สมเด็จพระศรีสวรินทิรา บรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า (พ.ศ.2405-2498) พระนามเดิมว่า พระองค์เจ้าหญิงสว่างวัฒนา ทรงเป็นเจ้านายที่ทรงพระเกียรติยศอย่างยิ่งพระองค์หนึ่ง
ไม่ว่าจะเป็นพระราชธิดาในรัชกาลที่ 4, พระภรรยาเจ้าในรัชกาลที่ 5, พระราชมารดาในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชพระองค์แรกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์, สมเด็จพระอัยยิกาในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวถึง 2 รัชกาล
เรื่องพระพลานามัยก็ทรงมีสุขภาพแข็งแรง และมีพระชนมายุยืนยาวถึง 6 แผ่นดิน หากตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์ กลับทรงเผชิญ “การสูญเสีย” พระราชโอรส, พระราชธิดา, พระเจ้าลูกเธอที่ทรงอภิบาล เสมือน “บุตรบุญธรรม” และพระราชนัดดา ทั้งสิ้นถึง 13 พระองค์

รายละเอียดในเรื่องนี้ ผศ.ดร.นนทพร อยู่มั่งมี ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เขียนเป็นบทความชื่อ “สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า : กับความทุกข์ในพระราชหฤทัย” ในนิตยสาร “ศิลปวัฒนธรรม” ฉบับเดือนมีนาคม 2566 ซึ่งในที่นี้ขอสรุปบางส่วนมานำเสนอ
การสูญเสียครั้งใหญ่ของสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ที่ทราบกันแพร่หลายคือ การเสด็จสวรรคตของ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร อย่างกะทันหันด้วยพระโรคไข้รากสาดน้อย เมื่อวันศุกร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ.2437 (หรือปฏิทินปัจจุบันคือ พ.ศ.2438) ขณะพระชนมายุ 16 พรรษา
การเสด็จสวรรคตของ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร เป็นการสูญเสียพระราชโอรสพระองค์สำคัญยิ่งสร้างความสะเทือนพระราชหฤทัย สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าทรงอยู่ในพระอาการเสียพระราชหฤทัยอย่างมากเป็นเวลาหลายเดือนจน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระวิตกว่าจะทรงพระประชวรและสวรรคตตามไปอีกพระองค์
ด้วยก่อนหน้านั้นพระองค์ทรงสูญเสียพระราชโอรสพระราชธิดาไปแล้วถึง 3 พระองค์

ธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก และสมเด็จพระราชปิตุจฉา เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์
กรมหลวงเพ็ชรบุรีราชสิรินธร (ภาพจากหนังสือสมเด็จพระบรมราชินี ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์, กรมศิลปากร จัดพิมพ์ พ.ศ.2547)
หากกรณีการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร ยังมีผลต่อพระสถานภาพของสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า มิได้ทรงอยู่ฐานะพระอัครมเหสีต่อไปตามกฎมณเฑียรบาล
เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสถาปนา สมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ เป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช พร้อมกับสถาปนา สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระอัครราชเทวี เป็นสมเด็จพระนางเจ้า พระอัครราชเทวี ในปีเดียวกัน และทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินีนาถ ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินต่างพระองค์เมื่อคราวที่พระองค์เสด็จพระราชดำเนินประพาสยุโรป
ขณะเดียวกันพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเร่งให้สร้างพระตำหนักที่ศรีราชา เพื่อให้ใช้ประทับเพื่อรักษาพระวรกาย ด้วยสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าทรงพระกันแสงเสมอยามทรงเห็นสถานที่ซึ่งพระราชโอรสพระราชธิดาเคยประทับอยู่
ระหว่างที่สมเด็จพระบรมราชเทวีประทับ ณ ตำหนักที่ศรีราชา ทางกรุงเทพฯ ก็ตระเตรียมประกอบพระราชพิธีถวายพระเพลิงและพระราชทานเพลิงพระบรมศพและพระศพเจ้านายพร้อมกัน 6 พระองค์ใน พ.ศ.2443 (ตามปฏิทินปัจจุบัน พ.ศ.2444) เป็นพระราชโอรสและพระราชธิดาในสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า 3 พระองค์ คือ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนศรีธรรมราชธำรงฤทธิ์ และ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าหญิงศิราภรณ์โสภณ

ราชชนก และสมเด็จพระราชปิตุจฉา เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ กรมหลวงเพ็ชรบุรีราชสิรินธร (ภาพจากหนังสือสมเด็จพระบรมราชินี ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์, กรมศิลปากร จัดพิมพ์ พ.ศ.2547)
ทว่า สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าสะเทือนพระราชหฤทัยเกินกว่าจะเสด็จฯ มาทรงร่วมพระราชพิธี ดังที่ หม่อมเจ้าหญิง จงจิตรถนอม ดิศกุล ทรงบันทึกว่า
“งานพระเมรุเริ่มตั้งต้นด้วยการพระศพสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ก่อน เพราะทรงเป็นพระอุปัชฌาย์พระเจ้าอยู่หัว ในงานนี้ข้าพเจ้าไม่ได้ไป ทราบแต่ว่าได้มีพระสงฆ์ตามพระศพมากที่สุด ว่าทรงวอก็มี ขึ้นแคร่ก็มี แม้จนคานหามก้มีตามด้วย เล่ากันว่าแลดูเหลืองไปหมดในบริเวณพระเมรุ
พระเมรุคราวที่ 2 พระบรมศพสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร วันที่ 21 มกราคม ร.ศ.119 ข้าพเจ้าได้ไปและจำได้ว่า ขบวนแห่เริ่มเดินตั้งแต่ 7 นาฬิกา ข้าพเจ้าต้องตื่นนอนตั้งแต่ก่อน 6 นาฬิกา แต่งตัวสีขาวไปนั่งอยู่หน้าพลับพลาก่อนโมงเช้า พระเจ้าอยู่หัวทรงเครื่องเต็มยศ ทหารประดับเครื่องราชอิศริยาภรณ์ทรงพระราชยานมาเทียบหน้าเกยขึ้นพลับพลา พร้อมทั้งพระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายหน้าและฝ่ายใน
ขาดแต่สมเด็จพระพันวัสสาเพราะได้เสด็จไปประทับที่ศรีราชาเมื่อ ร.ศ.118 เพราะทรงได้รับความวิปโยคอย่างใหญ่หลวง นับตั้งแต่สมเด็จพระบรมโอรสสวรรคต เมื่อ พ.ศ.2437 พระชนมายุเพียง 16 พรรษา และต่อมาอีก 4 ปีคือในปี พ.ศ.2441 พระราชโอรสและพระราชธิดาก็สิ้นพระชนม์ลงอีกถึง 2 พระองค์ ในเวลาใกล้ๆ กัน เหตุนี้จึงต้องเสด็จไปประทับที่ศรีราชา ทรงพักรักษาพระองค์เนื่องจากทรงประชวรอยู่ราว 4 ปี จึงได้เสด็จกลับ ส่วนการพระเมรุนั้น สมเด็จพระพันปีหลวงจึงต้องทรงเป็นเจ้าภาพแทน ตลอดทุกพระเมรุ”

พ.ศ.2472 สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าก็ทรงสูญเสียอีกครั้ง เมื่อ สมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช พระราชโอรส สิ้นพระชนม์จากการตรากตรำพระวรกาย ทั้งที่เพิ่งเสด็จกลับประเทศไทยพร้อมครอบครัวได้เพียง 1 ปีเท่านั้น
พ.ศ.2481 สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าหญิงวไลยอลงกรณ์ ซึ่งประชวรด้วยพระโรคพระวักกะพิการ ตั้งแต่ พ.ศ.2465 ก็สิ้นพระชนม์
นอกจากนี้พระเจ้าลูกเธอในรัชกาลที่ 5 ที่สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ทรงอภิบาลแต่ทรงพระเยาว์ เสมือน “บุตรบุญธรรม” อีก 3 พระองค์ ก็สิ้นพระชนม์ไปก่อนพระองค์
นอกจากนี้ในชั้น “พระราชนัดดา” พ.ศ.2489 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล เสด็จสวรรคตอย่างกะทันหัน หากครั้งนี้มีการปิดมิให้ทรงทราบด้วยเพราะเกรงจะกระทบต่อพระราชหฤทัยของพระองค์ซึ่งมีพระชนมายุมากแล้ว
ตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์ทรงตระหนักถึงมรณะเพราะเป็นสิ่งที่ทรงประสบเสมอมาแม้แต่บุคคลรอบพระองค์ที่จะให้ช่วยดูแลเมื่อถึงวาระสุดท้ายแห่งพระชนม์ชีพ ทรงฝากไว้กับข้าหลวงคนสนิทหลายท่าน หากก็ถึงแก่กรรมบ้าง ถึงชีพิตักษัยบ้าง ไปก่อนพระองค์ทั้งสิ้น
ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ เป็นเพียงบางส่วนเท่านั้น ขอได้โปรดติดตามเนื้อหาทั้งหมดในนิตยสาร “ศิลปวัฒนธรรม” ฉบับเดือนมีนาคม เพราะ 6 แผ่นดินของสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า นอกจากทรงพลัดพรากจากบุคคลอันเป็นที่รักแล้ว ทรงผ่านเหตุการณ์บ้านเมืองในแต่ละยุคด้วย
วิภา จิรภาไพศาล

