กะเหรี่ยงบางกลอย เพชรบุรี“คนต้องเท่ากัน ชาติพันธุ์ก็คือคน”
ผู้สื่อข่าวพิเศษ รายงาน
นายธัชพงศ์ได้โพสต์ภาพพร้อมข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก “ธัชพงศ์ แกดำ” โดยระบุว่า #saveบางกลอย #ชาติพันธุ์ก็คือคน เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2564
ยุทธการตะนาวศรี ปี 2554 ที่มีการใช้กำลังของเจ้าหน้าที่รัฐ เผายุ้งฉางข้าว เข้าจับกุม และไล่พี่น้องชาติพันธุ์กะเหรี่ยงบางกลอยให้ลงไปอยู่ข้างล่าง ทั้งๆ ที่เป็นพื้นที่ดั้งเดิมของชาวบ้านมาแต่ครั้งบรรพบุรุษ ก่อนจะมีกฎหมายมาบังคับใช้ไล่ชาวบ้าน (http://www.matichon.co.th/politic/news 2543405)
กลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงบางกลอยถูกผลักดันออกจากบ้านบางกลอยบน–ใจแผ่นดินตั้งแต่ปี 2539
เป็นการดำเนินการโดยมีการเสนอเงื่อนไขให้กับกลุ่มชาติพันธุ์ที่ถูกอพยพ ทั้งในเรื่องการจัดหาที่อยู่อาศัย การจัดสรรที่ทำกิน รวมถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้สามารถดำรงชีพอยู่ได้อย่างเพียงพอในพื้นที่บ้านบางกลอยล่าง
กระทั่งปัจจุบัน กลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงบางกลอยไม่เคยแสดงเจตนาที่จะสละสิทธิในการใช้ประโยชน์ในที่ดินบ้านบางกลอยบน–ใจแผ่นดิน จึงมีสิทธิที่จะอ้างสิทธิเหนือพื้นที่ดั้งเดิมดังกล่าวได้
กะเหรี่ยงอยู่มาก่อนอุทยานฯ
ความเป็นชุมชนดั้งเดิมของบ้านบางกลอยบน–ใจแผ่นดิน มีหลักฐานความเป็นมาในด้านประวัติศาสตร์ของชุมชน บันทึกเอกสารทางราชการ พยานหลักฐานจากการตรวจสอบและคำวินิจฉัยโดยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ รวมถึงคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด แสดงให้เห็นโดยชัดแจ้งว่ากลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงบางกลอยมีลักษณะเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ดั้งเดิมที่อยู่อาศัยในพื้นที่บ้านบางกลอยบน–ใจแผ่นดิน มาเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน ก่อนการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานเมื่อปี 2524
โดยใช้ประโยชน์ในที่ดินเป็นที่ตั้งบ้านเรือนและใช้เป็นพื้นที่ทำกินหรือพื้นที่ทางเกษตรแบบไร่หมุนเวียน มีวิถีการดำรงชีวิต ประเพณีวัฒนธรรมมาเป็นระยะเวลานาน ย่อมจะต้องได้รับความคุ้มครองจากรัฐ และมีสิทธิที่จะมีส่วนร่วมกับหน่วยงานของรัฐในการจัดการ บำรุงรักษา และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตามสิทธิที่ได้รับการรับรองตามรัฐธรรมนูญ และหลักการพื้นฐานด้านมนุษยชน ซึ่งได้รับการรับรองตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางการเมือง รวมถึงปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิของชนเผ่าพื้นเมือง
นอกจากนี้ยังเป็นผู้มีสิทธิที่จะอยู่อาศัยและทำกินในที่ดินพิพาทตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2541 เรื่องการแก้ไขปัญหาที่ดินในพื้นที่ป่าไม้ อีกทั้งได้รับการคุ้มครองส่งเสริมในการฟื้นฟูวิถีชีวิตอย่างเป็นองค์รวมตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2553 เรื่องแนวนโยบายในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยงอีกด้วย
รัฐบาลไทย “เอารัฐป็นตัวตั้ง”
สร้างความขัดแย้งและเหลื่อมล้ำซ้ำเติมสังคม
“รัฐบาลไทย ‘เอารัฐเป็นตัวตั้ง’ นั่นคือเน้นผลประโยชน์และการดำรงไว้ซึ่งอำนาจของรัฐมากกว่า
ไม่ว่ารัฐบาลจะพยายามโฆษณาถึงความพยายามในการสร้างความผาสุกของประชาชน ความสงบสุขและสันติ ความปรองดองในสังคมไทย มากมายเพียงใดก็ตาม ทว่า ความจริงที่ปรากฏดูจะตรงกันข้ามกับการกระทำของรัฐบาลโดยสิ้นเชิง”
[นิติ ภวัครพันธุ์ (อดีตอาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) บอกไว้ในนิตยสาร WAY ออนไลน์ พ.ศ. 2564]
วิถีชีวิตกะเหรี่ยง
เมื่อมีการบังคับใช้พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 ซึ่งมาตรา 64 และมาตรา 65 บัญญัติให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ต้องสำรวจการถือครองที่ดินของประชาชนที่อยู่อาศัยหรือที่ทำกิน รวมทั้งสำรวจข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับประเภทและชนิดของทรัพยากรธรรมชาติที่สามารถเกิดใหม่ทดแทนได้
แต่ในช่วงที่ผ่านมาการสำรวจตามมาตรา 64 และมาตรา 65 เป็นการสำรวจเฉพาะในพื้นที่บริเวณบ้านบางกลอย หมู่ที่ 1 ตำบลหัวแม่เพรียง ที่อาศัยอยู่ในปัจจุบัน มิใช่พื้นที่บ้านบางกลอยบน–ใจแผ่นดิน อันเป็นชุมชนดั้งเดิมแต่อย่างใด
การที่หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องได้พยายามช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาทั้งการจัดสรรที่ดินทำกิน ที่อยู่อาศัย การพัฒนาอาชีพ และส่งเสริมคุณภาพชีวิตตลอดมานับตั้งแต่ปี 2555 อาทิ
(1) อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานได้ดำเนินการพัฒนาหมู่บ้านโป่งลึก–บางกลอย โดยได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานอื่นๆ เข้ามาร่วมพัฒนาด้านต่างๆ จำนวนกว่า 123 โครงการ จากความร่วมมือของ 26 หน่วยงาน และ
(2) สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ โดยมีกลไกขับเคลื่อนงานในรูปแบบคณะกรรมการอำนวยการโครงการฯ มีผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรีเป็นประธาน และหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ในฐานะพนักงานเจ้าหน้าที่ เป็นหัวหน้าคณะทำงาน
แต่ในความเป็นจริง การดำเนินการกลับไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตกะเหรี่ยงและไม่สามารถแก้ไขปัญหาให้กับกะเหรี่ยงที่ถูกอพยพได้กระทั่งถึงปัจจุบัน อันเห็นได้จากข้อจำกัดทั้งในเชิงพื้นที่ซึ่งมีการจัดสรรที่ไม่เพียงพอต่อครอบครัวขยายที่มีมากขึ้น การแบ่งพื้นที่บางส่วนจากกะเหรี่ยงบ้านโป่งลึกที่อยู่มาแต่เดิม ซึ่งส่งผลกระทบต่ออีกชุมชน ทั้งในแง่ของปริมาณการได้รับจัดสรรพื้นที่และการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ สภาพภูมิอากาศ ระบบนิเวศ และการจัดการด้านชลประทานที่ไม่ตอบสนองต่อการทำเกษตรเพื่อสร้างผลผลิตที่เพียงพอต่อการบริโภค
จากข้อจำกัดทั้งด้านกฎหมายและมาตรการต่างๆ ที่กล่าวมา ส่งผลให้กลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงบางกลอยไม่สามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่บ้านบางกลอยล่างที่อาศัยอยู่ในปัจจุบันได้ อาทิ การหาของป่าหรือทรัพยากรธรรมชาติเพื่อใช้ยังชีพ และการจัดสรรพื้นที่ซึ่งไม่สามารถทำไร่หมุนเวียนตามวิถีชีวิตดั้งเดิม จนนำไปสู่การที่ชาวกะเหรี่ยงบางส่วนมีความพยายามกลับขึ้นไปอยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่บ้านบางกลอยบน–ใจแผ่นดิน กระทั่งถูกอพยพ ผลักดัน หรือถูกดำเนินคดีอยู่เป็นระยะ
ดังนั้นจึงเห็นว่า การดำเนินการโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในช่วงที่ผ่านมา มิได้ดำเนินการให้กลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงบางกลอยซึ่งถือเป็นชุมชนดั้งเดิมได้เข้าถึงสิทธิชุมชน รวมถึงการมีส่วนร่วมในการจัดการและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติได้อย่างแท้จริง ตามหลักการที่รัฐธรรมนูญ หลักกฎหมาย และหลักสิทธิมนุษยชนที่ให้การรับรองไว้ ถือว่าเป็นการกระทำหรือการละเลยการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงบางกลอย
มติคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
อาศัยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน ครั้งที่ 49/2565 เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2565 จึงมีมติ ดังนี้
1. ประเด็นสิทธิชุมชนในการจัดการและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงบางกลอย และประเด็นสิทธิในกระบวนการยุติธรรม กรณีการจับกุมและการดำเนินคดีกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงบางกลอยเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2564 มีการกระทำหรือการละเลยการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน
2. ประเด็นสิทธิและสถานะบุคคล การดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดสถานะบุคคลไม่ปรากฏว่ามีการกระทำหรือละเลยการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน
3. ประเด็นการดำเนินการเกี่ยวกับสิทธิในมาตรฐานการครองชีพและสิทธิในการได้รับบริการสาธารณสุขจากรัฐ ยังไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงบางกลอย
4. ให้เสนอแนะมาตรการหรือแนวทางที่เหมาะสมในการป้องกันหรือแก้ไขการละเมิดสิทธิมนุษยชนและข้อเสนอแนะมาตรการหรือแนวทางในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ต่อคณะรัฐมนตรี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานอัยการสูงสุด และสำนักอัยการจังหวัดเพชรบุรี
ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 247 (1) และ (3) และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. 2560 มาตรา 26 (1) และ (3) ประกอบมาตรา 36 และมาตรา 42 เพื่อดำเนินการต่อไป
นายจงคล้าย วรพงศธร ผู้ตรวจราชการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยนายณัฐวุฒิ เพ็ชรพรหมศร รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี นายประกิต วงศรีวัฒนกุล รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช นายพิชัย วัชรวงษ์ไพบูลย์ ผอ. สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 สาขาเพชรบุรี ผู้แทนจากกรมทรัพยากรน้ำบาดาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้ารับฟังข้อเสนอจากตัวแทนชาวกะเหรี่ยงบางกลอย 4 ราย พร้อมชาวบ้านบางกลอย ณ ศาลาพอละจี อ. แก่งกระจาน จ. เพชรบุรี เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2564 (มติชน)
ภาคี save บางกลอย ประกาศนัดชุมนุมด่วน เวลา 17.00 น. บริเวณแยกปทุมวัน กรุงเทพฯ หลังจากเจ้าหน้าที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สนธิกำลังกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง ทหาร–ตำรวจตระเวนชายแดน ขึ้นไปบนพื้นที่บางกลอยใน ในยุทธการพิทักษ์ต้นน้ำเพชร ทั้งที่ก่อนหน้านี้ได้มีการลงนามร่วมกับ นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ว่าจะถอนกำลังเจ้าหน้าที่ออกจากบางกลอย จะไม่มีการคุกคามพี่น้องบ้านบางกลอย เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2564
[จากบทนำข่าวสด วันพฤหัสบดีที่ 2 มีนาคม 2566 หน้า 2]
กลุ่มชาติพันธุ์มีหลักแหล่งในไทย
ก่อนมี “คนไทย” ในสุวรรณภูมิ
ไทยหลงผิดคิดว่ามีเชื้อชาติไทยแท้อยู่ในโลก แต่ความจริงแล้วไม่มี, หลงผิดว่าเชื้อชาติไทยแท้มีแหล่งเดิมอยู่เทือกเขาอัลไต (เขตมองโกเลีย) แต่ความจริงแล้วไม่ใช่, หลงผิดว่าเชื้อชาติไทยแท้เป็นเจ้าของอาณาจักรน่านเจ้า (ในจีน) แต่ความจริงไม่ใช่เจ้าของ,หลงผิดว่ากรุงสุโขทัยเป็นราชธานีแห่งแรกของคนเชื้อชาติไทยแท้ แต่หลักฐานวิชาการทุกด้านยืนยันตรงกันว่าไม่จริง
ไม่มีคนเชื้อชาติไทยแท้
คนไทยมีแรกสุดในรัฐอยุธยา ราวเรือน พ.ศ. 1800 จากการเรียกตัวเองว่า “ไทย” ของคน “ไม่ไทย” หลายชาติพันธุ์บริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา ภาคกลาง (ส่วนในรัฐสุโขทัยไม่พบจารึกเรียกตัวเองว่า ไทย)
บรรพชนคนไทยจึงเป็นคนชาติพันธุ์ต่างๆ ในอุษาคเนย์ตั้งแต่เหนือสุด ได้แก่ ม้ง, เมี่ยน (เย้า), รวมทั้งคนในตระกูลพม่า–ทิเบต เช่น กะเหรี่ยง เป็นต้น จนถึงใต้สุด ได้แก่ มลายู กลุ่มชาติพันธุ์เหล่านี้มีหลักแหล่งในไทยและอุษาคเนย์ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์หลายพันปีมาแล้ว ก่อนมี “คนไทย” ในสุวรรณภูมิ
ไทยเป็นชื่อทางวัฒนธรรม ไม่เป็นชื่อเชื้อชาติ หลักฐานโบราณคดีไม่บอกเชื้อชาติ แต่แสดงวัฒนธรรม
ดังนั้น ที่ทางการบอกในหนังสือหรือตำราประวัติศาสตร์ไทย ว่ากลุ่มโน้นนี้นั้นเป็นคนไทยสมัยต่างๆ จึงเป็นวรรณกรรมเพิ่งสร้างตามแนวทางของเจ้าอาณานิคมยุโรป ราว 100 ปีที่แล้ว โดยไม่มีหลักฐานรองรับสนับสนุนทางวิชาการประวัติศาสตร์โบราณคดี
ทั้งหมดเป็นต้นเหตุให้ทุกวันนี้รัฐราชการรวมศูนย์ “กีดกัน” กลุ่มชาติพันธุ์ มิให้เป็นคนไทย ทั้งๆ พวกเขาเป็นคนไทยเหมือนคนไทยอื่นๆ
[สุจิตต์ วงษ์เทศ ใน มติชน ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 28 มกราคม 2564 หน้า 13]

