หน้าแรก ประชาชื่น คอลัมน์ นอกลู...

คอลัมน์ นอกลู่ในทาง: “นักช้อป 24 ชั่วโมง”

5.12.16 | 14:31 น.

เคยลองคิดบ้างไหมว่า ในหนึ่งชั่วโมง คุณหยิบโทรศัพท์มือถือในมือขึ้นมาดูบ่อยแค่ไหน บางคนมาก บางคนน้อย แต่ต้องยอมรับว่าปัจจุบันคนส่วนใหญ่ใช้เวลาอยู่กับหน้าจอโทรศัพท์มือถือมากขึ้นมาก โดยเฉพาะกลุ่มผู้ใช้สมาร์ทโฟน ซึ่งมีจำนวนครึ่งค่อนประชากรในประเทศ

ไม่เชื่อลองหันไปดูคนรอบข้าง

ข้อมูลล่าสุดจากการสำรวจของบริษัท นีลเส็น ประเทศไทย ระหว่างเดือน ก.ค.-ก.ย.2559 เปิดเผยว่า คนไทยที่ใช้สมาร์ทโฟนใช้เวลาโดยเฉลี่ยในแต่ละวันสูงถึง 230 นาที หรือเกือบสี่ชั่วโมงต่อวัน เฉลี่ย 10 นาทีต่อชั่วโมง และใช้มากที่สุดระหว่าง 8 โมงเช้าไปจนถึง 4 ทุ่ม

หมายความว่าสำหรับบางคนใช้สมาร์ทโฟนแทบจะตลอดเวลาทำงานจนถึงก่อนเข้านอนกันเลยทีเดียว โดยช่วงที่พีคสุดจะอยู่ระหว่าง 1 ถึง 3 ทุ่ม (เฉลี่ยที่ 13 นาทีต่อชั่วโมง)

การใช้งานสมาร์ทโฟนใน 3 อันดับแรก ยังคงเป็นเรื่องการติดต่อสื่อสาร (โทร, แชต, อีเมล์) ตามด้วยการใช้แอพพลิเคชั่นต่างๆ อาทิ เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม และอันดับสามใช้ดูหนัง ฟังเพลง และเล่นเกมออนไลน์

Advertisement

แต่ที่น่าสนใจก็คือ เมื่อเจาะลงไปจะพบว่ามีการใช้สมาร์ทโฟนทำธุรกรรมต่างๆ เพิ่มสูงขึ้นมาก ไม่ว่าจะเป็นการทำธุรกรรมกับธนาคาร (โมบายแบงกิ้ง) ขยับจาก 49% ในไตรมาสสองขึ้นมาเป็น 51% ในไตรมาสสาม เช่นเดียวกับการช้อปปิ้งออนไลน์ผ่านมือถือ (โมบาย ช้อปปิ้ง) โตจาก 33% เป็น 35% รวมถึงการชำระเงินผ่านมือถือ (โมบาย เพย์เม้นท์) เพิ่มจาก 24% เป็น 26%

สอดคล้องกับข้อมูลของยักษ์อีคอมเมิร์ซดัง “ลาซาด้า”

อเล็กแซนดรอ บิสซินี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ลาซาด้า ประเทศไทย บริษัทในเครืออาลีบาบากรุ๊ป เปิดเผยว่า ความครอบคลุมของเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ และหน้าจอสมาร์ทโฟนที่มีขนาดใหญ่ขึ้นทำให้คนหันมาซื้อสินค้าออนไลน์ผ่านโทรศัพท์มือถือเพิ่มขึ้นมาก โดยปัจจุบัน 60% ของยอดขายของลาซาด้ามาจากการซื้อผ่านโทรศัพท์มือถือ

ความนิยมในการช้อปปิ้งออนไลน์ก็สูงขึ้นไม่แพ้กัน หากพิจารณาจากยอดขาย เมื่อวันที่ 21 พ.ย.2559 (วันนี้มีโค้ดเนม 21.11) ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันแรกของการจัดกิจกรรม “ลาซาด้า ออนไลน์ ซุปเปอร์เซลส์”

“ลาซาด้า ออนไลน์ ซุปเปอร์เซลล์” เป็นมหกรรมการซื้อขายสินค้าออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเป็นการรวมตัวกันระหว่างแบรนด์สินค้า, ผู้ค้าออนไลน์ และผู้บริโภคจาก 6 ประเทศบนแพลตฟอร์มของลาซาด้า ซึ่งเริ่มเป็นครั้งแรกในชื่อ “ออนไลน์ เฟสติวัล” เมื่อ 12 ธ.ค.2555 (12.12) และภายหลัง “ลาซาด้า” ยกระดับจากมหกรรมที่เกิดขึ้นเพียงวันเดียวในปี 2555 เป็นมหกรรมที่จัดขั้นนาน 1 เดือนเป็นประจำทุกปี

21.11 ในปีนี้ ภายในวันเดียว “ลาซาด้า” โกยยอดขายไปได้ถึง 270,000 ชิ้น หรือวินาทีละ 3 ชิ้น

ตัวเลขนี้ อาจเทียบไม่ได้กับพลังของนักช้อปแดนมังกร ในเทศกาล “11.11 โกลบอลช้อปปิ้ง เฟสติวัล” ของ “อาลีบาบา” ที่ในปีนี้สามารถทุบสถิติตัวเองด้วยยอดขายมากกว่า 6 แสนล้านบาท ภายในวันเดียว

แต่วันแรกของ “ลาซาด้า ออนไลน์ ซุปเปอร์เซลส์” ก็มีสถิติที่น่าสนใจตรงที่ 70% ของยอดขายมาจากขาช้อปในต่างจังหวัด

“ลาซาด้า” เปิดให้บริการในประเทศไทยมาตั้งแต่ ปี 2555 แต่ไหนแต่ไรมาการขายในต่างจังหวัดจะมีสัดส่วนเพียง 30% แต่ปัจจุบันเริ่มกลับทางกัน

จังหวัดที่มียอดขายเติบโตเร็วที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ จังหวัดสมุทรสงคราม มียอดขายเพิ่มขึ้น 220% ถัดมาเป็นจังหวัดอำนาจเจริญ เพิ่มขึ้นถึง 207% อันดับสาม คือชุมพร เพิ่ม 205% อันดับสี่ จันทบุรี เพิ่ม 203% และสุดท้าย กาฬสินธุ์ เพิ่ม 202%

สินค้าขายดีจะอยู่ในหมวดสุขภาพ และความงาม ได้แก่ เครื่องสำอางลอรีอัล, เมย์เบลลีน, แบล็กมอร์ และโอเลย์ โดยมียอดขายรวมกันสูงถึง 3.6 ล้านรายการ

ปีนี้หมวดหมู่สินค้าที่สร้างความแปลกใจให้ทุกคนในฐานะหมวดสินค้าที่เติบโตเร็วที่สุด ได้แก่ สินค้าสำหรับ “สัตว์เลี้ยง” เติบโตมากถึง 600% ตามมาด้วยหมวดยานยนต์ 250%, ท่องเที่ยว และกระเป๋าเดินทาง เติบโตกว่า 230%

ผู้บริหาร “ลาซาด้า” ชี้เป้าด้วยว่า ผู้ประกอบการที่ต้องการขายสินค้าจึงควรหันมาพิจารณาขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ เพราะเข้าถึงผู้บริโภคได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากกว่า

“เราพบว่าคนไทยสามารถเข้าถึงการค้นหาดีล และโปรโมชั่นพิเศษเพิ่มขึ้น เพื่อซื้อสินค้าออนไลน์จากแบรนด์ดังๆ ในราคาที่ถูก นั่นทำให้ วันที่ 21.11 ที่ผ่านมา นักช้อปชาวไทยตื่นเต้น และกระตือรือร้นกับดีลพิเศษของเรามาก จากสินค้าหลากหลายแบรนด์ที่นำมาลดราคากว่า 50% ทำให้ยอดขายวันแรกวันเดียว สูงกว่าแคมเปญที่จัดขึ้นเมื่อเดือน ก.ย.ถึง 2 เท่าอีกทั้งในต่างจังหวัดมีห้างสรรพสินค้าไม่มากทำให้มีสินค้าให้เลือกซื้อไม่เยอะ และราคาแพงกว่าการขายผ่านออนไลน์ เมื่อเครือข่ายมือถือครอบคลุมคนจึงหันมาซื้อสินค้าออนไลน์มากขึ้น”

นอกจากสารพัดโปรโมชั่นลดราคาพิเศษแล้ว ปีนี้ “ลาซาด้า” ลงทุนเพิ่มเติมในหลายส่วนเพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจอีคอมเมิร์ซในไทย และกระตุ้นให้ตลาดเติบโตขึ้นพร้อมกันไป

ไม่ว่าจะเป็นการขยายคลังสินค้าเพิ่มอีก 25,000 ตารางเมตร ทำให้รองรับสินค้าได้มากถึง 500,000 ชิ้น หรือการเพิ่มหมวดสินค้าจาก 14 หมวด เป็น 17 หมวด ทำให้มีสินค้าให้เลือกซื้อหลากหลายขึ้นมาก

อีกทีเด็ดน่าจะอยู่ตรง “บริการส่งสินค้าถึงบ้านฟรี” เมื่อสั่งซื้อสินค้าตั้งแต่ 99 บาท เป็นต้นไป เพราะนอกจากขาช้อปจะได้รับความสะดวกเพิ่มขึ้นแล้ว ต้องยอมรับว่า ค่าขนส่งนี่ล่ะที่ทำให้นักช้อปคิดหนัก เมื่อส่งฟรีก็ช้อปได้อย่างสบายใจ

ในช่วง 3 วันสุดท้ายของแคมเปญนี้ “ลาซาด้า” พร้อมสินค้าแบรนด์ดังที่ร่วมรายการยังเตรียมโปรโมชั่นพิเศษไว้กระตุ้นต่อมนักช้อปอีกรอบ ยังไม่รวมดีลอื่นๆ ที่จัดกันแทบทุกอาทิตย์ เช่น แคมเปญ “แฟมิลี่ วีค” (1-5 ธ.ค.) และ “แฟชั่น วีค” ในวันที่ 6-11 ธ.ค. เป็นต้น

เรียกว่ามี “ราคาพิเศษ” ปลุกใจขาช้อปไม่หยุดหย่อน

จะด้วยราคาที่ถูกกว่าหรือด้วยอะไรก็แล้วแต่ ต้องยอมรับว่าวันนี้ผู้บริโภคชาวไทยเริ่มมีความคุ้นเคยกับการช้อปปิ้งออนไลน์มากขึ้นเรื่อยๆ

บรรดาเจ้าของสินค้าที่มีหน้าร้าน ไล่ไปถึงห้างสรรพสินค้าทั้งหลายต่างปรับกระบวนธุรกิจเข้าสู่โลกออนไลน์กันจ้าละหวั่นเพื่อให้สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

ในอีกมุมหนึ่งก็เป็นโอกาสที่สำคัญ เพราะขายของได้ทุกที่ทุกเวลา 24 ชั่วโมงตลอด 7 วัน