุดเริ่มต้น ทุกคนมารวมตัวกันได้อย่างไร? 
ในตอนแรกรู้จักวงไอดอลแค่ผ่านๆ จนได้มารู้จักกับ BNK48 ซึ่งมันทัชใจเรามาก เพราะตอนนั้นประสบปัญหาในชีวิตหลายอย่าง ทำงานประจำเป็นผู้กำกับรายการโทรทัศน์แต่รายการก็ถูกยุบ พอออกมาทำร้านขายของชำในตลาดก็ถูกกวาดล้างให้หายไป เลยทำให้มีเวลาว่างนั่งดู BNK48 ทั้งวัน และไอดอลทำให้ไม่นอนร้องไห้ ไอดอลทำให้ใช้ชีวิตได้ ทำให้ยิ้มและหัวเราะได้ และเราเริ่มศึกษาว่าการทำวงไอดอลต้องทำยังไง จนไปรู้จักกับสิ่งที่เรียกว่า ‘จิกะไอดอล’ หรือไอดอลใต้ดิน ที่เป็นไอดอลที่สร้างกันขึ้นมาเอง เข้าใจง่ายๆ ว่า ‘อินดี้ไอดอล’ ประจวบเหมาะกับช่วงปี 2559 มีเด็กกลุ่มหนึ่งที่ไม่ผ่านการออดิชั่น BNK48 รุ่นแรกเริ่มจับกลุ่มซ้อมกัน แล้วเราเองได้ไปเจอที่สวนสยามซึ่งเป็นสถานที่ถ่ายทำมิวสิกวิดีโอเพลง ‘คุกกี้เสี่ยงทาย’ เลยชักชวนมาโดยทำเพลงให้และฟอร์มวงขึ้นเป็นจิกะไอดอลวงแรกของประเทศไทย ซึ่งก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จอะไร แต่ค่อนข้างเป็นที่ถูกพูดถึงว่ามีคนได้เริ่มทำแล้ว โดยใช้ชื่อวงว่า Dev Zero (เดฟ ซีโร่) คอนเซ็ปต์ไอดอล ที่เป็นแนวญี่ปุ่นจ๋าเลย ซึ่งคนก็ชื่นชอบประมาณหนึ่ง

พอมาทำวงที่สองชื่อว่า Fingers Cross ก็ยังคงมีเมมเบอร์จากวงเก่าตามมา โดยมีแนวเพลงเป็นแบบป๊อป-พังก์ แต่ก็มีตัวเราที่หลากหลายมากเพราะเราเริ่มสงสัยว่าจะสามารถทำแนวเพลงไปทางไหนได้บ้าง เรามั่นใจว่าต้องหาให้เจอว่าคนไทยชอบอะไร เพราะรู้สึกว่าตั้งแต่เพลงคุกกี้เสี่ยงทาย ก็ยังไม่มีเพลงไหนของ BNK48 ที่ประสบความสำเร็จเลย จนทุกวันนี้ในวงการไอดอลก็ยังหามาสเตอร์พีซของตัวเองไม่เจอ

จากนั้น Shimmer Shrimpmer เป็นวงที่สามที่แตกออกมาจากวงแรก เพราะอยากทำให้ออกมาเป็นแนวเพลงแบบ Shoegaze (ชูเกซ) เพราะเคยทำเพลง ‘ทฤษฎี’ ของวง Fingers Cross แล้วคนที่ประเทศญี่ปุ่นให้การตอบรับดี เลยเห็นแนวทางไปต่อกับแนวเพลงชูเกซซึ่งเราเองก็มีความชอบด้วย นิยามของแนวเพลงชูเกซคือ Wall of Sound โดยมีกำแพงเสียงสูงๆ ขึ้นมาแล้วเสียงร้องไปอยู่ข้างหลังเสียงดนตรี ซึ่งไม่ใช่ความผิดพลาดแต่มันทำให้เรารู้สึกดำดิ่งและโฟกัสกับสิ่งที่เพลงจะเล่า โดยมักจะเป็นเรื่องร้ายๆ ความเจ็บช้ำ และความโดดเดี่ยว ส่วนของคอนเซ็ปต์เพลงที่เริ่มแตะการเมืองเลยคือวง Fingers Cross ซึ่งไม่ได้การเมืองขนาดนั้น แต่เราอยากทำให้มันมากกว่านั้น เลยตั้งตุ๊กตาว่าคือ ‘Idol Change The World’ โดยที่ถ้าเราจะเปลี่ยนโลกได้เราต้องมุ่งหวังในประเด็นอะไรบ้าง ซึ่งในบ้านเราถ้าการเมืองไม่เปลี่ยน โลกไม่เปลี่ยน นั่นทำให้เราสตาร์ตจากคอนเซ็ปต์การเมือง

ทำไมต้อง ‘Shimmer Shrimpmer’?
เริ่มจากนั่งคุยเรื่องชื่อวงกัน แล้วแบมแบมกินโคโรเกะไส้กุ้ง ซึ่งภาษาอังกฤษคือ Shrimp (ชริมพ์) และสะกดคล้ายๆ กับ Shimmer (ชิมเมอร์) ที่แปลว่า แวววาว และเป็นชื่อเอฟเฟ็กต์กีตาร์ที่นักดนตรีแนวชูเกซใช้ เราเห็นว่าความหมายดีเลยเอามาใช้และเอาคำว่าชริมพ์ไปแปะ เพราะนั่งกินกุ้งกันอยู่ ส่วนชื่อแฟนคลับ Tempu (เทมปุ) คือแป้งเทมปุระที่ห่อกุ้งไว้ เราเลยคิดว่าแฟนคลับเหมือนคนที่คอยโอบอุ้มปกป้องเรา คอยสนับสนุนเรา เพราะแม้กระทั่งจากน้ำมันร้อนๆ กุ้งก็ยังเป็นกุ้งสวยๆ อยู่

กระบวนการทำเพลงเป็นอย่างไร?
กระบวนการในการเขียนเพลงค่อนข้างเรื่อยเปื่อยพอสมควร นึกอะไรได้ในหัวเราจะจดไว้ในโทรศัพท์ ถ้าขับรถอยู่ก็จะหยุดรถและอัดเสียงฮัมไว้ เพลง สู้แต่ต้องไม่ตาย ของ Fingers Cross x While We Were แต่งขึ้นหลังจากเห็นภาพที่ ไผ่ ดาวดิน (จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หนึ่งในแกนนำกลุ่มราษฎร) ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจคุมตัวที่ม็อบ 13 ตุลาคม 2563 ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ซึ่งเรามีไอเดียว่าคนที่ออกมาต่อสู้เป็นวัยรุ่น คุณจะต้องสู้จนกว่าจะมองเห็นอนาคต ดังนั้นการแต่งเพลงมันเกิดจากสิ่งรอบตัว คอนเซ็ปต์เพลงของเราคือ Voice of Silent Youth หรือเสียงของเด็กไร้เสียง โดยแต่ละเพลงจะเล่าเรื่องของเด็กคนหนึ่ง ในทุกเพลงจะมีตุ๊กตาเป็นเด็กคนหนึ่งตลอด แต่ไม่ใช่เด็กคนเดียวกันนะ เป็นวัยรุ่นที่กำลังเผชิญหน้ากับอะไรสักอย่างทั้งปัญหาครอบครัว

อย่างเพลงแรก ‘Drawing The Sky’ เล่าถึงครอบครัวที่ต้องการชี้นกให้เป็นนก ชี้ไม้ให้เป็นไม้ ดังนั้นก้อนเมฆที่คุณเห็นมันต้องเป็นคนบนฟ้าเท่านั้นห้ามเป็นอย่างอื่น ถ้าคุณบอกว่าเป็นอย่างอื่น คุณผิด การบังคับแม้กระทั่งจินตนาการหรือความสงสัย เพลงนี้จึงว่าด้วยเรื่องการถูกริบความฝันของเด็กๆ

เพลงที่สอง ‘ใครหลับ’ เรารู้กันอยู่แล้วว่าในเหตุการณ์เดือนตุลาคม 2516 และ 2519 ชนวนเหตุที่ทำให้ประชาชนออกมาฆ่ากันเองคือการปลุกปั่น เราเชื่อว่าคนที่ทำเพลงปลุกใจสมัยแรกไม่ได้มีหมุดหมายให้คนออกมาฆ่ากันแน่ๆ แต่ตั้งข้อสงสัยว่าในช่วงการเมืองเข้มข้นที่ผ่านมา เพลงปลุกใจถูกนำกลับมาใช้ แล้วเราคิดว่าเป็นนัยยะที่สำคัญมากในทางการเมือง เพลงนี้เลยตั้งคำถามว่า เพลงปลุกใจ ปลุกใคร
ใครหลับ

เพลงที่สาม ตะวันใหม่ คอนเซ็ปต์คือเราศรัทธาในตัวนักกิจกรรมที่ออกมาเรียกร้อง ในยุคนี้คนที่เราเห็นว่าเป็นไอคอนของการต่อสู้มากที่สุดคือ ตะวัน (ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ นักกิจกรรมทางการเมือง) ตุ๊กตาในเพลงนี้คือตะวัน ซึ่งเนื้อหาว่าด้วยเรื่องของการอดอาหารเลย และเราได้รู้จักกับ บุ๊ค Elevenfinger (บุ๊ค ธนายุทธ ณ อยุธยา แร็พเปอร์จากคลองเตย) ซึ่งบอกว่า นิวส์ ปฏิมา แฟนของเขาที่ถูกควบคุมตัว (หลังถูกกล่าวหาในคดีปาระเบิดปิงปองใส่สนามหญ้าหน้าบ้าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา) ก็ทำการอดอาหารในเรือนจำเหมือนกัน เราเลยเอาชื่อมารวมกันเป็น ‘ตะวันใหม่’ แต่ความพิเศษของเพลงนี้คือวันที่ 27 พฤษภาคม 2565 เราเอาซาวด์อะเบาต์ ไปอัดเสียงปรบมือวินาทีที่นิวส์ออกมาจากเรือนจำเพื่อให้ได้เสียงที่เข้ากับแนวเพลงชูเกซ

เพลงล่าสุด Dirty Jobs ไอเดียเพลงมาจากการชอบดูกีฬาฟุตบอลซึ่งจะมีตำแหน่งกองกลางตัวรับที่ทำหน้าที่เชื่อมระหว่างกองหลังและกองหน้า สิ่งที่เขาทำคือปัดกวาด คอยเสียบสกัด ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ที่ต่างชาติเรียกสิ่งนี้ว่า ‘Dirty Jobs’ ที่ไม่มีไม่ได้เพราะเป็นตำแหน่งที่สำคัญ แต่ไม่มีใครอยากทำ เพราะเป็นตำแหน่งที่ไม่มีใครรัก เพราะบางทีเผลอไปทำนักฟุตบอลคนอื่นเจ็บ แต่ในปัจจุบันเป็นตำแหน่งที่คลีนขึ้นและคนยอมรับมากขึ้น ไม่ต่างจากอาชีพพนักงานรักษาความปลอดภัยหรือภารโรง ที่คนไม่ให้ความสำคัญแต่ปัจจุบันต่างกันเยอะอาชีพเหล่านี้ถูกให้ค่ามากยิ่งขึ้น

ดังนั้น Dirty Jobs ในโลกนี้มันค่อยๆ ดีขึ้น คนเริ่มมองคนทำงานแบบนี้ในแง่มุมที่ดีขึ้นและถูกมองเห็น เหมือนกับการที่ไอดอลติดอยู่ในกรอบว่าคุณอย่ามายุ่งกับการเมืองเพราะเป็นเรื่องสกปรก หรือการไปแสดงในม็อบ ไม่มีใครอยากทำ แต่เรารู้สึกว่านี่คือหมุดหมายในการเปลี่ยนโลกของเรา

บิ๊ง กิตติพัฒน์ กนกนาค

การออดิชั่นเมมเบอร์ในวงเป็นอย่างไร?
เราออดิชั่นแบบสมัครปุ๊บ ออดิชั่นปั๊บ เราคัดคนที่ร้องได้เต้นได้อยู่แล้วมา และเราก็โทรคุยเลย เราคุยต่อคน คนละ 4 ชั่วโมง การคุยกันของเราไม่ได้เอาแค่คำตอบ แต่อยากรู้ว่าเขาเป็นคนยังไง ก็คุยกันไปเรื่อยเปื่อย ส่วนใหญ่เป็นเราที่เล่าให้ฟังและดูรีแอ๊กชั่นของเขานะ คือพยายามจะบอกว่าเราเป็นอย่างไร และก่อนหน้านี้เราอยู่กันอย่างไร เรามีคำที่พูดแล้วพูดอีกในวงคือ ‘การคุยกันเป็นงานของเรา’ ดังนั้นจึงคุยกันตลอดเวลาเพราะมันเป็นเรื่องที่ดีมาก และเราจะรู้ว่าเด็กคิดอะไร สนใจมูฟเมนต์ของโลกใบนี้มากแค่ไหน มีประเด็นที่สนใจเป็นพิเศษ
ไหม

เรียกตัวเองว่าเป็น ‘ไอดอลประชาธิปไตยแบบนี้’ กลัวกระทบเรื่องงานไหม?
คำถามนี้ถ้าถามเมื่อ 3 ปีที่แล้วช่วงที่การเมืองร้อนระอุ จะบอกว่ายาก แต่ตอนนี้รู้สึกว่าเราอยู่ในตลาดที่มองเห็นว่าเราทำอะไรอยู่ เรื่องของงานโชว์ก่อนหน้าที่ไปแสดงในม็อบ เราไปเล่นงานวันเด็กโดยไม่แตะเรื่องการเมืองเลย เพราะเขาระบุมาว่าไม่ให้พูดเรื่องการเมือง เราสามารถอยู่ในทุกตลาดได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องโฉ่งฉ่างกับมัน หรือบอกว่าเราเป็นอะไร การที่ผู้จัดไม่ให้พูดเรื่องการเมืองก็ไม่รู้สึกว่าถูกลิดรอนเลยนะเพราะมันคือสิทธิ 100% ของเขาเลย

ในฐานะที่ทำวงไอดอลประชาธิปไตย อยากเห็นอนาคตประเทศไทยเป็นอย่างไร?
ระยะสั้นอยากเห็นรัฐบาลที่ทำงานได้จริง เพราะตอนนี้รัฐบาลทำงานไม่ได้ เขาทำงานไม่เป็น จับพลัดจับผลูมาทำ

มองอุตสาหกรรมเพลงไทยตอนนี้เป็นอย่างไร?
เพลงยุคนี้ดีกว่ายุคก่อนทุกแง่ ถ้าจะบอกว่าคนสมัยก่อนกวีกว่า ใช้คำสละสลวยกว่า คุณลองไปดูแร็พเปอร์สมัยนี้สิ อย่างอัตตา เพลงเขาสละสลวยไม่ต่างจากเฉลียงแต่งเลยนะ เก่งเท่ากันแต่ไวยากรณ์หรือความเร็วของเพลงต่างกันเท่านั้นเอง แต่เด็กสมัยนี้เก่งเร็วกว่า ดังนั้นอุตสาหกรรมเพลงเป็นเหมือนกันสมัยนี้ดีกว่าทุกอย่าง การเข้าถึงดีกว่า อิสระเสรีกว่า ไม่จำเป็นต้องง้อค่ายใหญ่ ทุกคนเติบโตได้ การแข่งขันมันสูงมากแต่ก็เป็นการแข่งขันที่แฟร์ขึ้นมาก เพลงไทยกับต่างชาติ โปรดักชั่นไม่ได้ต่างกันแล้วแต่ขนาดของอุตสาหกรรมต่างหากที่ต่าง ประเทศเกาหลีใต้คืออุตสาหกรรมเพลงใหญ่ที่สุดในโลกและเขารู้จักอุตสาหกรรมตัวเองดี ทุกอย่างมันไม่ใช่เรื่องบังเอิญมันเป็นที่รัฐบาลจริงๆ เรามีบุคลากรและนักดนตรีที่เก่งทัดเทียมกับต่างประเทศ แต่ขาดการขยายอุตสาหกรรมบันเทิงในประเทศไทย ถ้าพรรคการเมืองบอกว่าต้องแก้ปัญหาปากท้องหรือเรื่องเศรษฐกิจก่อน แล้วเรื่องนี้ไม่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหรือ?

ในการเลือกตั้งครั้งหนึ่งมันต้องขับเคลื่อนไปพร้อมๆ กันทุกกระทรวงสิ ทุกอย่างเกี่ยวกันหมดเลย ถ้าคุณทำงานพร้อมกันทุกอย่างจะรันพร้อมกัน เราจะเห็นทุกอย่างด้วยตาเนื้อว่ามันแก้ปัญหาได้จริงๆ เราจะไม่เห็นการกระจุกตัวของดนตรีในสวนแค่ในกรุงเทพฯ เราจะไม่เห็นการเจริญด้านแฟชั่นแค่สยามสแควร์ เราจะเข้าใจความลื่นไหลทางวัฒนธรรม เราจะเข้าใจซึ่งกันและกัน จะไม่รังเกียจเพลงลูกทุ่ง เพลงป๊อป เราจะขับเคลื่อนไปพร้อมๆ กัน

เป้าหมายหรือก้าวถัดไปของวง?
ขอตอบความฝันส่วนตัวเป็นความฝันตั้งแต่เมื่อ 6 ปีที่แล้ว เป้าหมายแรกและเป้าหมายเดียวคืออยากจะทำวงสักวงให้มันเลี้ยงดูเมมเบอร์ได้รวมถึงตัวเราเองด้วย เลี้ยงดูแบบเป็นอาชีพไอดอล และอยากไปโชว์ต่างประเทศ เพราะรู้สึกว่าสิ่งที่เราทำทุกวันนี้คนต่างประเทศเข้าใจมากกว่าคนในประเทศ ทั้งๆ ที่เราเล่าเรื่องการเมืองในประเทศที่โคตรจะบริบทไทย

แพรรี่ มิน แบมแบม ฟ้า ปิ๊ง

ฟังความคิดเห็นของโปรดิวเซอร์กันไปแล้ว อยากฟังความคิดเห็นของเมมเบอร์ว่าอยากเห็นประเทศไทยเป็นแบบไหน?

ปิ๊ง – อยากให้เราสามารถแสดงความคิดเห็นและมีสิทธิ มีเสียง เท่ากันจริงๆ และมีคนรับฟังเราจริงๆ ตอนนี้เหมือนเขาให้ประชาชนพูดได้นะ แต่เขาก็ไม่ฟัง ไม่แก้อยู่ดี และอยากให้ทุกคนมีรายได้ที่สามารถใช้ชีวิตได้ปกติ ไม่ต้องมานึกว่าวันนี้จะมีพอกินไหม

แบมแบม – อยากให้ทุกคนอย่างน้อยตอนนี้ใช้ชีวิตแบบปกติให้ได้ก่อน แม้กระทั่งคนพิการหรือคนที่ยังไม่มีรายได้ คือค่าครองชีพมันไม่สัมพันธ์กับรายได้ อย่างรถเมล์ตอนนี้คือเป็นรถที่คนนั่งกันจริงๆ หรือ? อยากให้เริ่มที่พื้นฐานก่อน อย่างการกินอยู่ การใช้ชีวิต การเดินทาง พื้นฐานที่คนปกติควรจะได้

แพรรี่ – พูดจริงๆ หนูอยากเห็นประเทศไทยพัฒนาไปในทางที่เห็นประชาชนเป็นหลักมากขึ้น ทุกวันนี้เขาก็พูดว่าเขาเห็นเราเป็นหลักแต่จริงๆ แล้วกฎหมายบางอย่างที่ออกมาก็ไม่ได้แฟร์สำหรับพวกเรา เพราะฉะนั้นคำว่าประชาชนเป็นหลักคงไม่ใช่ อยากให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่แฟร์

มิน – ก่อนอื่นอยากให้คนเข้าถึงการศึกษาได้เท่ากันเพราะเราเห็นความสำคัญของทรัพยากรมนุษย์ แล้วเมื่อทรัพยากรมีคุณภาพก็จะสามารถพัฒนาได้หลายอย่าง คนสามารถที่จะเลือกสิ่งที่ตัวเองต้องการด้วยตัวเองได้โดยไม่ต้องถูกใครชักจูง และจะเกิดการถกเถียงกันว่าสิ่งนี้ดีจริงไหม เหมือนเป็นการพัฒนาสมองคนในประเทศ

ฟ้า – ที่หนูรู้สึกคืออยากเห็นทุกคนแสดงความเห็นได้ด้วยประสิทธิภาพของตัวเอง อยากให้ทุกคนเข้าถึงการศึกษา และเรื่องการเมืองและเรื่องสังคมเข้าถึงทุกคน ให้ทุกคนโตขึ้นมาแล้วได้ตัดสินใจ ได้เห็นปัญหาของประเทศ เห็นในสิ่งที่เราคิดว่าไม่ยุติธรรม เพราะบางครั้งคนที่เพิกเฉยเขาไม่รู้ว่าสิ่งนี้เราต้องได้หรือ? เขาไม่รู้ว่าต้องทำอะไร ใช้ชีวิตมาแบบไม่ได้นึกว่าเราต้องมีสวัสดิการที่ดี

อยากให้เรื่องนี้เข้าถึงทุกคนและให้ทุกคนมีสิทธิออกความคิดเห็นและมีสิทธิพูด

พรสุดา คำมุงคุณ