วานนี้ วันที่ 5 ธันวาคม เรา-คนไทย มาร่วมบันทึกประวัติศาสตร์แห่งรัชกาลที่ 9 ในงานเทศกาลหนังสือของพ่อ “ในหลวง ร. 9” ที่ เอ็มซีซี ฮอลล์ เดอะ มอลล์ บางกะปิ
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นประวัติศาสตร์แห่งยุคสมัยและเป็นประวัติศาสตร์ร่วมของทุกคน แต่ละคนจะมีความทรงจำของตัวเอง ดังเช่นที่อาจารย์ธงทอง จันทรางศุ บันทึกไว้ในนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ถึงเหตุการณ์บ่ายวันนั้นที่ร่วมส่งเสด็จ ณ ริมถนนเชิงสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ หรือกรณีที่ข้าพเจ้า (ผู้เขียน) ได้รับผ่าน “ออนไลน์” มีผู้ส่งข้อความผ่านเพื่อนคนหนึ่งชื่อ “ฟ้าใส” ว่า (ขออนุญาตนำมาเผยแพร่)
ม่ำเขียนบันทึกนี้ตอนนั่งอยู่กลางถนนราชดำเนิน ตอน 16:32 (14 ตุลาคม) ตรงหน้าโรงแรมรัตนโกสินทร์ เป็นจุดที่ใกล้ที่สุดที่คนออกมาจากจุฬาฯ ตอนบ่าย 2 โมงจะเข้าถึง เป็นวันที่กรุงเทพฯ ไม่มีแท็กซี่ ไม่มีแว้น จนได้คุณลุงคนหนึ่งจากหน้าวัดหัวลำโพงแว้นมาส่ง ไม่มีการต่อราคา ไม่ต้องบอกว่าไปไหน ลุงถอดเสื้อวินแล้วบอกว่าชุดดำดีกว่า ลุงจะไปด้วย
ลุงพาเรามาส่งถึงผ่านฟ้า ระหว่างทางผ่านตั้งแต่หัวลำโพง เราเห็นคนมากมายในชุดดำพยายามหารถ จากหัวลำโพงมีขบวนคนมากมายเดินจากหัวลำโพง… ปลายทางของทุกคนคงจะเป็นที่เดียวกัน
มาถึงราชดำเนิน คนเยอะ…มีปัญหาโน้นนี้ เพราะรถพยายามจะเข้าพยายามจะออก เราเห็นผู้คนมากมายกลายเป็นอาสาสมัครช่วยคนเป็นลม ช่วยโบกรถ ช่วยส่งน้ำ คุยกัน ทำความรู้จักกันในระยะความแน่นขนาด 2 ตารางเมตร 2-3 คน อาจจะ 4 ในบางมุม ลุก ขยับ นั่ง ลุก ขยับ ให้ทุกคนได้มีที่นั่ง
เรานั่งลงกับที่กันตั้งแต่บ่าย 2:45 หลังจากเจรจาความแถวนั้นอยู่นาน ร่มต่อร่ม ช่วยกันบังแดด ส่งน้ำ ส่งยาดม คุยกัน ผลัดกันยืน ผลัดกันนั่ง ผลัดกันขยับ เปลี่ยนมุมกัน… เราเห็นน้ำใจ
ในขณะเดียวกัน เราเห็นนิสัยคน อาสาสมัครทำงานหนักมาก คนเป็นลมเยอะมาก อุ้มไหวบ้าง ไม่ไหวบ้าง ช่วยๆ กันไป
กระดาษถูกส่งต่อ มีข้อความว่า เมื่อขบวนเสด็จผ่านให้พูดว่า “กราบบังคมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย” มีแผ่นเดียว ถ่ายรูปเก็บๆ กันไว้ เรากับน้องๆ นักศึกษารอบๆ เราฉีกกระดาษที่มีติดตัวมา เขียน 10-20 แผ่นส่งต่อไปรอบทิศ ต่อด้วยวงเล็บ ว่าถ่ายรูปแล้วส่งต่อนะคะ ถูกไม่ถูกวินาทีนั้นไม่รู้ แต่คิดว่าทุกคนที่เคยคุ้นเคยกับคำว่า “ทรงพระเจริญ” คงคิดอยู่ว่าจะพูดว่าอะไรดี…
ขบวนออก พวกเราทราบจากเสียงบอกจากรถพยาบาลที่จอดรอฉุกเฉิน ทุกคนเริ่มเงียบ เสียงมอเตอร์ไซค์นำขบวนเริ่มดัง ประโยคนั้นค่อยๆ ดังขึ้น มุมโน้นบ้างมุมนี้บ้างจนไม่รู้จะตามใครดี
แล้วในที่สุดทุกคนก็พูดพร้อมกัน ไม่มีตะโกน แต่ดังก้อง แล้วไม่จบสิ้น
บางคนมองเห็นขบวน บางคนมองไม่เห็น ได้ยินเสียงสะอึก เสียงสูดลมหายใจ เสียงกลั้นสะอื้นของทุกคนรอบตัวเป็นระยะ เราก็เหมือนกัน
บริเวณนั้นแทบจะกลายเป็นการทำสมาธิหมู่ ไม่มีใครลุกขึ้นชะเง้อมอง ทุกคนเคารพกฎกติกาของกลุ่มชนที่เราได้ยินว่าปลายแถวนั่งกันไปถึงคอกวัว อีกกระแสบอกผ่านฟ้า ไม่รู้เหมือนกัน
เราได้เห็นรถขบวน มองอะไรไม่ชัดเพราะน้ำตา แต่หนูมาแล้ว มาส่งพ่อ ดีใจที่อย่างน้อยก็ได้มา แม้ไม่มีที่จะก้มลงกราบ
พวกเราในราชดำเนินท่องประโยคนั้นประหนึ่งบทสวดมนต์ จนกระทั่งตำรวจบอกว่าขบวนหมดแล้วครับผม ทุกคนยืน พยายามหาทางแยกย้ายค่อยๆ ไป
ยังคงต้องแหวกทางให้กู้ภัยอุ้มคนเป็นลมออก บางคนเป็นตะคริวลุกไม่ได้ ต้องช่วยกันอีกพัก กว่าเราจะได้เดินไปเจอเพื่อนๆ ที่ธรรมศาสตร์ได้ก็อีกพักใหญ่ๆ และแน่นอน เดินกลับ!
ไม่ว่าจะเหนื่อยสักแค่ไหน ร้อน ผจญภัย อดทน พยายาม… กราบรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ และจะถวายงานต่อไปตราบลมหายใจสุดท้ายของชีวิต

