เซอร์ เนวิลล์ คาร์ดุส
นักวิจารณ์ดนตรีผู้เป็นกัลยาณมิตร
หลายวันก่อนผู้เขียนได้มีโอกาสสนทนากับศิลปินในวงการสร้างภาพยนตร์คนหนึ่ง หลังการสนทนากันอย่างออกรส เขาได้เปรยถึงแนวคิดอันแรงกล้า, ชัดเจนประการหนึ่งที่ดูว่าจะเป็นปฏิปักษ์กับนักวิจารณ์อย่างฝังใจในทำนองที่ว่า “…ในโลกยุคปัจจุบันและต่อๆ ไปจากนี้แล้ว จะไม่มีตำแหน่ง หรือสถานะสำหรับ (ไอ้) พวกนักวิจารณ์อีกต่อไป…” ซึ่งผู้เขียนคิดว่านี่เป็นความเปลี่ยนแปลงไปของโลกอันแท้จริงและปฏิเสธไม่ได้ โลกในยุคสมัยที่ทุกคนมีเครื่องมือสื่อสารอยู่ในมือที่พร้อมจะประกาศความคิดของตนเองไปสู่คนทั่วโลกได้ด้วยตนเองในพริบตาโดยไม่ต้องพึ่งพาใครๆ ที่กุมอำนาจสื่อไว้อย่างเบ็ดเสร็จเหมือนในอดีตอีกต่อไป (ทุกๆ คนสามารถเป็น “นักวิจารณ์” ด้วยตนเองกันได้ทุกเมื่อ) นี่เป็นความเปลี่ยนแปลงแบบพลิกโลกที่ไม่ได้เกิดขึ้นแต่กับเฉพาะ “พวกนักวิจารณ์” เท่านั้น แต่มันยังสะเทือนไปถึงสถาบันการศึกษาขั้นสูงในระดับอุดมศึกษา ที่พยากรณ์กันว่าอาจจะต้องถึงขั้นพังครืนลงมาในอีกไม่ช้านัก หรือ “กลุ่มสื่อสารมวลชน” ที่ ณ ตอนนี้เราปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ใครๆ ก็เป็นสื่อสารมวลชนได้ด้วยตนเอง นี่คือโลกแห่งความเท่าเทียม ซึ่งทุกคนในโลกจะได้รับทั้ง “การดึงลงมา” และ “การฉุดขึ้นมา” เพื่อให้พวกเราอยู่ในระนาบเดียวๆ กันนั่นเอง ไม่ว่าเราจะชอบหรือไม่ชอบ แต่นี่เป็นสภาวะที่เราต้องยอมรับโดยดุษณี
ปรากฏการณ์ “ระนาบเดียวกัน” นี้ ก็คงเสมือนกับความเปลี่ยนแปลงอีกสารพัดเรื่องที่ผ่านมา ในเรื่องการมีทั้งข้อดีและข้อเสียที่เกิดขึ้นเป็นผลพวงตามมา ซึ่งในวันนี้ผู้เขียนจะขอตีกรอบหยิบยกบุคคลตัวอย่างผู้หนึ่งในโลกยุคเก่าที่การสื่อสารมวลชนยังไม่รวดเร็ว แบบที่เราเรียกกันว่า “Real Time” ดังเช่นทุกวันนี้ โลกในยุคที่ “สื่อมวลชน” ยังกุมอำนาจสื่อแบบเบ็ดเสร็จ ทำงานด้วยการใช้เวลากลั่นกรองความถูกต้องอย่างระมัดระวัง, ทำงานด้วยการเป็นแบบอย่างในการแสดงออกบนเวทีสื่อในทุกๆ รูปแบบ (บุคลิกภาพ, การใช้ภาษา และความมีรสนิยม) และคัดเลือกบุคลากรเข้าทำงานอย่างพิถีพิถัน ซึ่งบุคคลตัวอย่างแห่งวงการสื่อสารมวลชนผู้นี้ เขาเป็นทั้งผู้สื่อข่าวในวงการกีฬาและดนตรีที่พัฒนาตนเอง จากผู้รายงานข่าวธรรมดาๆ จนกลายเป็นนักวิจารณ์ทั้งกีฬา (Cricket) และดนตรี (คลาสสิก) จนกลายเป็นบุคคลต้นแบบ, แรงบันดาลใจอันดี ในการทำงานของคนรุ่นต่อๆ มา เขาเป็นนักวิจารณ์ที่ได้รับการยกย่องยอมรับจนได้รับเกียรติยศ อิสริยาภรณ์ชั้นอัศวิน จากราชสำนักอังกฤษ จากการทำงานวิจารณ์ตลอดชีวิตหลายสิบปีของท่าน ท่านมีนามว่า “เซอร์ เนวิลล์ คาร์ดุส” (Sir Neville Cardus) ผู้มีจริยาวัตรอันงดงามในการทำงานวิจารณ์จนเป็นที่ยกย่องยอมรับจากศิลปินดนตรีคลาสสิกชั้นนำทั่วโลก ซึ่งในวันนี้ผู้เขียนจะขอใช้พื้นที่นี้ในการบอกเล่าถึงการเป็น “นักวิจารณ์” ที่ทรงคุณค่า เป็นแบบอย่างที่พวกเรา (คนรักดนตรีและศิลปะ) น่าจะได้เรียนรู้ ในยุคสมัยที่ “พวกนักวิจารณ์” กำลังจะสูญพันธุ์ไปจากโลกนี้

ก่อนอื่นขอออกตัวแนะนำสักเล็กน้อยว่า งานเขียนของ เซอร์เนวิลล์ คาร์ดุส เข้ามาอยู่ในชีวิตผู้เขียนได้จากการเคยได้มีโอกาสในการทำงานเป็นผู้ร่วมวิจัยด้านการวิจารณ์กับนักวิชาการและนักวิจารณ์ศิลปะชั้นนำของเมืองไทยอย่าง ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.เจตนา นาควัชระ เมื่อราว 20 ปีก่อน ซึ่งการได้รับมอบหมายให้อ่านบทวิจารณ์ของ เซอร์ เนวิลล์ คาร์ดุส เพียงชิ้นเดียวก็สามารถเปลี่ยนมุมมองและเปิดมุมมองในการทำงานด้านงานเขียนหนังสือเกี่ยวกับดนตรีไปได้ตลอดชีวิต แม้จะเป็นงานเขียนที่อ่านยากที่สุดเท่าที่เคยอ่านมา แต่นั่นก็ทำให้เราเห็นถึงหนทางและมุมมองอันยิ่งใหญ่ในการเปิดโลกทางความคิดที่มีดนตรีเป็นสื่อกลาง งานเขียนของท่านเป็นงานที่สูงด้วยชั้นเชิงทางภาษาเชื่อมโยงกับแนวคิดเชิงปรัชญาอันลึกล้ำและไพเราะจนได้รับการยกย่องว่าราวกับเป็นบทกวีร้อยแก้วที่มีความสมบูรณ์ในตัวเอง และสำหรับในครั้งนี้ผู้เขียนจะขอหยิบยกการเขียนวิจารณ์ของท่าน เกี่ยวกับนักไวโอลินชาวโปแลนด์นามว่า “โบรนิสลาฟ ฮูเบอร์แมน” (Bronislaw Huberman) นักไวโอลินในตำนานที่มีวิธีการเล่นไวโอลินและการตีความทางดนตรีซึ่งแปลกประหลาดไม่เหมือนใคร จนถูกมองไปในแง่ลบถึงความบกพร่องทางเทคนิคในบางครั้ง และถูกนำข้อบกพร่อง (อันเล็กน้อย) นั้นมาตีแผ่ขยายกันอย่างออกรสจนพากันมองข้าม คุณูปการและความโดดเด่นในเชิงการตีความที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งเนวิลล์ คาร์ดุส ก็เห็นข้อบกพร่องเหล่านี้ แต่เขาถือว่านั่นไม่ใช่ประเด็นหลัก โดยเขาได้เขียนอรรถาธิบายถึงวิธีคิดและวิธีตีความทางดนตรีของ ฮูเบอร์แมนซึ่งมีอะไรๆ ที่เป็นเนื้อหาสาระอันยิ่งใหญ่เป็นแบบอย่างเป็นตัวของตัวเองสูงด้วยอัตลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร นั่นเป็นเรื่องที่พวกเราควรให้ความสำคัญมากกว่าเพียงการจะมานั่งจับผิดในเชิงเทคนิคของศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ท่านนี้
ท่านเนวิลล์ คาร์ดุส ได้เขียนถึงโบรนิสลาฟ ฮูเบอร์แมน ในเดือนมีนาคม พ.ศ.2475 ว่า เขาไม่เคยเห็นนักไวโอลินคนไหนที่จะสร้างมนต์ดลใจครอบงำผู้ฟัง และมีความแปลกแตกต่างจากนักไวโอลินมาตรฐานทั่วไปได้เท่ากับฮูเบอร์แมน เนวิลล์ คาร์ดุส เสนอมุมมองในสิ่งที่ฮูเบอร์แมนแสดงออกว่า เขาทำการ “ตีความ” ในสิ่งที่พวกเรามองว่าผิดพลาด ทั้งด้านของความแม่นยำในระดับเสียง (Intonation) และจังหวะ (Rhythm) ความไม่เที่ยงตรง (เล็กๆ น้อยๆ) เหล่านี้เนวิลล์ คาร์ดุส ให้คำอธิบายว่ามันเสมือนกับเป็น “ลักษณะอันละเมียดละไม” (signs of subtle) แห่งอารมณ์ที่ดูลึกลับซับซ้อน (ผู้เขียนขอเสริมตรงจุดนี้ว่าเช่นเดียวกับการชมภาพเขียนสีน้ำ ถ้าภาพเขียนนั้นมีเฉดสีซึ่งผิดแผกไปจาก “ของจริง” เราจะถือว่านั่นเป็นข้อผิดพลาดอันยิ่งใหญ่ของศิลปินผู้วาดภาพหรือ?)
เนวิลล์ คาร์ดุส ได้บูรณาการ รายงานถึงบุคลิกลักษณะอันเป็นพิเศษและแปลกประหลาดเมื่ออยู่บนเวทีการแสดงของนักไวโอลินในระดับตำนานผู้นี้ว่า เขา (ฮูเบอร์แมน) เป็นคนรูปร่างเตี้ย มีศีรษะที่ใหญ่ และมักจะชอบก้มหัว, ส่ายหัวไป-มาระหว่างการแสดงบนเวที คาร์ดุสมองสิ่งนี้ว่ามันเป็นราวกับการทรงเจ้าเข้าผี และเปรียบเปรยสิ่งนี้ไปในลักษณะ “ปกรณัม“ (Myth) แห่งไวโอลินในฐานะที่เป็นเครื่องดนตรีแห่งปีศาจ ในเรื่องความแปลกประหลาดทางการตีความดนตรี ที่ถูกจับผิดในเชิงเทคนิคนั้น เนวิลล์ คาร์ดุส กล่าวว่า “…นี่ไม่ใช่การตีความในแบบคลาสสิก ประโยคทางดนตรีที่อ่อนเหลวเกินไป และดูสนุกรื่นเริงเกินไป…อย่างไรก็ดี บางทีมันก็มีเสียงจากโลกอื่น, เสียงที่เรียกร้องความสนใจของพวกเราได้อย่างมหัศจรรย์ เป็นมนต์เสน่ห์แห่งปีศาจ…ดนตรีของฮูเบอร์แมนมิได้มาจากตัวของเขาเอง แต่มันมาจากโลกแห่งจิตวิญญาณอันลึกลับเหนือความเข้าใจ…ดูเสมือนว่าฮูเบอร์แมนกำลังก้มลงฟังดนตรีของตัวเขาเอง ราวกับว่ากำลังได้ยินมันมาจากแดนไกล ซึ่งพัดมาสู่ตัวเขาจากกระแสลมแห่งดินแดนเทพยดา…”

ในเรื่องแนวคิดที่ว่าไวโอลินเป็นเครื่องดนตรีแห่งภูตผีปีศาจที่เต็มไปด้วยมนต์สะกดดลใจนั้น เนวิลล์ คาร์ดุส อธิบายถึงการเล่นไวโอลินของฮูเบอร์แมนว่า “…เรารู้สึกได้ว่ามีภูตตนหนึ่งที่สิงสถิตอยู่ในไวโอลินของเขา และตอนนี้เขาก็ทั้งเล้าโลมโน้มน้าว อีกทั้งยั่วทรมานมันด้วยคันชักของเขา หรือบางทีเราก็รู้สึกได้ว่ามันคงไม่ใช่คันชักหรอก แต่คงจะเป็นนิ้วของเขาที่กระทำอยู่ ซึ่งอาจจะกล่าวได้ว่าเขากำลังเติมพลังแห่งการสะกดจิตให้กับไวโอลินของเขา การบรรเลงของเขานับเป็นสัมผัสแห่งความรู้สึกอันเป็นพิเศษ ไวโอลินของเขาอาจจะเป็นการผนึกรวมกันแห่งบรรดาสายใยของเส้นประสาทของสิ่งมีชีวิต…” บุคลิกภาพและอากัปกิริยาอันแปลกประหลาดของฮูเบอร์แมน ในยามอยู่บนเวทีการแสดงเป็นสิ่งที่ทุกๆ คนให้ความสังเกต และกล่าวขวัญถึง ทั้งการก้มหัวส่ายไป-มา และท่าทางที่อาจดูแปลกไปจากสิ่งที่พวกเรายึดถือว่าเป็น “มาตรฐาน” บรรดานักวิจารณ์ที่ช่างสังเกตย่อมไม่ละสายตาจากรายละเอียดนี้ ท่านเซอร์เนวิลล์ คาร์ดุส ก็เช่นเดียวกัน ซึ่งพรรณนาภาพนี้ว่า มันคือการกำลังดิ้นรนต่อสู้อย่างแสนสาหัส โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง “Cadenza” (ช่วงที่วงออเคสตราหยุดบรรเลงเพื่อให้ศิลปินเดี่ยวบรรเลงอวดฝีมือคนเดียวด้วยเทคนิคอันสูงสุด) นั้น เนวิลล์ คาร์ดุส บรรยายภาพเอาไว้ว่า “…การใช้คันชักของฮูเบอร์แมนนั้นยากที่พวกเราจะติดตามรายละเอียดได้ทางสายตา ด้วยการหมุนวนเป็นพายุ, การตะปบ อีกทั้งการฟาดฟันทิ่มแทงราวกับนักดาบ…ฮูเบอร์แมนคือนักไวโอลินที่ได้ครอบครองความสามารถในการครอบงำทุกๆ คนไว้ได้ราวกับทาสของเขาด้วยอัจฉริยภาพ ที่สถิตอยู่ภายในตัวเขา…”

ในหนังสือพิมพ์แมนเชสเตอร์การ์เดียน (Manchester Guardian) ฉบับวันที่ 30 มกราคม พ.ศ.2476 (90 ปีที่แล้ว!) ท่านเซอร์ เนวิลล์ คาร์ดุส ได้เขียนถึงฮูเบอร์แมนไปไกลมากขึ้นในทางแนวคิดเชิงปรัชญา “…ฮูเบอร์แมนผู้เป็นนักปรัชญาเสมือนที่เป็นนักดนตรี ซึ่งบรรเลงดนตรีจนเป็นไปดั่งที่เกอเธ่ (Goethe) เคยกล่าวว่า โลกอันไม่จีรังยั่งยืนทั้งมวลนี้ มันก็เป็นเพียงแค่สิ่งในเชิงสัญลักษณ์ แม้แต่โน้ตดนตรีก็อาจจะมิได้เป็นอะไรมากไปกว่า “ความพยายามที่ยังไม่บรรลุผลทางความคิด” ในการที่จะนำพาเราผ่านทะลุปราการปิดกั้นทั้งหลาย…ฮูเบอร์แมนเป็นอะไรๆ ที่มากกว่านักสีซอคนหนึ่ง ซึ่งตั้งใจเพียงแค่จะสร้างความตื่นตระหนกเร้าใจ หรือเพียงแค่จะมาเพื่อสร้างความพึงพอใจให้กับพวกเรา บ่อยครั้งทีเดียวที่เขาได้แสดงความท้าทายต่อดนตรีในอันที่จะเผยถึงความเร้นลับอันเป็นที่สุดของมัน…ดนตรีมิได้เป็นเพียงแค่เสียง หากแต่มันได้ทำหน้าที่ชี้ทางไปจนถึงสภาวะที่หลุดพ้นไปจากเสียง…คันชักไวโอลินของฮูเบอร์แมนถูกใช้เสมือนดั่งเป็นไม้ตะพดแกร่งซึ่งหวดทำลายความลึกล้ำเกินหยั่งรู้ ที่ได้สถิตแน่นอยู่กับแท่นศิลาอันสูงส่งทางดนตรีให้สลายมลายลง และสกัดคั้นเอาความจริงและความงามแห่งโลกมนุษย์ออกมาสู่พวกเรา…”
ท่านเซอร์เนวิลล์ คาร์ดุส วิพากษ์ต่อไปอย่างหนักแน่นว่า “…ฮูเบอร์แมนคือนักเล่นแร่แปรธาตุ หรือผู้แสวงหาของวิเศษแห่งมัธยสมัย (Middle Ages) เขาทำให้เราคิดไปถึงองค์กรแห่งความดี-ความชั่วทั้งหลาย เขาได้ปลุกปล้ำต่อสู้อย่างหนักหน่วง และมันก็ได้ปลุกให้พวกเราตระหนักว่า ความงามที่เขากำลังก่อกำเนิดขึ้นมาทั้งสำหรับตัวเขาและพวกเรานั้น บางชั่วขณะมันก็ได้หลุดออกไปจากการควบคุมของเขา…” และสรุปปิดท้ายอย่างยิ่งใหญ่ว่า “…ฮูเบอร์แมนคือ ดร.เฟาซท์ (Doktor Faust) ยุคใหม่ของไวโอลิน…จิตวิญญาณสองดวงที่สิงสถิตอยู่ในทรวงอกของเขา นั่นคือความโรแมนติกที่พลุ่งพล่าน และนักคิดผู้เพ่งพินิจอย่างสุขุม…”


อาจจะหนักไปบ้างสักหน่อยสำหรับบทความในครั้งนี้ที่ผู้เขียนต้องการนำความยิ่งใหญ่ทางความคิดของนักวิจารณ์ทางดนตรีผู้เป็นตำนาน ผู้ได้รับอิสริยาภรณ์ชั้นอัศวินจากการทำงานวิจารณ์เป็นคนแรกในประวัติศาสตร์ ผู้เขียนงานวิจารณ์ด้วยความคิดอันเปิดกว้างยิ่งใหญ่ สอนให้เรารับฟัง, เพ่งพินิจดนตรีด้วยจิตใจเปิดกว้างมากกว่าจะมาอวดการจับผิดเชิงเทคนิค (ปลีกย่อย) ของศิลปิน มีตัวอย่างแนวคิดเชิงวิจารณ์ระดับ “คลาสสิก” (งดงามข้ามยุคสมัย) อีกมากมาย จากสุภาพบุรุษท่านนี้ซึ่งทิ้งเป็นมรดกทางความคิดไว้ให้กับพวกเรา
สำหรับ “ความอ่านยาก” ในบทวิจารณ์ของท่านเนวิลล์ คาร์ดุส ก็คงเปรียบได้ไม่แตกต่างจากดนตรีซิมโฟนียากๆ ไม่ใช่หน้าที่อันตื้นเขินของดุริยกวีที่จะเขียนดนตรีตื้นๆ เพื่อเอาอกเอาใจด้วยแนวคิด “ฟังง่ายๆ” หากแต่เป็นหน้าที่ของพวกเราผู้ฟังต่างหากที่จะต้องไต่ภูเขาสูงเพื่อขึ้นไปสูดสุนทรียภาพบนยอดเขานั้น งานเขียนวิจารณ์ดนตรีของท่านเซอร์ เนวิลล์ คาร์ดุส ก็เช่นเดียวกัน

