เริงโลกด้วยจิตรื่น : ต่างกันที่‘สมดุลชีวิต’
เป็นธรรมดาอยู่เองที่ชีวิตจะโหยหาวัยหนุ่มสาว
วัยเด็กบริสุทธิ์ ร่าเริง แม้ยังอ่อนแอ และไร้เดียงสากับการเสพโลกให้เกิดสุข เป็นแค่ชีวิตที่ดำเนินไปด้วยสัญชาตญาณ ไม่ใช่ด้วยความหวัง ความฝันอะไร ตื่นขึ้นมากิน มาเล่น แล้วก็นอน การตกแต่งชีวิตให้เป็นนั่นเป็นนี่ ไปนั่นไปนี้ เรียนรู้เรื่องนั้น เรื่องนี้ เป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่ พ่อแม่นำพาจัดการให้ ไม่ได้มีความหมายกับความรู้สึกของตัวเองสักเท่าไร
ความหวัง ความฝัน ความปรารถนาค่อยเกิดขึ้นและเติบโตพร้อมกับร่างกายที่แข็งแรงขึ้น จิตใจมีความรู้สึก นึก คิดที่เป็นตัวของตัวเองมากขึ้น เป็นชีวิตที่สดใหม่ และกระตุ้นความตื่นตัวให้เรียนรู้ พัฒนาสู่การสะสมประสบการณ์
วัยหนุ่ม วัยสาวจึงเป็นช่วงเวลาแห่งความสนุกสนานจากการเรียนรู้ และสะสมประสบการณ์ใหม่ๆ
สัมผัสความรู้สึกว่าชีวิตอยู่กับสิ่งแปลกใหม่ แปรเปลี่ยนในปรารถนาให้สิ่งที่ดีงามคงอยู่ ปกป้องปรารถนานั้นไว้ด้วยความรักที่ฮอร์โมนภายในกระตุ้นให้เป็นไป
ชีวิตขับเคลื่อนด้วยอารมณ์ ความรู้สึก สดใส เริงร่า หม่นเศร้า แสดงออกเต็มที่ คลุกเคล้าให้เป็นผนึกชีวิตที่แตกต่างตามประสบการณ์และผลจากการเรียนรู้
ผลจากการเรียนรู้อันประกอบด้วยภายนอก คือเรื่องราว หรือสิ่งต่างๆ ที่ไปประสบและเผชิญ กับภายในนั้นหมายถึงจิตใจ และสมองที่แตกต่างกันในแต่ละคน
ทั้งเรื่องราวและสิ่งต่างๆ ซึ่งประสบไม่เหมือนกัน และจิตใจ สมองที่แตกต่าง ทำให้ต่างคนต่างมีผนึกชีวิตของตัวเองผิดแผกจากกันเป็นธรรมชาติ ธรรมดา
และเมื่อชีวิตเรียนรู้ที่จะแยกแยะ พร้อมกับธรรมชาติสอนให้เลือกอยู่กับสภาวะที่เข้าใจ หรือควบคุมได้มากกว่า
การเลือกวิถีชีวิต เลือกกลุ่มเพื่อน และครอบครัวจึงเกิดขึ้น
สัญชาตญาณของการเลือก นำสู่การใช้ใคร่ครวญว่าแต่ละเหตุจะส่งผลอย่างไรมากขึ้น ชีวิตค่อยๆ เติบโต
ความเป็นผู้ใหญ่วัดกันด้วยการรู้จักจัดการกับเหตุเพื่อให้เกิดผลที่แตกต่าง
ผู้ที่ประสบความสำเร็จในชีวิต จะคือผู้ที่เชี่ยวชาญในการควบคุมเหตุเพื่อกำหนดผล
ผู้ใหญ่ที่ปล่อยให้ชีวิตเรื่อยเปื่อยๆ ไปตามสัญชาตญาณตามความเคยชินในวัยเด็ก หรือปล่อยให้อารมณ์ ความรู้สึกจากความปรารถนาขับเคลื่อนอย่างที่วัยรุ่น หนุ่มสาวปล่อยให้เป็นไป จะถูกมองว่าชีวิตไม่ก้าวหน้า
ชีวิตผู้ใหญ่ที่เอาแต่ครุ่นคิดถึงระวังดูเหตุว่าจะส่งผลอย่างไร ทำให้ต้องละวางความสดใส เริงร่ากับความสนุกกับชีวิตที่ปล่อยให้ไหลไปกับธรรมชาติ และสิ่งต่างๆ รอบตัว
ชีวิตที่ถูกควบคุมด้วยความคิดถึงเหตุผลซึ่งนำสู่สิ่งที่เรียกว่าความสำเร็จของผู้ใหญ่จึงสวนทางกับอิสระ เสรีของวัยหนุ่นสาว
เมื่อเสพความสำเร็จมาระยะหนึ่ง สัญชาตญาณจะเรียกร้องให้ชีวิตคืนสู่วิญญาณเสรี
และนั่นคือวัยที่จะหาทางปรับจูนให้ชีวิตกลับสู่ความสมดุลที่ขับเคลื่อนความสำเร็จไปได้อย่างมีอิสรภาพ ปล่อยให้ชีวิตเป็นไปอย่างเรียบง่าย มีความสุขได้กับสิ่งรอบๆ ตัวโดยไม่ถูกจำกัดด้วยความคิดมากในเหตุผล
เป็นสูงสุดที่คืนสู่สามัญ
ทว่า ณ จุดนี้เองแยกแต่ละชีวิตให้แตกต่างอีกครั้ง
เนื่องด้วยบางคนขึ้นไปไม่มีความรู้สึกว่าสำเร็จ บางคนขึ้นไปถึงแล้วติดค้างกลับคืนไม่ได้ มีไม่น้อยแก่เฒ่าไปโดยไม่เคยก้าวข้ามชีวิตที่ขับเคลื่อนด้วยสัญชาตญาณและอารมณ์ความรู้สึก หมกมุ่นอยู่กับความปรารถนาไม่จบไม่สิ้น
และนี่เองที่ทำให้ชีวิตวัยปลายที่ทุกสิ่งทุกอย่างเสื่อมทรุด ไม่ว่าจะเป็นข่าวของเครื่องที่มีแต่จะผุพังไป ร่างกายที่ป่วยไข้ เจ็บล้า รวมไปถึงจิตใจที่อ่อนระโหยโรยพลัง
สภาพความเปลี่ยนแปลงของรูป อันเป็นวัตถุธาตุที่ปรับสมดุลกับนาม อันคือสภาวะของจิตใจได้แตกต่างกัน
ทำให้แต่ละชีวิตแตกต่างกันในสุข และทุกข์ในวัยที่ต้องเตรียมตัวจากลา
มีหลายคำสอนบอกว่าสภาวะนี้จะกำหนดจุดเริ่มต้นในการไปกำเนิดใหม่ของชีวิตด้วย

