อาศรมมิวสิก : เซอร์เนวิลล์ คาร์ดุส กับ วิธีคิดแบบภววิสัยและอัตวิสัย

26.03.23 | 12:15 น.
เซอร์เนวิลล์ คาร์ดุส

อาศรมมิวสิก : เซอร์เนวิลล์ คาร์ดุส กับ วิธีคิดแบบภววิสัยและอัตวิสัย

บทความในครั้งที่แล้ว ผู้เขียนได้กล่าวนำถึงความเปลี่ยนแปลงไปของสิ่งที่เราอาจเรียกกันว่า “วัฒนธรรมการวิจารณ์” เมื่อโลกมาถึงยุคสมัยที่ใครๆ ต่างก็เป็นนักวิจารณ์กันได้อย่างทัดเทียมกัน สามารถแสดงความคิดเห็นสู่ผู้คนทั่วโลกได้ในชั่วพริบตา โดยไม่ต้องผ่านการคัดกรองจากขั้นตอนใดๆ แบบในอดีต พวกเราทุกคนล้วนถูกดึงให้มาอยู่ในระนาบเดียวกัน การวิพากษ์ระบายความคิดด้วยถ้อยคำแบบสถุล, หยาบคาย (แบบที่ในหลายครอบครัวก็ไม่กล้าใช้วาจาต่ำทรามเช่นนั้น) ถ้อยคำระบายอารมณ์ดิบเหล่านั้นสามารถเผยแพร่สู่สาธารณชนได้ทุกเมื่อยามที่ต้องการ สุดท้ายพวกเราเริ่มรู้สึกอึดอัดใจกัน ในยามที่ต้องการใช้ถ้อยคำผรุสวาท เพราะคำหยาบถ่อยสถุลเหล่านั้นกลายเป็นสิ่งที่พบเจออยู่ทุกเมื่อเชื่อวันจนเราชินชากับมัน และมันก็กลายเป็นคำธรรมดาๆ กันไปมากเข้าทุกที เราเริ่มเข้ามาถึงจุดที่ว่า “สุดจะหาคำด่า” เพราะคำด่าและคำหยาบถ่อยทั้งหลายกลายเป็นคำธรรมดาๆ ไปแล้ว ในทางกลับกันคำยกย่องชมเชย ก็นำมาใช้กันอย่างเท่าเทียมทัดเทียมกัน สรรพนามคำว่า “ท่าน” ที่เราเคยต้องเลือกใช้กันอย่างระมัดระวังก็มาถึงการสึกกร่อน กลายเป็นคำธรรมดาๆ เดินเข้าไปในร้านก๋วยเตี๋ยว เขาก็จะถามเราแบบธรรมดาๆ ว่า “มากันทั้งหมดกี่ท่าน?” ไม่เรียกคนกินก๋วยเตี๋ยวว่า “ท่าน” เริ่มจะรู้สึกว่าเราไม่ได้รับเกียรติ พวกเราอยู่ในยุคระนาบเดียวกัน ทั้งคำผรุสวาทระดับต่ำทราม หรือคำยกย่องใดๆ จึงดูเท่าๆ กันและเริ่มจะไร้น้ำหนักไร้ความหมายไปหมดสิ้น

ผู้เขียนเขียนบทความเพื่อย้อนรำลึกถึงนักวิจารณ์ดนตรีที่คู่ควรแก่คำว่า “ผู้ยิ่งใหญ่” อย่าง เซอร์เนวิลล์ คาร์ดุส (Sir Neville Cardus) ในครั้งนี้เป็นตอนที่สองเพื่อรำลึกถึง “วัฒนธรรมการวิจารณ์” ในยุคที่ยังเต็มไปด้วยจรรยาบรรณ, ความละเมียดละไม และสูงด้วยรสนิยม (ไม่ผิดเลยหากจะมีใครรู้สึกว่านี่คือการย้อนอดีต) ท่านเนวิลล์ คาร์ดุส เป็นทั้งนักวิจารณ์ดนตรี (คลาสสิก) และกีฬา (คริกเก็ต) แห่งหนังสือพิมพ์แมนเชสเตอร์การ์เดียน (Manchester Guardian) ที่มีแฟนๆ ผู้ติดตามอ่านข้อเขียนของท่านอยู่ไม่น้อย ในด้านกีฬานั้นบทความของท่านไปไกลกว่าเพียงแค่การรายงานผลแพ้ชนะด้วยความสาแก่ใจ ในผลแพ้ชนะนั้น หากแต่ท่านจะวิเคราะห์เจาะลึก สะท้อนให้เห็นคุณค่าแห่งการกีฬาในการส่งเสริมยกระดับความเป็นมนุษย์, การรู้จักความมีสปิริต, น้ำใจนักกีฬา โดยมีเกมการแข่งขันเป็นเพียงสื่อที่จะนำไปสู่การยกระดับคุณค่าทางจิตใจ, ความเป็นสุภาพบุรุษนักกีฬารู้แพ้, รู้ชนะเสียมากกว่า ในทางดนตรีก็เช่นเดียวกันที่บทความของท่านจะนำพาพวกเรา (ผู้อ่าน) ก้าวไปไกลกว่าเพียง คอนเสิร์ตนั้นเล่นดีหรือไม่ดี เล่นเพี้ยนหรือไม่เพี้ยน (มิได้หมายความว่า เนวิลล์ คาร์ดุส ฟังเล่นเพี้ยน-เล่นพลาดไม่ออก) นี่เองจึงเป็นเสน่ห์แห่งสุภาพบุรุษในตัวเนวิลล์ คาร์ดุส ที่สะท้อนความคิดอันละเมียดบรรเจิดสู่ข้อเขียน, บทความของท่าน จนมีแฟนๆ หนังสือพิมพ์ในยุคนั้นติดตามมากมาย จนกระทั่งฉบับวันไหนที่ตีพิมพ์บทความของท่านจะต้องมีการระบุไว้อย่างชัดเจนว่า วันนี้มีบทความของเนวิลล์ คาร์ดุส ตีพิมพ์อยู่ด้วย

เออร์เนสท์ นิวแมน

การวิจารณ์ดนตรีในยุคสมัยอันเฟื่องฟูของอังกฤษราวๆ ช่วงคริสต์ทศวรรษ 1930-1960 มีการคัดเลือกและแต่งตั้งตำแหน่ง “นักวิจารณ์ดนตรีหลัก” (Chief Music Critic) ประจำหนังสือพิมพ์ใหญ่ๆ อย่างเป็นเรื่องเป็นราว จนมีเรื่องราวที่น่าสนุกทางปัญญาแห่งการวิจารณ์เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว เมื่อนักวิจารณ์ดนตรีที่ทรงภูมิได้มีมุมมองการวิพากษ์วิจารณ์ดนตรีที่คิดเห็นแตกต่างกันไปในการแสดงดนตรีครั้งเดียวกัน และต่างก็เป็นมุมมองที่มาจากนักวิจารณ์ที่เปี่ยมด้วยความรู้และประสบการณ์ด้วยกันทั้งคู่ ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนก็คือ เซอร์เนวิลล์ คาร์ดุส แห่งหนังสือพิมพ์แมนเชสเตอร์การ์เดียน และ เออร์เนสท์ นิวแมน (Ernest Newman) แห่งหนังสือพิมพ์ เดอะซันเดย์ไทมส์ (The Sunday Times) ทั้งคู่เป็นนักวิจารณ์ใหญ่ที่ทรงอิทธิพลทางความคิดและเปี่ยมด้วยองก์ความรู้ทางดนตรีด้วยกันทั้งคู่ หากแต่มีแนวทางความคิดที่พอจะสรุปภาพรวมให้เห็นได้ชัดเจนว่า แตกต่างกันอย่างสุดขั้วและในความแตกต่างกันนั้นต่างก็มีเหตุผลที่น่าเชื่อถือด้วยกันทั้งคู่ เปรียบประดุจวิธีคิดทางการตีความทางดนตรีที่มักจะแบ่งออกเป็นสองทางใหญ่ๆ คือฝ่ายภววิสัยหรืออาจเรียกว่าฝ่ายวัตถุวิสัย (Objective) ที่ยึดถือความถูกต้องแม่นยำทางเทคนิค, ความถูกต้องตามตัวโน้ตที่นักแต่งเพลงเขียนระบุไว้ชัดเจนในโน้ตเพลง กับอีกฝ่ายหนึ่งที่เราอาจเรียกว่าฝ่ายอัตวิสัยหรือฝ่ายจิตวิสัย (Subjective) ที่ถือว่า โน้ตเพลงหรือสกอร์ดนตรีนั้น แม้จะเป็นสิ่งที่เขียนไว้ ตีพิมพ์ไว้อย่างตายตัวแล้วก็ตาม แต่นั่นยังไม่ใช่สิ่งที่เรียกว่า “ดนตรี” เรายังจำเป็นต้อง “ตีความ” และค้นหาความหมายอันลึกซึ้งจากตัวโน้ตที่ตีพิมพ์ไว้แล้วนั้น ในขณะที่ฝ่ายภววิสัยก็มักจะมองว่าการกระทำเช่นนั้นคือการพยายามบิดเบือนความจริง ทำให้ดนตรีผิดเพี้ยนไปจากสิ่งที่นักแต่งเพลงต้องการสื่อความอย่างแท้จริง เพราะการ “ตีความ” จากศิลปินแต่ละคนย่อมมีมุมมองที่แตกต่างกันไป เสมือนดังที่ เออร์เนสท์ นิวแมน เคยกล่าวว่า ศิลปินกล้าไป “ตีความ” ดนตรีของเบโธเฟนได้อย่างไร? เบโธเฟนเขียนโน้ตระบุไว้ชัดเจนสมบูรณ์หมดแล้ว ศิลปินมีหน้าที่เพียงแค่บรรเลงไป ตามโน้ตที่เขียนไว้ “อย่างเคร่งครัด” ความหมายของดนตรีก็จะแสดงออกมาด้วยตัวของมันเอง เออร์เนสท์ นิวแมน มองว่าการตีความสกอร์ดนตรีนั้น มันคือ “การบิดเบือน” ทางดนตรีดีๆ นี่เอง อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว ผู้อ่านอาจจะต้องอุทานออกมาว่า “เออ แล้วเราจะเชื่อถือใครดีล่ะ?”

อาร์ทูโร ทอสคานินี

ผู้เขียนคิดว่านี่แหละคือเสน่ห์แห่งการวิจารณ์ มันคือการแตกแขนงและพัฒนาทางความคิดในแนวทางมนุษยศาสตร์หรือปรัชญา ที่มีวิธีมองโลกมองหาความจริงหรือบทสรุปได้อย่างหลากหลาย (ความหลากหลายที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานแห่งองค์ความรู้) และก็ไม่ถือว่าเป็นความผิดพลาดแต่อย่างใดที่เราจะมีบทสรุปที่ไม่ตรงกัน หรือแม้แต่ “ยังหาข้อสรุปไม่ได้” วิธีคิดทางการวิจารณ์ดนตรีของสองนักคิดใหญ่อย่าง เออร์เนสท์ นิวแมน แห่งฝ่ายวัตถุวิสัย กับ เนวิลล์ คาร์ดุส แห่งฝ่ายอัตวิสัยนั้นดูเหมือนว่า “คริสโตเฟอร์ บรูคส์” (Christopher Brooks) ผู้เขียนชีวประวัติเนวิลล์ คาร์ดุส ได้ให้บทสรุปไว้ได้อย่างชัดเจนที่สุดว่า “…เออร์เนสท์ นิวแมน ได้สำรวจตรวจสอบเข้าไปสู่แก่นแห่งดนตรี หมกมุ่นคร่ำเคร่งก้มศีรษะภายใต้ลำแสงเอกซ์เรย์ และวิเคราะห์เซลล์เนื้อเยื่อ ในขณะที่ เนวิลล์ คาร์ดุส จะวางศีรษะแนบแผ่นอกและฟังชีพจรการเต้นของหัวใจ…” นี่ดูจะเป็นบทสรุปที่ชัดเจนที่สุดของวิธีคิดและวิธีการทำงานของปรัชญาการวิจารณ์ดนตรีทั้งสองฝั่ง

Advertisement

มีบทสรุปบางอย่างที่ผู้เขียนขออาจเอื้อมสรุปภาพรวมตามประสาตามประสบการณ์ของตนเองว่า วิธีคิดของนักวิจารณ์ดนตรีในยุคเฟื่องฟูทั้งสองฝ่ายนั้นอาจจะมีอะไรๆ ที่คล้ายกันกับวิธีการคิดทางดนตรีของศิลปินดนตรีผู้ยิ่งใหญ่ในระดับตำนานที่ต่างก็มีวิธีคิด, มุมมองทางดนตรีที่แตกต่างกัน วาทยกรในตำนานอย่าง “อาร์ทูโร ทอสคานินี” (Arturo Toscanini) ผู้มีมุมมองว่าต้องบรรเลงดนตรีให้ถูกต้องแม่นยำตามตัวโน้ตให้มากที่สุด โดยไม่ต้องไปใส่ความคิดเห็นส่วนตัวใดๆ ทั้งสิ้น การบรรเลงดนตรีของเขาจึงมีความแม่นยำ ถูกต้องตามตัวโน้ตเป็นอย่างสูง การตีความแบบนี้ดูจะเป็นที่ถูกใจและน่าเชื่อถือ (ยึดถือ) มากสำหรับ นักวิจารณ์อย่างเออร์เนสท์ นิวแมน (แต่มักจะถูกนินทาจากอีกฟากฝั่งหนึ่งว่า เป็นการบรรเลงที่แข็งกระด้างหรือแห้งแล้งเกินไป) ในขณะที่วาทยกรระดับตำนานในยุคเดียวกันอย่าง “วิลเฮล์ม เฟิร์ทเวงเลอร์” (Wilhelm Furtwangler) ที่มีวิธีการ “ตีความดนตรี” ที่แตกต่างกับทอสคานินีโดยสิ้นเชิง การบรรเลงดนตรีของเขาประดุจการด้นสด (Improvisation) ทางดนตรี ด้วยโน้ตเพลงฉบับเดียวกันนั้น เขาจะสร้างความแตกต่างในการบรรเลงในแต่ละครั้งได้อย่างน่าประหลาดใจและคาดเดาไม่ถึง เป็นการบรรเลงที่ยึดแรงบันดาลใจและสัญชาตญาณ (ที่พัฒนาแล้ว) นำมาก่อนเป็นสำคัญ แน่นอนที่สุดนักวิจารณ์อย่าง เออร์เนสท์ นิวแมน ไม่ค่อยปลื้มกับ “การตีความ” (ที่เขามองว่าบิดเบือน) แบบนี้ แต่ในขณะเดียวกัน วิธีการตีความดนตรีแบบนี้ก็ดูจะเป็นมนต์เสน่ห์อันมหัศจรรย์ เป็นความลึกล้ำหลากหลายทางดนตรี สำหรับนักวิจารณ์อย่าง เนวิลล์ คาร์ดุส

จะว่ากันไปแล้ว นักวิจารณ์และศิลปินดนตรีในตำนานผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสองฟากฝั่ง ต่างก็ทำงานดนตรีด้วยความเคารพดนตรีด้วยกันทั้งคู่ หากแต่แตกต่างกันในมุมมองและจุดยืนทางความคิด เราจะกล่าวหาว่าพวกอัตวิสัยอย่างเนวิลล์ คาร์ดุส หรือวาทยกรอย่างวิลเฮล์ม เฟิร์ทเวงเลอร์ เป็นพวกไม่เคารพโน้ตดนตรีที่เขียนไว้ หรือบิดเบือนทางดนตรีได้อย่างไร เพราะเขาต่างก็เคารพดนตรีด้วยกันทั้งสองฝ่าย หากแต่พวกเขามีวิธีการแสดงออกด้วยการเคารพ, วิธีการสักการบูชาทางดนตรีต่างหากที่แตกต่างกัน บางคนเคารพครูด้วยการเป็นเด็กดี เชื่อฟังอยู่ในโอวาทอยู่ในศีลธรรมอันดีงาม (ตามคำครูสอนทุกประการ) ในขณะที่บางคนเคารพครูด้วยการคิดแตกต่างจากครู, ตั้งคำถามย้อนกลับด้วยเหตุผล (จนครูสะอึกไปไม่ถูก) หรือแม้แต่ตั้งแนวทางสำนักทางความคิดใหม่ที่ตรงกันข้ามกับครู (“ล้างครู” ในความหมายหนึ่ง) และ…ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาได้กระทำลงไปก็ด้วยยังมีความเคารพบูชาครูด้วยชีวิตจิตใจ แบบนี้เขาควรเป็นศิษย์ที่ควรถูกตำหนิหรือไม่ เขาควรเป็นผู้ได้ชื่อว่า “บิดเบือนคำสอน” หรือไม่?

มีบทสรุปเล็กๆ ประการหนึ่งที่ผู้เขียนได้ไปอ่านเจอ ในหนังสือรวมบทความของเซอร์เนวิลล์ คาร์ดุส ที่ชื่อว่า “Full Score” บทความชิ้นนี้เขียนถึง วิลเฮล์ม เฟิร์ทเวงเลอร์ โดยเปรียบเทียบวิธีคิดทางดนตรีของทั้งสองสำนักอย่างที่ผู้เขียนขอเรียกว่าเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่ายมากที่สุด เนวิลล์ คาร์ดุส เขียนบรรยายแบบเป็นตัวแทนวิธีของทั้งสองฝ่ายแบบที่น่าจะถูกใจด้วยกันทั้งคู่ ฝ่ายแรก (วัตถุวิสัย) เขาบรรยายด้วยการสมมุติว่าเป็นคำพูดของทอสคานินี “…พวกคุณคงไม่ได้ต้องการที่จะฟังความประทับใจอันเป็นส่วนตัวของผมที่มีต่อเบโธเฟน สกอร์ดนตรีเป็นสิ่งที่เขียนมาเสร็จเรียบร้อยและลงตัวแล้ว มันคือหน้าที่ของผมที่จะต้องอ่านภาษาของดุริยกวีด้วยความซื่อตรง และสร้างซิมโฟนีให้เหมือนกับคฤหาสน์อันสง่างามที่ตั้งตระหง่านขึ้นมาจากแบบพิมพ์เขียวของสถาปนิก คุณจะคิดอย่างไรถ้าหากช่างผู้ก่อสร้างได้กระทำการตามปฏิกิริยาส่วนตัวและได้เข้าไปแทรกแซงต่อแผนแม่แบบ, ทำการเปลี่ยนรูปทรง, มิติความกว้างยาวและรูปแบบสไตล์ของโครงสร้าง เพียงเพราะความปีติลิงโลดหรือความสลดหดหู่ใจแห่งแรงตอบสนองทางอารมณ์-ความรู้สึกส่วนตัว…” และเมื่อได้สดับดังนั้น เฟิร์ทเวงเลอร์จึงตอบกลับมาว่า

วิลเฮล์ม เฟิร์ทเวงเลอร์

“…คุณคิดผิดไปแล้วมาเอสโตร (Maestro) แม้ว่าผมจะชื่นชมในคำประกาศเจตนารมณ์ของคุณ หากแต่ว่าพวกเราทุกคนนั้นล้วนถูกจองจำอยู่ภายในขอบเขตเพียงแค่ผิวหนังของเรา การร่ำเรียนมาในทางปรัชญาของผม มันสอนผมว่า มันคือความเข้าใจผิดที่เราไปคิดว่าเราสามารถหยั่งรู้ได้ถึงความจริงภายนอก หรือวัตถุตามที่มันเป็นอยู่อย่างแท้จริงด้วยความแม่นยำ ไม่มีทางที่คนสองคนจะเห็นพ้องต้องกันหมดได้ในปรากฏการณ์ทางกายภาพ ซึ่งแม้ว่ามันจะประจักษ์แจ้งที่สุด เรารู้สึกได้ไม่เหมือนกันแม้กระทั่งอุณหภูมิในตู้รถไฟเดียวกัน! ถ้าเช่นนั้นแล้วมันจะไปมีความจริงอันเป็นที่สุดได้อย่างไรเกี่ยวกับศิลปะที่ไม่มีรูปลักษณ์ให้จับต้อง, ไม่มีวัสดุแก่นสารแบบศิลปะดนตรี แท้จริงแล้วดนตรีเป็นภาษาโดยตัวของมันเอง เป็นศิลปะที่ปลุกเร้าให้เกิดความรู้สึกและความคิด และความรู้สึกทางโสตประสาทนั้นมันจะสำแดงออกมาก็เฉพาะในตอนที่เกิดขึ้นหรือรับรู้โดยผู้ตีความ ณ ชั่วขณะเวลาแห่งการบรรเลงดนตรี…”

แม้ว่าเนวิลล์ คาร์ดุส จะมีแนวโน้มไปในทางอัตวิสัยแต่เขาก็สามารถ “เข้าไปนั่งในหัวใจ“ ของฝ่ายวัตถุวิสัยได้อย่างเป็นเลิศ ดังที่กล่าวมาตั้งแต่ตอนที่แล้วว่า โลกในยุคต่อจากนี้ไป “วัฒนธรรมการวิจารณ์“ จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างพลิกปฐพี (หรืออาจจะถึงแก่การ “ล่มสลาย“ ในบางความหมาย) ด้วยการมาถึงของโลกยุคดิจิทัล ไม่มีสถานะหรือตำแหน่งสำหรับ “นักวิจารณ์“ อีกต่อไป เราทุกคนคือนักวิจารณ์ด้วยกันทั้งหมดทั้งมวล ผู้เขียนขอทิ้งท้ายไว้นิดเดียวว่า ถึงแม้ว่าตำแหน่งนักวิจารณ์แบบในยุคเนวิลล์ คาร์ดุส อาจจะหมดไปตามยุคสมัย หากแต่ “ความคิดเชิงวิจารณ์“ จะไม่มีทางหมดสิ้นไปอย่างแน่นอน เพราะมันคือสิ่งที่เกิดคู่มากับมนุษย์ที่ได้ชื่อว่าเป็น “ปัญญาชน“ อย่างแยกกันไม่ออก