เริงโลกด้วยจิตรื่น : นี่มันโลกอะไรกัน
เพราะเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับชีวิต ล้วนมีมากมายที่ไม่เป็นอย่างที่นึกอยากให้เป็น
เนื่องเพราะเป็นธรรมดาด้วยทุกสิ่งอย่างที่เกิดขึ้นล้วนแล้วแต่เป็นไปตามเหตุปัจจัยที่มาประกอบ ไม่ได้เป็นไปตามความอยากให้เป็นของใคร
แม้มีบ้างที่เป็นไปตามที่ปรารถนาจะให้เป็น แต่นั่นเพราะเกิดความเหมาะเจาะพอดีที่การประกอบขึ้นของสารพัดเหตุปัจจัยมาลงตัวให้ส่งผลเป็นไปตามที่อยาก
แต่นั่นย่อมน้อยมากที่จะเป็นเช่นนั้น
ชีวิตจึงไม่สมคิดเสียมากกว่าจะสมอย่างที่หวัง
ความแตกต่างของมนุษย์เราอยู่ที่เห็นที่เข้าใจความเป็นธรรมดาของสรรพสิ่งที่เป็นเช่นนี้เองหรือไม่
ใครที่เข้าใจย่อมใช้ชีวิตแตกต่างจากคนที่ไม่เข้าใจ
หากยังเป็นชีวิตที่ทะยานไปในการชี้นำของความอยาก ถูกครอบงำด้วยความต้องการจะเป็นนั่น ได้นี่ จนมองไม่เห็น และเข้าใจไม่ได้ว่าชีวิตดำเนินไปตามแต่เหตุจะประกอบสร้างเป็นเรื่องราวขึ้น
ความทุกข์ด้วยชีวิตถูกกระทบเสียดทานด้วยความไม่สมใจอยากจะเกิดขึ้น และเมื่อไม่เข้าใจว่าเรื่องราวอย่างนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร การโทษฟ้า โทษดิน โทษชะตากรรม โดยความไม่เป็นธรรมของชีวิตจะเกิดขึ้น
และการเอาแต่ใส่ใจกล่าวหาสิ่งนั้น คนนี้ พร้อมๆ กับน้อยใจในวาสนาชะตาตกของตัวเอง จะยิ่งนำความรู้สึก นึก คิด ให้ห่างไกลจากการมองเห็นความเป็นจริงที่เกิดขึ้นกับชีวิต
แต่เมื่อเป็นธรรมชาติของการดำเนินชีวิต เมื่อมีเรื่องราวที่เกิดขึ้นในทางไม่พอใจ ย่อมต้องหาทางจัดการให้กลับมาอยู่ในสถาวะที่น่าพอใจ
ประเด็นจึงมาอยู่ที่ว่า หากเริ่มต้นจากความอยากให้เป็น โดยไม่เข้าใจเหตุที่แท้จริง การจัดการจะถูกต้องนั้นย่อมเป็นเรื่องยากเย็นยิ่ง
ยิ่งลงมือจัดการ ยิ่งนำไปอย่างผิดทิศผิดทางเสียมากกว่า
ดังนั้นเอง บ่อยครั้งเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น การจัดการเพื่อแก้ปัญหา กลับยิ่งสร้างปัญหาทับถมไปกันใหญ่ แม้จะมีบ้างที่ทำให้รู้สึกว่าปัญหาเบาบางลง แต่ลองทบทวนให้ดีเถอะจะพบว่าการตะบี้ตะบันเอาแต่จะทำให้สมอยาก มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่เป็นไปตามต้องการ ส่วนใหญ่แล้วเตลิดเปิดเปิง ขยายปัญหาออกไปจนเกินแก้ไขเสียมากกว่า
หนทางที่ดีกว่าสำหรับการดำเนินชีวิตที่เป็นธรรมดาจะต้องมีเหตุที่ทำให้ไม่สมอยาก อันนำมาซึ่งความขุ่นข้องหมองใจ ต้องเริ่มต้นด้วยความเข้าใจว่า ชีวิตไม่ได้เป็นไปตามความอยาก และเห็นว่าทุกเรื่องราวของชีวิตล้วนเป็นไปตามเหตุที่มาประกอบขึ้น
เห็นแล้ว เข้าใจแล้ว ยอมรับในเหตุนั้นให้ได้ เพื่อพาใจให้พ้นมาจากการถูกความอยากครอบงำ และชี้ทาง
การยอมรับนั้นจะนำมาสู่ความเป็นไปของชีวิตที่เป็นจริง
และตรงนี้เป็นจุดเปลี่ยนของวิถีชีวิต
เอาเข้าจริง ชีวิตที่เป็นอยู่กันขณะนี้คือ ดำเนินไป 2 แนวทาง
ทางแรก อย่างที่บอกเป็นชีวิตที่ถูกความอยากขับเคลื่อน ทะยานไปด้วยตัณหา
อีกทางเป็นชีวิตที่มี “ปัญญา” เป็นตัวขับเคลื่อน
ปัญญาอันหมายถึงการรู้ การเห็น การเข้าใจตามความเป็นจริง และคิด นึก หาวิธีที่ถูกควรด้วยสติ ปัญญา
ถ้าเป็นชีวิตที่รู้จักอะไรถูกอะไรควร ไม่ต้องบอกก็รู้ว่า วิถีชีวิตแบบไหนน่าจะดีกว่า
ทว่าผู้คนจำนวนมาก หรือจะเรียกว่าเป็นส่วนใหญ่ก็คงไม่ผิด ที่ไม่สามารถเริ่มต้นจาก “ความคิดที่ถูกต้องได้”
โลกนี้ เส้นทาง “สายสนองความอยาก” จึงขยายใหญ่ขึ้น ด้วยเนืองแน่นไปด้วยผู้คนที่เบียดเสียดแย่งพื้นที่เดินทางกันไม่รู้จบสิ้น จนต้องลงทุนขยายทางใหญ่และสลับซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ
ขณะที่เส้นทางที่เดินด้วยตระหนักถึงความเป็นจริงแห่งเหตุ อันขับเคลื่อนด้วยปัญญานั้นกลับหดแคบลง ด้วยผู้ร่วมเดินทางน้อยลงเรื่อยๆ

