ผ่าความสำเร็จ ‘TCP โอบอุ้มลุ่มนํ้าไทย’ ขยายความยั่งยืนสู่ชุมชน

นํ้าเป็นอีกปัจจัยที่สำคัญยิ่งในการดำรงชีวิตของมนุษย์ในการอุปโภคบริโภค ซึ่งหลายคนเคยกล่าวไว้ว่า “น้ำคือชีวิต” อย่างไรก็ตาม หลายพื้นที่ในประเทศไทยยังคงประสบปัญหากับการจัดการน้ำแม้จะเป็นพื้นที่ที่ฝนตกทั่วถึง แต่กลับกลายเป็นว่าพื้นที่เหล่านั้นประสบปัญหาอุทกภัยอยู่บ่อยครั้ง และเมื่อถึงฤดูแล้งก็ไม่มีพื้นที่ชุ่มน้ำหรือแหล่งน้ำกลายเป็นพื้นที่แห้งแล้งแทน สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนที่ต้องสูญเสียทั้งชีวิต ทรัพย์สิน รวมถึงระบบนิเวศอีกด้วย

พลิกผืนดินที่แห้งแล้ง
สู่ความมั่งคั่งภายในชุมชน

ศูนย์เศรษฐกิจพอเพียง

สำหรับหมู่บ้านแม่ขมิง ต.สรอย อ.วังชิ้น จ.แพร่ เคยเป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติอย่างรุนแรงเมื่อปี 2544 ในครั้งนั้นฝนตกหนักติดต่อกันหลายวันจนเกิดดินโคลนถล่มในหมู่บ้านแม่ขมิง มีผู้เสียชีวิตหลายสิบคน ทั้งบ้านเรือนและพื้นที่ทำกินถูกพังราบภายในพริบตา ภายหลังจากเหตุการณ์นี้ทางหน่วยงานราชการก็เข้ามาสร้างแหล่งกักเก็บน้ำ แต่นั่นก็ยังไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ถูกจุดอย่างแท้จริง อ.วังชิ้น ยังคงประสบกับภัยแล้งและอุทกภัยเรื่อยมา จนเมื่อปี 2562 กลุ่มธุรกิจ TCP ภายใต้โครงการ “TCP โอบอุ้มลุ่มน้ำไทย” โดยร่วมมือกับมูลนิธิอุทกพัฒน์ในพระบรมราชูปถัมภ์ (อพ.) สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.) และภาคเอกชน เข้ามาเริ่มโครงการบริเวณพื้นที่ลุ่มน้ำยม จ.แพร่ ในการสร้างระบบจัดการน้ำให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยใช้กรอบแนวคิดในการดำเนินงาน DSLM : Demand ต้องรับฟังความต้องการของคนในชุมชน Supply ทุนชุมชน เพื่อสำรวจพื้นที่ในชุมชนในการบันทึกข้อมูลเบื้องต้น Logistic แผนผังโครงข่ายน้ำในชุมชนเพื่อลำเลียงน้ำจากต้นน้ำสู่ปลายน้ำ Management การบริการจัดการน้ำอย่างเป็นระบบสำหรับทุกคน

ผลการดำเนินงานสามารถทำให้สถานการณ์น้ำในพื้นที่ดีขึ้น มีผลงานเป็นรูปธรรม อาทิ ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำแม่ปะยางมีเพิ่มมากขึ้นจำนวน 959,000 ลูกบาศก์เมตร ปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น 341,000 ลูกบาศก์เมตร ทางชุมชนสามารถบริหารจัดการน้ำได้สูงสุดถึง 6 รอบต่อปี สร้างรายได้ให้เกษตรกร 8,000-15,000 บาทต่อเดือน เกิดการจัดการน้ำในรูปแบบต่างๆ ที่เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่และการใช้งาน ได้แก่ เสริมสปิลเวย์ ยกระดับน้ำอ่างเก็บน้ำห้วยป้อม เก็บเข้าหอถังสูง เสริมระบบสูบด้วยโซลาร์เซลล์ ลดการใช้พลังงาน ฝายชะลอน้ำสร้างจากวัสดุธรรมชาติเพื่อสร้างความชุ่มชื้นให้กับพื้นที่ ชุมชนมีบทบาทเป็นเจ้าของโครงการ ร่วมวางแผนการทำงาน ลงมือปฏิบัติด้วยตนเองในทุกขั้นตอน ทำให้เกิดการบริหารจัดการน้ำแบบพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน การเกิดศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง เขตจัดการน้ำชุมชน บ้านแม่ขมิง วิสาหกิจชุมชนบ้านผักยิ้ม เป็นต้น

Advertisement

ชุมชนเข้มแข็ง มีชัยไปกว่าครึ่ง

วีฤทธิ์ กวยะปาณิก กรรมการศูนย์บริหารจัดการน้ำ จังหวัดแพร่

กุญแจสำคัญในความสำเร็จครั้งนี้คงไม่อาจปฏิเสธได้ว่ามาจากชุมชนที่เข้มแข็ง วีฤทธิ์ กวยะปาณิก กรรมการศูนย์บริหารจัดการน้ำ จ.แพร่ กล่าวว่า ทางหน่วยงานได้คัดเลือกชุมชนที่ห่างไกลและประสบความยากลำบากต่อเนื่อง หมู่บ้านแม่ขมิงจึงถูกเลือกให้ไปศึกษาผลงานชุมชนที่ประสบความสำเร็จ เริ่มแรกผู้ใหญ่บ้านบ้านแม่ขมิงเองก็ไม่เชื่อว่าโครงการเหล่านี้จะสามารถทำได้ เนื่องจากติดภาพจำเดิมว่า โครงการที่ประสบความสำเร็จมักจะต้องเป็นโครงการใหญ่โต แต่สำหรับโครงการนี้ไม่ได้เป็นเช่นนั้น

โครงการในการจัดทำไม่จำเป็นต้องใหญ่ แต่มีประสิทธิภาพ และต้องอาศัยความร่วมมือกันระหว่างผู้นำหมู่บ้านและคนในชุมชนเป็นสำคัญ เริ่มแรกนั้นคนในชุมชนก็ไม่เข้าใจว่าต้องจัดการน้ำอย่างไร เดิมที่เคยยึดถือความรู้และความเชื่อแบบเก่ามักจะสร้างความขัดแย้งอยู่บ่อยครั้ง เนื่องจากองค์ความรู้เดิมมีความขัดแย้งกันเอง จนเมื่อผู้ใหญ่บ้านได้ถ่ายทอดองค์ความรู้เรื่องน้ำให้แก่ชาวบ้าน อิงจากความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ที่มีความแม่นยำขึ้น โดยการให้พวกเขาแลกเปลี่ยนกันเอง ไม่เน้นวิชาการแต่เน้นการลงมือทำ รวมทั้งชาวบ้านมีประเพณี วัฒนธรรมที่คล้ายคลึงกัน ทำให้เกิดความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน จะช่วยให้พวกเขาสื่อสารกันเองได้ดีกว่า ทำให้ชาวบ้านมีความเข้าใจในเรื่องของการดูแลบริหารน้ำได้ดียิ่งขึ้น จนสามารถพลิกฟื้นผืนดินแห้งแล้งให้กลายเป็นที่ชุ่มน้ำได้

การริเริ่มอันเรียบง่ายแต่ยั่งยืน

อัจฉริยะพงษ์ ปันฟอง ผู้ใหญ่บ้านแม่ขมิง หมู่ 2 ต.สรอย อ.วังชิ้น กล่าวถึงที่มาและความสำเร็จของศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง เขตจัดการน้ำชุมชน บ้านแม่ขมิงว่า เดิมทีเป็นพื้นที่สนามกีฬาประจำตำบล ถูกทิ้งร้างมาเป็นเวลากว่า 20 ปี เมื่อตนได้เข้าไปฝึกอบรมที่โรงเรียนน้ำ ระบบการจัดการน้ำดีขึ้น สามารถแจกจ่ายน้ำให้กับชุมชนได้ทั่วถึง ทาง TCP จึงเริ่มเข้ามาขุดบ่อน้ำในบริเวณนี้ ช่วงแรกก็ปลูกพืชทั่วไปอย่างต้นไผ่ และต้นไม้อื่นๆ ภายหลังจึงเริ่มนำผักและผลไม้มาปลูกเพิ่มในพื้นที่ แรกๆ เป็นการปลูกเพื่ออุปโภคบริโภคภายในครัวเรือน ภายหลังจึงนำไปขาย กลายเป็นการสร้างอาชีพให้กับชาวบ้านได้ ศูนย์การเรียนรู้
แห่งนี้จึงกลายเป็นพื้นที่ส่วนกลางไว้สำหรับให้ชาวบ้านที่ไม่มีพื้นที่ทำกิน สามารถใช้ทำการเกษตร หรือบางครั้งหากชาวบ้านไม่อยากอยู่บ้านเฉยๆ ก็สามารถมาทำการเกษตรเพื่อผูกมิตรกับผู้อื่นได้เช่นกัน ภายในพื้นที่ประกอบไปด้วย พื้นที่ผักเกษตร โรงเพาะชำ บ่อประมง ชาวบ้านที่มาดูแลพืชผักการเกษตรสามารถเป็นวิทยากรให้กับผู้เข้ามาเยี่ยมชมได้

พรทิพย์ ทิพย์นุสรณ์ วิสาหกิจชุมชนบ้านผักยิ้ม

วิสาหกิจชุมชนบ้านผักยิ้ม เป็นการริเริ่มของ พรทิพย์ ทิพยนุสรณ์ ซึ่งเกิดอาการป่วยจนไม่สามารถทำงานที่กรุงเทพฯ ต่อได้ จึงตัดสินใจกลับมายังบ้านเกิดเพื่อรักษาตัวและริเริ่มชีวิตใหม่อีกครั้งที่นี่ จึงสมัครเป็นอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) พร้อมกับทำการเกษตรด้วยการปลูกผลไม้ ต้นหอม ผักชี เพื่อนำไปขายที่ตลาด แต่ด้วยความใหม่ในการเป็นเกษตรกรจึงทำให้พบกับอุปสรรคนานัปการ โดยเฉพาะปัญหาภัยแล้ง น้ำไม่เพียงพอในการทำการเกษตร จนกระทั่งทางองค์การบริหารส่วนจังหวัดแพร่ (อบจ.) เข้ามาจัดอบรมโรงเรียนน้ำ ที่โรงเรียนบ้านเหล่าเหนือ ได้สมัครอบรมเพื่อที่จะสามารถบริหารจัดการน้ำได้ พอมีองค์ความรู้เรื่องน้ำก็ได้เริ่มผันน้ำจากแม่น้ำมาเก็บไว้ที่สระ หลังได้งบประมาณจาก TCP ก็เริ่มปรับปรุงเรื่อยมาจนสามารถสร้างรายได้มั่นคงจากการทำเกษตรออร์แกนิคได้ เมื่อได้รับโอกาสตรงนี้จึงได้นำมาถ่ายทอดให้กับเกษตรกรและคนทั่วไปที่สนใจ กลายเป็นแหล่งพื้นที่ให้ผู้ที่สนใจได้ศึกษาการทำเกษตรแบบออร์แกนิคอีกด้วย

นอกจากการทำการเกษตรเพื่อสร้างรายได้และดึงดูดนักท่องเที่ยวนั้น อัจฉริยะพงษ์ยังได้ผุดไอเดียการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์เพื่อสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนเพิ่มขึ้นอีกด้วย สำหรับแผนในปี 2566 นั้น ภายในเดือนเมษายนจะมีการจัดเทศกาล สรอย ฟิชชิ่ง ซึ่งจะมีการจัดกิจกรรมกินและตกปลาบริเวณอ่างเก็บน้ำแม่ปะยาง และเทศกาล สรอย มินิเทรล รอบบริเวณอ่างเก็บน้ำในเดือนสิงหาคมนี้

“การเลือกเดือนสิงหาคม เนื่องจากเป็นเดือนที่มีความชุ่มชื้นสูง เหมาะสำหรับการปลูกต้นไม้ ภายในกิจกรรมนอกจากการวิ่งรอบอ่างเก็บน้ำ จะมีการปลูกต้นไม้พร้อมกันด้วย ซึ่งต้นไม้ก็มาจากการคัดพันธุ์ที่เหมาะสมมาเรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้มีการสร้างฝายชะลอน้ำเพิ่มด้วย เป็นการสร้างจิตสำนึกให้กับผู้ที่เข้าร่วมกิจกรรมและเรียนรู้ธรรมชาติไปพร้อมกันด้วย” อัจฉริยะพงษ์กล่าว

ทั้งนี้ กลุ่มธุรกิจ TCP ได้วางแผนการดำเนินงาน 5 ปี (พ.ศ.2562-2566) ในการเข้าไปพัฒนาในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำยม ลุ่มแม่น้ำบางปะกง และลุ่มน้ำโขง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตในหมู่บ้านที่ยังประสบปัญหาเช่นเดียวกับชาวอำเภอวังชิ้นให้ดีขึ้น สามารถเข้าถึงแหล่งน้ำในการอุปโภคบริโภคได้ ตามกลยุทธ์ “ปลุกพลังห่วงใยสิ่งแวดล้อม” ซึ่งในปีนี้ตั้งเป้าเพื่อให้ประสบความสำเร็จในอีก 3 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดปราจีนบุรี สระแก้ว และนครนายก และกลุ่มธุรกิจ TCP จะยังคงเดินหน้าทำงานด้านการพัฒนาและจัดการทรัพยากรน้ำอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายสูงสุด คือเป็นองค์กร Net Water Positive หรือการใช้น้ำสุทธิเป็นบวก ลดการใช้ทรัพยากรน้ำและเติมน้ำสะอาดกลับคืนสู่แหล่งน้ำในท้องถิ่นให้ได้มากกว่า 100%

พิสูจน์ว่าการร่วมมือกันของประชาชนในการริเริ่มโครงการหนึ่งให้สำเร็จได้นั้นไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณที่สูงลิ่ว หรือต้องเป็นโครงการมหึมาเพื่อหวังผลให้สำเร็จ แต่เกิดจากการนำองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เข้ามาประยุกต์ปรับใช้กับองค์ความรู้แบบเดิมที่มีอยู่ เน้นใช้ทรัพยากรธรรมชาติให้คุ้มค่าควบคู่กับเทคโนโลยี

ที่สำคัญคือ การร่วมมือกันของผู้นำชุมชนและชาวบ้านที่มีการพูดคุยแลกเปลี่ยน ร่วมกิจกรรมกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อการบริหารจัดการน้ำตลอดจนการประกอบอาชีพภายในชุมชนที่ยั่งยืนต่อไป

ณัฐวรรณ ทองพันภิญโญ

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image