นิทรรศการ UNESCO ‘ภูมิอากาศวิทยาฯ’
ขับเคลื่อนลดโลกร้อน ภัย‘เศรษฐกิจ-สังคม’สู่สันติภาพ
ฉลองครบรอบ 9 ปี นิตยสาร Elite+ เมื่อวันศุกร์ที่ 3 มีนาคม 2566 ที่ผ่านมา เป็นอีกปีที่แสงไฟสปอตไลต์สาดส่องมาที่ห้องบอลรูม โรงแรมชาเทรียม ริเวอร์ไซด์ สถานที่รวมตัวของบุคคลแถวหน้าของประเทศไทยและนานาชาติ ในหลากหลายสาขา ทั้งภาคธุรกิจ นักการทูต นักคิด อาทิ ชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่และกรรมการบริหาร บมจ.ธนาคารกรุงเทพ ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ กรรมการบริหาร บมจ.ธนาคารกรุงเทพ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ บมจ.ธนาคารกรุงเทพ
มร.ชิเงรุ อาโอยากิ ผู้อำนวยการ UNESCO คุณกีต้า ซับบระวาล ผู้ประสานงานสหประชาชาติประจำประเทศไทย คุณอาทร เตชะธาดา ผู้ก่อตั้งนิตยสาร Elite+ ดร.พิสุทธิ์ เลิศวิไล ผู้อำนวยการนิตยสาร Elite+ ร่วมด้วยทูตและภริยาทูต และผู้แทนสถานทูตต่างๆ ที่เดินทางมาร่วมแสดงความยินดีอย่างคับคั่ง

ความน่าสนใจงานฉลองครบรอบ 9 ปี นิตยสาร Elite+ นอกจากมีบุคคลสำคัญจากหลายภาคส่วนมาร่วมงานแล้ว ปีนี้ UNESCO ได้ร่วมจัดนิทรรศการ ภายใต้แนวคิด “ภูมิอากาศวิทยา เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” เพื่อสื่อสารถึงสาเหตุที่ทำให้สภาพอากาศของโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ให้ทุกคนเข้าใจเรื่องวิทยาศาสตร์ของภูมิอากาศ และผลกระทบที่เป็นภัยคุกคามต่อเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนแนวทางแก้ไขปัญหา
โดยนิทรรศการชี้ให้เห็นถึงภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้นด้วยฝีมือมนุษย์ นับตั้งแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ส่งผลให้สภาพอากาศแปรปรวน โดยเฉพาะการเผาผลาญเชื้อเพลิงฟอสซิล การตัดไม้ทำลายป่า การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และก๊าซเรือนกระจก ทำให้ความร้อนสะสมในชั้นบรรยากาศและมหาสมุทรจนทำให้สิ่งมีชีวิตอยู่อาศัยลำบากขึ้น เพราะปริมาณแหล่งน้ำ แหล่งอาหาร และแหล่งพลังงานไม่คงที่ ปัจจุบันอุณหภูมิพื้นผิวโลกเพิ่มขึ้นแล้วกว่า 1 องศาเซลเซียส

นิทรรศการยังชี้ให้เห็นถึงผลกระทบจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ไม่สามารถย้อนกลับคืนได้ โดยเฉพาะที่เกิดกับพื้นน้ำแข็ง มหาสมุทร และระดับน้ำทะเลทั่วโลก ขณะที่อัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่ควรลดเพื่อชะลอการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ
เมื่ออากาศเปลี่ยน ทำให้การดำรงชีวิตเปลี่ยนด้วย เช่น แหล่งน้ำจืดสำหรับกินใช้น้อยลงหรือขาดแคลนอาหาร คุณภาพอากาศแย่ลง กระทบกลุ่มผู้เปราะบางที่่สุด ทั้งคนชรา คนยากจน หรือคนที่่มีโรคประจำตัว ตลอดจนสร้างผลกระทบด้านสุขภาพ ความหลากหลายทางชีวภาพ ความมั่นคงด้านอาหาร หรือแม้แต่การเพิ่มแนวโน้มให้เกิดสภาพอากาศสุดขั้ว เช่น คลื่นความร้อน อุทกภัย ภัยแล้ง และพายุไซโคลน

นิทรรศการระบุถึงแนวทางการแก้ปัญหาอันเนื่องมาจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงด้วยว่า มนุษย์ต้องปรับตัว ลดการปล่อยคาร์บอนไปสู่การใช้พลังงานสะอาด ลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ลดการตัดไม้ทำลายป่า ฟื้นฟูระบบนิเวศผืนป่าและป่าชายเลน ปรับปรุงระบบรับมือภัยพิบัติและการหาเงินทุนสนับสนุนกรณีดังกล่าว เพื่อฟื้นฟูประเทศได้เร็วขึ้น
ขณะเดียวกันภาครัฐต้องช่วยสนับสนุน อาทิ การต่อรองกับภาคอุตสาหกรรมเพื่อให้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สนับสนุนให้ทุกคนใช้พลังงานทดแทน เพื่อเร่งให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสีเขียว รวมทั้งใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มงวดเพื่อยับยั้งการตัดไม้ทำลายป่า ตลอดจนการมุ่งสู่เศรษฐกิจสีเขียว เศรษฐกิจหมุนเวียนและนำเทคโนโลยีสะอาดมาใช้ นอกจากนี้เทคโนโลยีเมืองอัจฉริยะ (Smart City) เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ การใช้พลังงานให้กับเมือง ทั้งในด้านสาธารณูปโภค ระบบการขนส่ง ระบบจัดการภัยแล้งและอุทกภัย
โดยภาครัฐจัดระบบการผลิตใหม่ ลดการปล่อยมลพิษให้มากที่สุด มุ่งเป้าเพื่อให้บรรลุการกำจัดคาร์บอนจนเป็นศูนย์

มร.ชิเงรุ อาโอยากิ ผู้อำนวยการ UNESCO กล่าวว่า UNESCO ได้จับมือกับ Elite+ นำเสนอนิทรรศการ 27 Climate Science Literacy เพื่อให้ทุกคนเข้าใจเรื่องวิทยาศาสตร์ของภูมิอากาศ และผลกระทบการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของภูมิอากาศ เป็นภัยคุกคามต่อเศรษฐกิจและสังคม โดยนิทรรศการนี้ได้รับการพัฒนาร่วมกันระหว่าง 10 หน่วยงานขององค์การสหประชาชาติ นำเสนอในรูปแบบภาษาอังกฤษ ภาษาไทย และแปลอีก 6 ภาษา ได้แก่ จีน ลาว มราฐี สเปน ทมิฬ เตลูกู เพื่อเผยแพร่ทั่วเอเชียและแปซิฟิก
“การดำเนินการด้านสภาพอากาศเป็นส่วนหนึ่งของวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน 2030 เพื่อมุ่งขจัดความยากจนในทุกมิติและทุกรูปแบบ เช่นเดียวกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนหลายข้อ อาทิ SDG 13 – Climate Action การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ, SDG 14 – Life Below Water อนุรักษ์และใช้ประโยชน์มหาสมุทรและทรัพยากรทะเลอย่างยั่งยืน และ SDG 15 – Life on land ปกป้อง ฟื้นฟู และสนับสนุนการใช้ระบบนิเวศบนบกอย่างยั่งยืน
“การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (climate change) ส่งผลต่อการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลในมหาสมุทร การเปลี่ยนแปลงทางเคมีของมหาสมุทร (มหาสมุทรดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์) อุณหภูมิและความเป็นกรดที่เพิ่มขึ้น ออกซิเจนลดลง และการเปลี่ยนแปลงกระแสน้ำในมหาสมุทร รวมถึงส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตบนบก โดยเฉพาะการเร่งการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และความเสื่อมโทรมของดิน สู่การกลายเป็นทะเลทราย ทั้งหมดนี้มีส่วนทำให้ระบบการช่วยชีวิตของมนุษย์หยุดชะงัก ดังนั้นเราจึงตระหนักถึงการมอบความรู้ให้แก่นักคิด นักธุรกิจชั้นนำของประเทศ และประชาชน ในเรื่องของวิธีการลดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการปรับตัวตามหลักวิทยาศาสตร์
“การต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสามารถเชื่อมโยงกับการส่งเสริมสันติภาพ เนื่องจาก การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ได้เป็นปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังเป็นปัญหาทางสังคมและการเมือง ทำให้ความยากจนและความเหลื่อมล้ำทั่วโลกทวีความรุนแรงขึ้น การที่ทุกประเทศทั่วโลกร่วมมือกันในการจัดการกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอาจมีส่วนช่วยในการสร้างและผดุงสันติภาพได้อย่างดี โครงการริเริ่ม ‘Together for Peace’ ของ UNESCO มีเป้าหมายเพื่อสร้างและรักษา ‘สันติภาพเชิงบวก’ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดย UNESCO ให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง เพื่อเปลี่ยนความคิดของผู้คนและปลูกฝังให้เป็นตัวแทนส่งต่อความรู้ไปยังคนอื่นๆ ด้วย” ผู้อำนวยการ UNESCO กล่าว
ขณะเดียวกัน อีกไฮไลต์ของงาน เป็นการกล่าวปาฐกถา เรื่อง STIR the DOT: ผลกระทบของนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลสำหรับประเทศไทย โดย ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ กรรมการบริหาร บมจ.ธนาคารกรุงเทพ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สรุปว่า นวัตกรรมด้านดิจิทัลมีอิทธิพลในการขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลงที่มีพลัง หากใช้อย่างถูกต้องเหมาะสม เช่นใน 5 ด้าน คือ สั่งสมประสบการณ์ (Experiences), การทำความเข้าใจเชิงลึก (Insights), การออกแบบฐานเทคโนโลยี (Platforms), การวางระบบเครือข่ายเชื่อมโยง (Connectivity) และความน่าเชื่อถือ (Integrity)
ขณะที่ประเทศไทยมีความหลากหลายซับซ้อนและต้องการการบูรณาการ ไม่ว่าจะเป็นการก้าวย่างเข้าสู่ภาวะสูงวัยของสังคมไทย, ความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่ เชิงรายได้ และการศึกษา, โอกาสจากการลงทุน, โครงสร้างพื้นฐานระบบราง โทรคมนาคม ตลอดจนการพัฒนาด้านการเกษตรอาหาร และชนบท ไปถึงสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงรุนแรงต่อเนื่อง

ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ ยกตัวอย่างนวัตกรรมด้านดิจิทัล 3 องค์ประกอบ คือ 1.โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของไทย (Digital Foundation) ปัจจัยสำคัญคือ การขยายผลจากต้นทุนที่มีอยู่แล้ว อาทิ สายสื่อสารใยแก้วนำแสง อุทยานดิจิทัล กฎหมายดิจิทัล หรือการให้บริการแบบจุดเดียว (One Stop Service) ที่ใช้เครือข่ายดิจิทัลเชื่อมต่อหน่วยงานต่างๆ ของราชการ องค์กรใหม่ๆ ที่ท้าทายต่อการก้าวกระโดด เช่น สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data Institute), โครงการเมืองอัจฉริยะ (Smart City), กฎหมายการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ และกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เป็นต้น
2.การประยุกต์ใช้ดิจิทัลรายสาขา (Digital of Things) สร้างความสามารถในการแข่งขันพร้อมๆ กับเตรียมภูมิคุ้มกันให้กับสังคมยุคดิจิทัล ทั้งการใช้ดิจิทัลทันสมัยเพื่อเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตความเร็วสูงทั้งทางบก เคเบิลใต้น้ำ และทางอากาศ การเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) การใช้ Big Data เพื่อให้บริการประชาชนและธุรกิจ การใช้ 5G เพื่อการแพทย์และโลจิสติกส์ การใช้ระบบอัตโนมัติในวงการอุตสาหกรรมการผลิต หรือแม้แต่บทบาทของดิจิทัลในการลดภาวะโลกร้อน อย่างไรก็ตามเมื่อเทคโนโลยีมีประโยชน์ก็ตามมาด้วยจุดอ่อนกับภัยอันตรายของเทคโนโลยีที่สังคมต้องช่วยกันดูแล
และ 3.การพัฒนาภูมิภาคอีสานเชิงระบบเพื่อสร้างจุดแข็งและเพื่อความยั่งยืน (Isan 2030) เทคโนโลยีเป็นปัจจัยสำคัญ โดยต้องออกแบบวิธีคิดเชิงบูรณาการเพื่อประโยชน์สูงสุด ตามบริบทของพื้นที่ และความยั่งยืน โดยมุ่งพัฒนาจังหวัดในอีสานให้เติบโตด้วยอุตสาหกรรม บริการด้านเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (BCG) ที่สามารถปรับเข้ากับการพัฒนาด้านเกษตร อาหาร พลังงาน การแพทย์ ท่องเที่ยว ฯลฯ
สร้างความเข้มแข็งในพื้นที่การค้าชายแดน และระเบียงเศรษฐกิจอีสาน โดยมาตรการส่งเสริมการลงทุน ห่วงโซ่การผลิตและบริการ การวิจัยและพัฒนา โครงสร้างพื้นฐานทั้งทางกายภาพและกำลังคน ตลอดจนการพัฒนาอีสานให้มีความก้าวหน้าทันสมัย โดยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นระบบเกษตรแม่นยำ (Precision Agriculture) ระบบการผลิตอัตโนมัติ (Automation) และหุ่นยนต์ (Robotics) อุตสาหกรรมการพัฒนาชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อรองรับศูนย์ข้อมูล (Data Center) การให้บริการคลาวด์ (Cloud Service) ตลอดจนส่งเสริมผู้ประกอบการ Startup ในสาขาต่างๆ ซึ่งล้วนแล้วแต่ใช้ระบบดิจิทัลแพลตฟอร์มทั้งสิ้น
โดย ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ สรุปทิ้งท้ายว่า ดิจิทัลเป็นเครื่องมือสำคัญที่ต้องส่งเสริมอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ประชาชนมีรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ทำให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากความยากจน และสามารถก้าวไปข้างหน้า

