เสียงใหม่ นวัตกรรมเสียงดนตรี
มูลนิธิอาจารย์สุกรี เจริญสุข ได้มีโอกาสทำงานดนตรีพื้นถิ่นผ่านวงไทยซิมโฟนีออเคสตรา เพื่อสร้างเสียงใหม่ให้เกิดขึ้นกับเสียงดนตรีในสังคมไทย โดยเฉพาะการสร้างเสียงไทยในแนวดนตรีคลาสสิก เสียงดนตรีไทยผสมกับเครื่องดนตรีสากล เสียงร้องไทยและเสียงร้องสากล สำเนียงเสียงของดนตรีในท้องถิ่น ซึ่งในชีวิตจริง เสียงดนตรีเหล่านี้มีอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องแยกประเภทกันอยู่ แบ่งเป็นเพลงพื้นบ้าน เพลงไทย เพลงลูกทุ่ง เพลงลูกกรุง เพลงไทยสากล เพลงลูกเทศ เพลงสากล หรือเพลงคลาสสิก เป็นต้น แต่ละกลุ่มก็มีชนชั้น มีแฟนเพลง และมีการพัฒนาในกลุ่มของแต่ละประเภท
มูลนิธิ ได้นำเสนอเสียงใหม่ผ่านกิจกรรมงานวิจัยเพื่อค้นหาเพลงของท้องถิ่น ในขณะเดียวกันก็ยังได้นำเสนอเสียงใหม่ให้แก่สังคมผู้ฟังด้วย นอกจากนี้ยังได้นำเสนอ “เสียงของคนแก่” โดยผ่านวงขับร้องประสานเสียง “วงปล่อยแก่” ซึ่งได้เกิดวงปล่อยแก่สำหรับผู้สูงอายุในพื้นที่หลายจังหวัด อาทิ ราชบุรี (2 ชุมชน) ยะลา เชียงใหม่ ลำปาง อุดรธานี บุรีรัมย์ และที่นครสวรรค์ ซึ่งเสียงของวงปล่อยแก่ได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีมาก ทำให้คนแก่มีชีวิตชีวามากขึ้น ที่สำคัญก็คือเกิดเป็นกระแสว่าคนแก่ร้องเพลงได้ เป็นกิจกรรมที่สามารถทำได้โดยไม่ต้องรอใครและเป็นกิจกรรมที่ลงทุนน้อย
มูลนิธิอาจารย์สุกรี เจริญสุข โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จักรกฤษ เจริญสุข ได้รับทุนทำงานดนตรีใหม่เป็นโครงการ “สองสำเนียง” ซึ่งเป็นงานสร้างสรรค์จากสำนักงานกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ เพื่อทำงานสร้างสรรค์สื่อผสมเป็นดนตรีเสียงใหม่ที่แปลกและแตกต่างไปจากเดิม โดยเริ่มจากการนำดนตรีทำนองเดิมมาทำเสียงใหม่ ผสมระหว่างทำนองไทย ทำนองพื้นบ้าน ทำนองสากล ใช้เครื่องดนตรีทั้งเครื่องดนตรีไทยและเครื่องดนตรีสากล ประกอบกับสื่อผสมนาฏศิลป์ การแต่งตัว ฉาก ท่าทางการร่ายรำ และบทร้อง
ในกรณีของเสียงใหม่เป็นนวัตกรรมเสียงที่สร้างเสียงดนตรีขึ้นใหม่ โดยนำเสียงดนตรีในอดีตมาใช้เป็นพื้นฐานและค่อยๆ ไต่ออกจากพื้นฐานไปสู่อนาคตเพื่อสร้างสรรค์เสียงใหม่ขึ้น บนทำนองเพลงเก่า เป็นเพลงพื้นบ้าน เพลงไทย ผสมกับเพลงคลาสสิกตะวันตก แล้วนำเพลงมาเรียบเรียงใหม่ให้วงไทยซิมโฟนีออเคสตราบรรเลงบันทึกเสียงผสมกับเสียงร้องใหม่ เป็นการทำเพลงในแนวค้นหาความลงตัว เป็นการก้าวข้ามไปสู่อนาคต ผลงานสร้างสรรค์ครั้งนี้เป็นตัวอย่างของการนำเสนอว่า เพลงของชาวสยามที่เป็นเสียงใหม่ในอนาคต จะได้เสียงใหม่ออกมาเป็นอย่างไร
นวัตกรรมเสียงใหม่ เป็นงานทดลองเพื่อค้นหาวิธีสร้างเสียงดนตรี โดยใช้ศักยภาพความเป็นเลิศทางดนตรี ทั้งทางเพลง เครื่องดนตรี การเรียบเรียงเสียงดนตรี เพื่อจะหาจุดที่ลงตัว อาศัยฝีมือของนักดนตรีบรรเลงและห่อด้วยวงไทยซิมโฟนีออเคสตรา โดยก้าวข้ามความเป็นไทย ก้าวข้ามความเป็นพื้นบ้าน เดินไปสู่ความเป็นสากล ซึ่งงานแบบนี้เกิดขึ้นมาก่อนแล้ว แต่เป็นวงดนตรีขนาดเล็ก
เพลงแรก “หัวใจกลับสู่ร่าง” เป็นความงามที่เกิดจากการเป็นมิตรกับตัวเอง โดยใช้ดนตรีประกอบท่าทางร่ายรำ การเรียงลำดับภาพเหมือนใช้กระจกสะท้อน ตัวละครเอกคือ หัวใจของทศกัณฐ์ ครึ่งแรกของผลงานสื่อถึงทศกัณฐ์ที่ไร้หัวใจ เพราะเอาหัวใจไปฝากไว้ที่อื่น ทศกัณฐ์เป็นตัวร้ายในสายตาทุกคน ฆ่าอย่างไรทศกัณฐ์ก็ไม่ตาย ช่วงกลางบทเพลงเป็นการปรากฏตัวของตัวละครเอกคือ หัวใจทศกัณฐ์ เป็นสิ่งเดียวที่มีสีสัน ท่ามกลางโลกที่มีแค่ขาวกับดำ หรือมีเฉพาะความดีและความชั่ว แต่หัวใจทศกัณฐ์นั้นมีสีแดง ขณะที่โลกในความเป็นจริงนั้นเป็นสีเทา
เพลงหัวใจกลับสู่ร่าง เป็นการย้อนกลับจากโลกที่เต็มไปด้วยสีสัน เป็นการนำหัวใจกลับมาสู่ร่าง เติมเต็มโลกที่อ้างว้างให้เป็นโลกที่สมบูรณ์จากข้างใน “ไม่ว่าโลกจะมองเราเป็นคนเช่นไร หากเรานำหัวใจกลับสู่ร่างได้ เป็นมิตรกับตัวเอง โลกของเราก็จะกลับมาสมบูรณ์” โดยใช้ทำนองเพลงโลกใหม่ของดโวชาค (Dvorak’s New World Symphony) และใช้เพลงปี่พาทย์กราวในและรัว
เมื่อได้ต้นแบบเพลงแรกแล้ว ก็ได้ทดลองทำเพลงอื่นๆ ต่อไป เพลง “หลุดพ้น” เป็นการนำความงามและความไพเราะที่เกิดจากการค้นพบตัวเองและค้นพบความลงตัวประกอบกับทำนองเพลงของมัสกัญญี (Muscagni’s Intermezzo, Cavalleria Rusticana) ใช้กับเพลงเขมรโพธิสัตว์


เพลงที่สาม เป็นเพลง “หลังภาพ” ใช้ทำนองเพลงของมูสซอร์กสกี (Mussorgsky’s Promenade from Pictures at an Exhibition) กับเพลงบุหงารำไป ซึ่งเป็นเพลงพื้นบ้านภาคใต้ นำมาเรียงร้อยใหม่ เพลงที่สี่ เป็นเพลง “ความงามบนความต่าง” โดยนำทำนองเพลงของโมสาร์ต (Mozart’s Rondo Alla Turka) มาต่อด้วยเพลงแขกขาว และเพลงสุดท้าย เพลง “ค้นพบ” นำทำนองเพลงมโนราห์บูชายัญต่อด้วยเพลงกินรีของไชคอฟสกี (Tchaikovsky’s Swan Lake)
จากงานทดลองของเสียงใหม่โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จักรกฤษ เจริญสุข ร่วมกับ พันเอก ดร.ประทีป สุพรรณโรจน์ เป็นงานนวัตกรรมเสียงที่เกิดขึ้นใหม่ เพราะเป็นการก้าวข้ามสายพันธุ์ของเครื่องดนตรี รวมทั้งนักดนตรีด้วย โดยไม่ได้แยกออกจากกัน และที่สำคัญก็คือนักดนตรีทุกคนเล่นเพลงเดียวกัน

การทดลองงานเอาทำนองเพลงและวิญญาณเพลงที่มีมาก่อนแล้วมาใช้ เพื่อจะได้เชื่อมโยงความคุ้นเคยของความรู้สึกของผู้ฟังให้ติดตามฟังต่อไปโดยไม่ปิดความรู้สึกเสียก่อน ผลงานทั้งหมดนี้ได้นำลงในสื่อผ่านออนไลน์
เป้าหมายของเสียงใหม่ที่เป็นรูปธรรมลำดับต่อไป มูลนิธิ และวงไทยซิมโฟนีออเคสตรา จะทดลองทำเสียงใหม่ของเสียงดนตรีอีสาน โดยมีเป้าหมายว่าจะมอบผลงานเสียงเพลงเพื่อใช้ในพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในพื้นที่อีสาน อาทิ เสียงไหแตกกับเสียงแคน แล้วเปลี่ยนจากเสียงแคนไปใช้เครื่องสายสากล (ไวโอลิน วิโอลา เชลโล กับเสียงไห) นำทำนองลายลำล่อง ลำผู้ไท ตังหวาย คอนสวรรค์ เต้ย ศรีโคตรบูรณ์ แมงตับเต่า ลายลำเพลินสังข์สินชัย ต่อด้วยลำเพลินประยุกต์ ลายเซิ้งบั้งไฟ ซึ่งเป็นทำนองท้องถิ่น แล้วสร้างเสียงใหม่ใช้วงไทยซิมโฟนีออเคสตรา


การสร้างเสียงใหม่จากเสียงเพลงในท้องถิ่น นำเสนอเพื่อนำไปใช้ในบรรยากาศและวิถีชีวิตประจำวันในพิพิธภัณฑ์ ในศูนย์อาหาร ศูนย์การค้า เพื่อห่อบรรยากาศใหม่ของพื้นที่ชุมชน พื้นที่พาณิชย์ในเครื่องบิน โดยทดลองใช้กับสายการบินภายในประเทศ เป็นต้น
การนำเสนอเสียงใหม่ แม้จะเป็นจุดเล็กๆ แต่ก็เป็นเสียงที่มีพลัง เพราะเป็นเสียงของท้องถิ่น ซึ่งก็มีผู้นำวิธีการไปขยายผลเพิ่มมากขึ้น จากเสียงของท้องถิ่นห่อด้วยวงไทยซิมโฟนีออเคสตราเพื่อทำเสียงให้เป็นสากล แม้กระทั่งเสียงของคนแก่ ซึ่งไม่เคยมีพื้นที่ในสังคมมาก่อน ก็พบว่าได้ขยายผลอย่างมีประสิทธิภาพ ตัวอย่างการเปิดตัววงปล่อยแก่ที่ปากน้ำโพ นครสวรรค์ วันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2566 มีคนแก่เข้าร่วมโครงการถึง 120 คน เป็นเสียงคนแก่ที่ผสมรอยยิ้ม ไม่ได้เป็นเพลงเพื่อความไพเราะอย่างเดียวอีกต่อไป แต่เป็นเสียงใหม่ที่มีความสุข

