คัดไฮไลต์ ขีดเส้นใต้ ‘อ่าน (ฟิน-กิน) เต็มอิ่ม’ Knowledge Book Fair

21.02.23 | 16:18 น.

อิ่มมาก ฟินเวอร์

สำหรับ เทศกาล Knowledge Book Fair ‘อ่านเต็มอิ่ม’ ณ มิวเซียมสยาม ระหว่างเสาร์-อาทิตย์ ที่ 18-19 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ด้วยความร่วมมือระหว่าง สำนักพิมพ์มติชน, สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ OKMD, มิวเซียมสยาม พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้, หน่วยวิจัยแผนที่และเอกสารประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม, Spaceth.co, MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ, สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.), สมาคมป้ายยาหนังสือ, สมาคมการ์ตูนไทย, Sentangsedtee และศูนย์ข้อมูลมติชน (MIC)

ร่วมแชร์ประสบการณ์ ‘หนังสือเล่มไหน เปลี่ยนชีวิตคุณ’ ล้นหลาม ในกิจกรรม Book sharing

“เทศกาลนี้กระตุ้นความอยากในหลายรูปแบบ หลายเรื่องราวซึ่งเข้ากับกระบวนการพัฒนาสมองอันเป็นหลักการสำคัญของกระบวนการเรียนรู้ การจะรู้ได้อย่างซาบซึ้ง และสนุก ต้องทำให้สมองเปิด การจะทำให้สมองเปิดต้องมีการกระตุ้น ซึ่งเทศกาลลักษณะนี้จะทำให้เกิดความอยากรู้มากขึ้น การได้พบผู้รู้ การได้รับฟังโดยตรงจากผู้เขียน และเดินทางมายังสถานที่อย่างมิวเซียมสยามก็ทำให้ได้พบเห็นบรรยากาศร่มรื่น การได้ฟังเพลง อย่างเย็นนี้มีศิลปิน อย่างคุณปั่น ไพบูลย์เกียรติ เขียวแก้ว มาร่วม ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สมองเปิด”

คือส่วนหนึ่งของคำกล่าวเปิดเทศกาล โดย ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ OKMD ที่ย้ำว่า กระบวนการเรียนรู้เป็นเรื่องสำคัญ โดยมีหัวใจคือการสร้างความอยากรู้ และสัมผัสประสบการณ์ต่างๆ สำหรับความพิเศษของเทศกาลนี้ คือการเรียนรู้ที่ไม่ได้เพียงเพื่อความบันเทิงเริงใจ หากแต่นำไปสู่สิ่งที่ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น

ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผอ. OKMD ย้ำว่า กระบวนการเรียนรู้เป็นเรื่องสำคัญ โดยมีหัวใจคือการสร้างความอยากรู้

ตั้งแต่เช้าตรู่ของทั้ง 2 วัน เดินเท้าสุดมันสำรวจย่านท่าเตียนและอาคารต่างๆ ไฮไลต์ ผายมือไปที่ทริป ‘มหัศจรรย์มิวเซียมสยาม’โดย ผศ.ดร.พีรศรี โพวาทอง อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ชวนเดินเท้าเล่าปมลึก เจาะยิบพัฒนาการพื้นที่รอบท่าเตียนยุค ร.6 จนถึงปัจจุบัน

Advertisement

ผศ.ดร.พีรศรีกล่าวว่า การศึกษาอาคารไม่ได้ดูแต่ตัวตึก แต่ดูพื้นที่ตั้งและเลยไปถึงพื้นที่ตั้งรอบๆ การทัวร์จึงเริ่มที่อาคารมิวเซียมสยามก่อน โดยอาคารนี้สร้างในสมัยรัชกาลที่ 6 เพื่อเป็นที่ตั้งของกระทรวงพาณิชย์ 80 ปีต่อมา เปลี่ยนเป็นมิวเซียมสยาม ซึ่งออกแบบโดย มาริโอ ตามานโญ สถาปนิกชาวอิตาลี เดิมเคยเป็นป้อมสมัยอยุธยา ก่อนกลายเป็นวังเจ้านายสมัยรัชกาลที่ 3 และเป็นที่ตั้งกระทรวงพาณิย์สมัยรัชกาลที่ 6 กระทั่งเป็นพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้ หรือมิวเซียมสยาม

คณะทัวร์รุมซัก รศ.ดร.รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล ปมประวัติศาสตร์ย่านท่าเตียน

“ตรงนี้เป็นการพัฒนาเมืองสมัยรัชกาลที่ 6 ซึ่งเจ้านายและผู้ดีออกไปอยู่วงนอก คือ ย่านดุสิต บางรัก สาทร ส่วนพื้นที่บริเวณนี้ก็ไม่ได้ถูกทอดทิ้ง แต่เปลี่ยนวังที่พ้นอายุเป็นสถานที่ราชการ” ผศ.ดร.พีรศรีกล่าว

ต่อมา คณะวอล์กกิ้งทัวร์ เดินลัดวัดโพธิ์ ไปถึง ‘ประตูนกยูง’

“สมัยรัชกาลที่ 3 มีท่าน้ำวัดโพธิ์ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา มีซุ้มประตูสวยงาม ให้ภิกษุสงฆ์สรงน้ำบริเวณท่าดังกล่าว แต่ทั้งหมดหายไปแล้ว ตอนนี้เหลือแต่ชื่อซอยประตูนกยูง สำหรับชื่อซุ้มมาจากหัวซุ้มด้านหนึ่งซึ่งเป็นรูปนกยูง อีกด้านหนึ่งเป็นนกเหยี่ยว แต่ไม่หลงเหลือแล้วแม้แต่ภาพถ่าย” ผศ.ดร.พีรศรีกล่าว

ผศ.ดร.พีรศรี โพวาทอง ชี้ชวนเพ่งมองสถาปัตย์และพัฒนาการการใช้พื้นที่ตั้งแต่ยุค ร.6 รอบมิวเซียมสยาม

ผศ.ดร.พีรศรียังพาชมบริเวณท่าเตียนซึ่งเคยมีวังพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นพิไชยมหินทโรดม ซึ่งหายไปแล้วเช่นกัน เพราะทรงสิ้นพระชนม์ตั้งแต่ยังหนุ่ม ทายาทขาย ทุกวันนี้กลายเป็นที่ตั้งของตึกแถว

จากนั้นวนไปยังโรงเรียนราชินี กล่าวถึงพัฒนาการการศึกษาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ต่อมา เดินเท้าถึง สน.พระราชวัง

“สน.พระราชวัง เป็นอาคารที่สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 พร้อมกับการสร้างสะพานซึ่งสถาปนิกตะวันตกออกแบบเป็นชุดที่มีคลองกว้างๆ มีสะพานข้ามสวยๆ ลงมาถึงทางแยก เลี้ยวซ้ายไปโรงเรียนราชินี เลี้ยวขวาไปถนนสนามไชย เพราะฉะนั้น สน.นี้จึงออกออกแบบเป็นสี่เหลี่ยมคางหมูเพื่อรับกับมุมมองตรงนี้” ผศ.ดร.พีรศรีเล่า

แห่ฟังสุจิตต์ วงษ์เทศ ไขปมจารึกพ่อขุนรามคำแหงล้นหลามจนต้องจัดห้องข้างๆเพิ่ม

อีกไฮไลต์บิ๊กเบิ้มในส่วนเสวนา แน่นอนว่าคือเวที Sujit’s Talk ‘จารึกพ่อขุนรามคำแหง วรรณกรรมการเมืองสมัยรัตนโกสินทร์ อักษรไทยมาจากอักษรเขมร’ โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ ผู้ก่อตั้งนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ที่ประชาชนคนไทยแห่เข้าร่วมเป็นจำนวนมากโดยลงทะเบียนล่วงหน้าและจับจองพื้นที่ล้น จนต้องจัดห้องเพิ่มเติมด้านข้างเพื่อให้ร่วมรับฟังถ่ายทอดสดผ่านหน้าจอโทรทัศน์

สุจิตต์ ขีดเส้นใต้ในประเด็นที่ว่า จารึกพ่อขุนรามคำแหง ไม่ใช่วรรณคดีไทยชิ้นแรก เพราะสุโขทัยไม่ใช่ราชธานีแห่งแรก ประเด็นเรื่องจารึกพ่อขุนรามคำแหงมีผู้ตั้งข้อสงสัยมานานแล้ว แต่ผู้ที่ศึกษาอย่างเป็นระบบและนำเสนอเชิงวิชาการคนแรก คือ ศาสตราจารย์ ดร.พิริยะ ไกรฤกษ์ โดยก่อนหน้านั้น คณะสงฆ์วัดบวรนิเวศฯ นำเอกสารประชุมพระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ด้านโบราณคดี มาเรียบเรียงตีพิมพ์ใน พ.ศ.2516 มีเนื้อหาตอนหนึ่งระบุว่า จารึกพ่อขุนรามคำแหงเป็นพระราชนิพนธ์ รัชกาลที่ 4 นอกจากนี้ อาจารย์แสง มนวิทูร นักปราชญ์ด้านปรัชญาและภาษาสันสกฤตก็เคยกล่าวในลักษณะเดียวกัน ด้านศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร ก็เคยเขียนบทความว่าพ่อขุนรามคำแหงทำจารึกแค่ 17 บรรทัดแรก กับ 1 คำบนบรรทัดที่ 18 นอกนั้นไม่ได้ทำ

บูธสำนักพิมพ์มติชนคลาคล่ำด้วยผู้อ่าน คัดสรรเล่มอร่อยกลับบ้าน

“ตอนผมนำประเด็นนี้มาเผยแพร่ โดนทัวร์ลงเยอะ แต่สมัยนั้นยังไม่มีคำว่าทัวร์ลง แต่ชิน เพราะมีอาชีพทำหนังสือพิมพ์ การถูกวิจารณ์เป็นเรื่องปกติ ไม่มีปัญหา” สุจิตต์กล่าว

จากนั้น สุจิตต์กล่าวถึงความเห็นของ หม่อมเจ้าจันทร์จิรายุ รัชนี และนายไมเคิล ไรท์ ว่า จารึกดังกล่าวไม่ได้ทำในยุคพ่อขุนรามคำแหง โดยไมเคิล ไรท์ เขียนบทความเผยแพร่ใน พ.ศ.2530 กระทั่งใน พ.ศ.2532 ศาสตราจารย์ ดร.พิริยะเผยแพร่งานวิจัยที่มีหลักวิชาการรองรับว่า จารึกดังกล่าวถูกทำขึ้นในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารย์อย่างหนัก

สุจิตต์กล่าวว่า รัชกาลที่ 4 ทรงเป็นจอมปราชญ์ ทรงหลักแหลม เห็นได้จากพระราชนิพนธ์ต่างๆ ทั้งยังโปรดการประดิษฐ์อักษร อย่าง ‘อักษรอริยกะ’ ปรากฏในจารึกวัดราชประดิษฐ์ฯ ทรงมีแนวคิดก้าวหน้า อยากให้ประเทศทันโลกตะวันตก ไม่ใช่ถอยหลังเข้าคลอง

ศิลปะพอสังเกต กิจกรรมชื่อเก๋ มากสาระ โดย ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์

สำหรับจารึกพ่อขุนรามคำแหงนี้ ศาสตราจารย์ยอร์ช เซเดส์ ชาวฝรั่งเศสอธิบายไว้ในประชุมจารึกภาค 1 ว่า รัชกาลที่ 4 ทรงพบที่ ‘เนินปราสาท’ ซึ่งเป็นวังเก่า อย่างไรก็ตาม หลักฐานจากการขุดค้นทางโบราณคดีในภายหลังพบว่าพื้นที่ดังกล่าวไม่ใช่วัง เพราะที่ตั้งผิดโบราณราชประเพณี สันนิษฐานว่าเป็นศาลาทำบุญ โดยนายพิเศษ เจียจันทร์พงษ์ ผู้เชี่ยวชาญของกรมศิลปากรระบุว่า วังควรอยู่ทางทิศเหนือติดกับศาลตาผาแดง

ส่วนอักขรวิธีในจารึกพ่อขุนรามคำแหงเรียงสระและพยัญชนะไว้บรรทัดเดียวกัน คล้ายแบบฝรั่ง นอกจากนี้ สำนวนภาษาในจารึกดังกล่าวเป็น ‘ภาษากรุงเทพฯ’ ไม่ใช่สุโขทัยหากเทียบกับจารึกหลักอื่นๆ อีกทั้งช่วงเวลาที่รัชกาลที่ 4 ทรงพบจารึก ยังอยู่ในสมัยรัชกาลที่ 3 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีพระราชนิพนธ์เรื่อง ‘นางนพมาศ’ อีกด้วย

เซอร์ไพรส์ช่วงค่ำ ปั่น ไพบูลเกียรติ ศิลปินดังร่วมขับกล่อม เปรียบความรัก เหมือนหนังสือ

สำหรับช่วงค่ำคืนแรก มีเซอร์ไพรส์ โดย ปั่น ไพบูลย์เกียรติ เขียวแก้ว แขกรับเชิญพิเศษ ที่มาร่วมขับร้องบทเพลงต่างๆ อาทิ บอกรัก, เก็บใจ, รักล้นใจ, วิมานดิน ฯลฯ เปรียบรักเหมือนหนังสือ ครวญเพลงหวานสะกดมิวเซียมสยาม

เดือนนี้คือเดือนกุมภาพันธ์ซึ่งเป็นเดือนแห่งความรัก ส่วนตัวมองว่าความรักเปรียบเหมือนหนังสือ เพราะเป็นสิ่งที่ถ่ายทอดซึ่งอารมณ์ความรู้สึก ทั้งยังอยู่ในชีวิตของผู้คนเสมอ

“เราได้มาใช้เวลาในช่วงเย็นวันนี้ร่วมกัน อยากให้ทุกคนมีความสุขบางคนบอกว่าฟังเพลงผมเพราะพ่อแม่ฟัง บางคนบอกว่าฟังมาตั้งแต่เด็ก วันนี้เราได้มาเจอกัน ผมมีความสุขมากที่เห็นรอยยิ้มของทุกคน”

เต็มอิ่มความรู้ และความบันเทิง อีกทั้งความสุขแบบจุกๆกันถ้วนหน้า

ทีมข่าวเฉพาะกิจ