สัญจรสำนักการโยธาไปหมาดๆ เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สำหรับ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร แอ๊กชั่นเร่งรัดปมปัญหาต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะถนนหนทาง ฟุตปาธ สะพาน และไฟฟ้า
กำชับให้เข้มงวดโครงการต่างๆ ต้องไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญ และให้ได้มาตรฐาน คืนพื้นผิวจราจรให้เร็วที่สุด การดูแลเรื่องความปลอดภัย รวมถึงเมื่อเสร็จแล้วต้องคืนกลับสู่สภาพเดิม โดยปัจจุบันมีโครงการก่อสร้างต่อเนื่อง 28 โครงการ โครงการใหม่ 8 โครงการ
“ต้องขอให้สำนักการโยธาจริงจังกับเรื่องนี้เพราะเป็นหน้าที่ของเราที่ดูแลแทนประชาชน” ชัชชาติย้ำ
ไฟดับ 18,000 ดวง ซ่อมแล้ว 12,000 ดวง
คาดจบครบทุกดวง มีนาคมนี้
เริ่มที่ไฟฟ้าส่องสว่าง ซึ่งกรุงเทพมหานครมีไฟฟ้าส่องสว่างที่รับผิดชอบอยู่ทั้งหมดอยู่ประมาณ 150,000 ดวง ไฟดับประมาณ 18,000 ดวง ซ่อมแซมแล้ว 12,000 ดวง คาดว่าจะแล้วเสร็จทั้งหมดภายในเดือนมีนาคมนี้
“ภายในเดือนมีนาคม 2566 ไฟทั้งหมดก็น่าจะติด ซึ่งทั้งหมดไฟรุ่นเก่าเป็นระบบ High Pressure กทม.จะเริ่มเปลี่ยนโคมไฟรุ่นใหม่ที่เป็น LED ประหยัดพลังงาน 25,000 ดวง ขณะนี้ประมูลเสร็จแล้วแต่มีการอุทธรณ์เล็กน้อย กทม.จะเร่งติดตั้งเพราะ LED มีความสว่างมากขึ้นและมีความประหยัดไฟฟ้ามากขึ้น”
“ส่วนเรื่องเส้นทางต่างๆ คิดว่าจะมีการพยายามตัดถนนผังเมืองเพิ่มขึ้น ปัจจุบันผังเมืองเปลี่ยนไปเยอะ แต่ยังมีถนนผังเมืองจำนวนมากที่ยังค้างอยู่ มีถนนสาย ข. อยู่ประมาณ 7 เส้นทางที่เราจะพยายามผลักดันที่ดูแล้วมีความเป็นไปได้มีระยะเขตทาง 16 เมตรที่เว้นไว้แล้ว ซึ่งจะช่วยให้การเดินทางเร็วขึ้น” นายชัชชาติกล่าว
ไม่ประมาท ‘แผ่นดินไหว’ จ่อเสวนาเข้ม
เฝ้าระวังฝุ่น PM2.5-ลุยนำสายไฟฟ้าลงดิน
ชัชชาติยังกล่าวถึงประเด็นการอนุญาตก่อสร้างอาคาร ซึ่งประชาชนมีข้อกังวลในเรื่องความโปร่งใส ขณะนี้สำนักงานเขตเริ่มให้บริการ One Stop Service แล้ว สำหรับอาคารขนาดเล็กที่ต่ำกว่า 300 ตารางเมตร สามารถยื่นออนไลน์ได้ ในส่วนของสำนักงานควบคุมอาคาร สำนักการโยธา จะทำการปรับปรุงกระบวนการเพื่อให้มีความโปร่งใส มีประสิทธิภาพ รวดเร็วขึ้น และเป็นไปตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด
“สำหรับเรื่องแผ่นดินไหวก็เป็นเรื่องที่เรากังวล จึงจะมีการสัมมนาในวันพุธที่ 22 กุมภาพันธ์ ในข้อกฎหมาย กรณีการก่อสร้างเกิดหลังปี 2550 จะมีข้อกำหนดเกี่ยวกับกฎหมายแผ่นดินไหวชัดเจน แต่อาคารที่ก่อสร้างก่อนปี 2550 อาจจะไม่ได้มีข้อกำหนดออกแบบก่อสร้างแผ่นดินไหว แต่ต้องออกแบบเผื่อแรงลม เพราะแรงลมในกรุงเทพฯ มีลักษณะที่เป็นแรงแนวข้างคล้ายคลึงกัน เพราะฉะนั้น ไม่ได้หมายความว่าอาคารที่ออกแบบก่อนปี 2550 จะรับแผ่นดินไหวไม่ได้ เพราะมีโครงสร้างที่ต้องรับแรงลมซึ่งมีลักษณะของการรับแรงคล้ายๆ กับแผ่นดินไหว ก็จะมีอยู่ประมาณ 10,000 อาคาร ได้ให้สำนักการโยธาลองจัดกลุ่มว่ามีอาคารรูปแบบไหนที่อาจจะมีความเสี่ยงมากกว่าอาคารประเภทอื่นใน 2 ลักษณะ เช่น ประเภทการใช้งานอาคารที่แบบมีความเสี่ยงในการใช้งานว่าต้องใช้งานได้ในช่วงแผ่นดินไหวรุนแรง หรือว่าลักษณะของการก่อสร้าง เช่น อาคารที่อาจจะไม่สูงมากหรือเสาเข็มสั้น แล้วหาแนวทางในการปรับปรุงให้เข้มแข็งขึ้นได้อย่างไร รวมทั้งให้สำรวจแนวอาคารของ กทม.เอง โรงพยาบาล โรงเรียนต่างๆ ว่าตรงไหนที่มีความเสี่ยง และอาจจะเอาอาคารของ กทม. เป็นต้นแบบในการปรับปรุงให้มีความแข็งแรงมากขึ้น” ชัชชาติกล่าว
พร้อมกันนี้ ผู้ว่าฯกทม.ได้กำชับให้ดูเรื่องฝุ่นและมาตรการต่างๆ โดยเฉพาะมาตรการที่อยู่ใน EIA ในการควบคุมฝุ่น ให้ทุกโครงการดำเนินการอย่างเคร่งครัด ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นคือการฉีดฝอยละอองน้ำอาจจะไม่ได้ป้องกันฝุ่น PM2.5 แต่เชื่อว่าอย่างน้อยฝุ่น PM 10 น่าจะมีผล โดยให้สำนักการโยธาไปทบทวนมาตรการต่างๆ ว่ามาตรการก่อสร้างต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้า อาคารเอกชน การนำสายไฟฟ้าลงใต้ดิน มาตรการอะไรที่ต้องทำและจะให้ทำเพิ่มเติม ให้ออกเป็นมาตรการแล้วแจ้งไปยังผู้ก่อสร้างต่างๆ ภายในสัปดาห์หน้า
“สำหรับการแจ้งข้อร้องเรียนผ่าน Traffy Fondue สำหรับการโยธาได้รับเยอะมาก 30,000 กว่ารายการ ถือว่าเยอะที่สุดในสำนักงานทั้งหมด เพราะรับหลายเรื่อง ทั้งเรื่องถนน ฟุตปาธ ทางเท้า ได้มีการแก้ไขแล้ว 12,000 เรื่อง ในส่วนที่สำนักการโยธาสามารถซ่อมสร้างเองได้คาดว่าจะแก้ไขได้ทั้งหมดภายใน 2 เดือน ส่วนที่ต้องจ้างเหมาในการแก้ไขอาจต้องใช้เวลา”
สำนักการโยธาเป็นสำนักสำคัญ มีโครงการก่อสร้างต่อเนื่อง 28 โครงการ โครงการใหม่ 8 โครงการ หน้าที่สำคัญคือเร่งรัดโครงการเดิมที่ทำอยู่ ให้แล้วเสร็จตามเวลา ต่อมาให้มีการกำกับดูแลโครงการอื่นที่ใช้พื้นที่ของ กทม.ให้เข้มงวด ต้องไม่สร้างความเดือดร้อนรำคาญ ต้องก่อสร้างให้เป็นไปตามมาตรฐาน เช่น โครงการก่อสร้างท่อร้อยสายไฟฟ้าบนถนนพระรามที่ 3 โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ รวมถึงการคืนพื้นที่ผิวจราจรให้เร็วที่สุด และเมื่อก่อสร้างเสร็จแล้วต้องมีการปรับปรุงกลับคืนสู่สภาพเดิม ถ้าไม่ทำจะต้องมีการฟ้องร้องอย่างจริงจัง ก่อนที่จะมีการส่งมอบพื้นที่คืนให้กับ กทม.
ซ่อมฟุตปาธเพิ่ม 300 กม. เร่งปรับปรุง
‘สะพานเหล็กข้ามแยก’ เปลี่ยนวัสดุคุ้มกว่าซ่อมบ่อย

อีกประเด็นน่าสนใจ ที่ชัชชาติกล่าวถึง คือ การแจ้งเรื่องร้องเรียนผ่านทราฟฟี่ ฟองดูว์ ของสำนักการโยธา ได้รับเยอะมากที่สุดของสำนัก 30,000 กว่ารายการ เพราะรับหลายเรื่อง เช่น ไฟฟ้าส่องสว่าง ถนน ฟุตปาธ ซึ่งได้มีการแก้ไขแล้ว 12,000 เรื่อง ในส่วนที่สำนักการโยธาสามารถซ่อมสร้างเองได้ คาดว่าจะแก้ไขได้ทั้งหมดภายใน 2 เดือน ส่วนที่ต้องจ้างเหมา อาจต้องใช้เวลาในการแก้ไข
“ปีที่ผ่านมาซ่อมฟุตปาธไปได้ 160 กม. ปีนี้จะซ่อมอีก 300 กม. และจะสร้างฟุตบาธใหม่เพิ่ม 16 เส้นทาง 30 กม. ตามถนนสายหลัก เช่น ถนนราชดำริ ถนนรัชดาภิเษก ถนนเอกมัย จะปรับให้มีการเดินได้ง่ายขึ้น เป็นตัวหนึ่งที่ช่วยลดการใช้รถยนต์” ชัชชาติกล่าว ทั้งยังเล่าถึงความ
พยายามตัดถนนตามผังเมืองให้มากขึ้น ตามแผนสาย ข. จำนวน 7 เส้นทาง ระยะเขตทาง 16 เมตร ซึ่งจะช่วยให้การเดินทางเร็วขึ้น
ตัดภาพมาเพียงวันรุ่งขึ้น 17 กุมภาพันธ์ ธวัชชัย นภาศักดิ์ศรี ผู้อำนวยการสำนักการโยธา กรุงเทพมหานคร แอ๊กชั่น กล่าวถึงการเร่งปรับปรุงสะพานเหล็กข้ามแยก เปลี่ยนวัสดุปูผิวใหม่ คุ้มกว่าซ่อมถี่
ปัจจุบันสะพานเหล็กข้ามแยกที่ กทม.ดูแลมีอยู่ 15 แห่ง เช่น แยกพงษ์เพชร แยกวงศ์สว่าง แยกประชานุกูล เป็นต้น ซึ่งพบปัญหาว่าพื้นยางแอสฟัลต์ หรือยางมะตอย ไม่เกาะกับพื้นเหล็ก ทำให้พื้นยางแอสฟัลต์บิดตัว เกิดผิวจราจรขึ้นนูน หรือเป็นหลุม เป็นอันตรายต่อผู้ขับขี่รถยนต์ รวมถึงมีสาเหตุมาจากรถรรทุกเกินน้ำหนักวิ่งขึ้นสะพานข้ามแยกด้วย

“กทม.จึงได้ปรับปรุงแก้ไข นำวัสดุที่เป็นโพลิเมอร์ชนิดหนึ่งสามารถใช้แทนยางแอสฟัลต์ ซึ่งเกาะกับพื้นเหล็กดีกว่า แต่ที่ไม่ทำแต่แรกเพราะมีราคาแพง อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบราคากับการที่ต้องมาซ่อมแซมบ่อยๆ ถือว่าคุ้มค่ากว่า โดยตอนนี้มีการใช้วัสดุดังกล่าวปรับปรุงสะพานเหล็กข้ามแยกบางส่วนที่มีปัญหาแล้ว เช่น แยกพงษ์เพชร
อนาคตจะมีมาตรการควบคุมห้ามรถบรรทุกน้ำหนักเกินขึ้นสะพานเหล็กข้ามแยก เพื่อรักษาพื้นผิวจราจรให้ได้มากที่สุด” ผอ.สำนักการโยธากล่าว
ถี่ถ้วนตรวจสอบก่อนเซ็นรับคืนพื้นที่
พบปัญหาผิวถนนหลายจุด
ไม่เพียงเท่านั้น สำนักการโยธาเผยว่า กรณีการรับมอบคืนพื้นที่จากบริษัทรับเหมาก่อสร้างรถไฟฟ้าว่า โครงการรถไฟฟ้าที่สร้างเสร็จและเปิดให้บริการแล้ว เช่น รถไฟฟ้าสายสีเขียว หมอชิต-คูคต พบปัญหาพื้นผิวถนนพหลโยธิน ตั้งแต่สถานีห้าแยกลาดพร้าวขึ้นไป มีความขรุขระ ไม่เรียบในบางจุด ปัจจุบันทาง กทม.ยังไม่มีการตรวจรับคืนพื้นที่จากบริษัทรับเหมาก่อสร้างรถไฟฟ้า รวมถึงโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน บางซื่อ-ท่าพระ หัวลำโพง-บางแค บนถนนเพชรเกษมที่มีปัญหาในบางจุดเช่นเดียวกัน

“ในการตรวจรับงานจากบริษัทรับเหมาก่อสร้างต่างๆ ว่าต้องตรวจรับมอบให้ละเอียดรอบคอบ ให้เป็นไปตามมาตรฐาน เพราะทางบริษัทรับเหมาได้รับเงินค่าก่อสร้างปรับปรุงพื้นที่ต่างๆ เช่น ถนน ทางเดินเท้าอยู่แล้ว จึงต้องปรับปรุงพื้นที่ต่างๆ ให้กลับมาเป็นปกติ โดยสำนักการโยธาจะมีการเร่งให้บริษัทรับเหมาก่อสร้างปรับปรุงพื้นที่ต่างๆ ใหม่ ก่อนที่ กทม.จะเซ็นรับมอบต่อไป” ธวัชชัย ผอ.สำนักการโยธากล่าว
นับเป็นประเด็นที่ต้องติดตามต่อไปในหน้าตักสำนักการโยธา กทม. ที่เชื่อมโยงคนเมืองบนโครงสร้างพื้นฐานอันสำคัญอย่างยิ่งต่อคุณภาพชีวิตชาวกรุง
ศศวัชร์ คมนียวนิช

