ผศ.ดร.พจนา ธูปแก้ว ถอดสัญญาณ ‘วงการหนังสือพิมพ์’ สื่อสิ่งพิมพ์กำลังล่มสลาย?

เป็นสัญญาณสะเทือนวงการสื่อสิ่งพิมพ์ หลังจากนิตยสารชื่อดังทยอยประกาศปิดตัวอย่างต่อเนื่องในปีนี้

ไม่ว่าจะเป็น “สกุลไทย” ที่วางแผงยาวนานกว่า 60 ปี ปิดตัวฉบับสุดท้ายไปเมื่อเดือนพฤศจิกายน แล้วยังมีนิตยสาร “พลอยแกมเพชร” ที่ประกาศปิดตัวในช่วงเดียวกัน รวมไปถึงนิตยสารชื่อดังอีกมากมายที่ทยอยปิดตัวต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา อาทิ “อิมเมจ, WHO?” และ “ไอไลค์” ”

ขณะที่สื่อหนังสือพิมพ์หลายฉบับมีข่าวผลประกอบการลดน้อยลง รวมไปถึงการขาดทุนอีกหลายฉบับ ต่อเนื่องไปถึงการประกาศลดต้นทุน การจ้างออก และมีโครงการสมัครใจเกษียณก่อนกำหนด

ตามมาด้วยการปิดตัวของ “หนังสือพิมพ์บ้านเมือง” หนังสือพิมพ์เก่าแก่กว่า 44 ปี เป็นเหตุการณ์ที่ช็อกวงการสื่อสิ่งพิมพ์และเป็นสัญญาณเตือนอย่างรุนแรง

เป็นที่รู้กันดีว่าพฤติกรรมผู้บริโภคกำลังเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่นิยมรับข้อมูลข่าวสารผ่านสมาร์ทโฟน นอกจากหนังสือพิมพ์แล้วยังกระเทือนไปถึงสื่อสิ่งพิมพ์ทุกชนิด ทั้งนิตยสาร วารสาร และหนังสือเล่ม

กระหน่ำซ้ำด้วยพิษเศรษฐกิจที่เจ็บกันแทบทุกวงการ โดยเฉพาะแวดวงสื่อและโฆษณา เป็นปัจจัยซ้ำเติมที่บั่นทอนอายุขัยสื่อสิ่งพิมพ์หลายๆ เล่มให้ต้องปิดตัวไปอย่างน่าเสียดาย

“ผศ.ดร.พจนา ธูปแก้ว” หัวหน้าสาขาหนังสือพิมพ์และสิ่งพิมพ์ คณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะนักวิชาการที่ศึกษาติดตามกระแสความเปลี่ยนแปลงของสื่อสิ่งพิมพ์อย่างต่อเนื่องสะท้อนภาพรวมของวงการ

พร้อมกับอธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับสื่อสิ่งพิมพ์ไทย

ความเปลี่ยนแปลงกำลังเกิดขึ้นแล้ว คนที่หยัดยืนก็ต้องหาหนทางเดินไปต่อ

– มองภาพรวมของสื่อสิ่งพิมพ์ไทยอย่างไรบ้าง?

สื่อสิ่งพิมพ์โดยรวมของประเทศไทย ประกอบด้วย หนังสือพิมพ์ นิตยสาร และหนังสือเล่ม ซึ่งในอดีตสื่อสิ่งพิมพ์มีการเจริญเติบโตพอสมควร แต่ในช่วงระยะเวลาประมาณ 10 ปีที่ผ่านมาก็เริ่มถดถอยลง ในแง่ความนิยม ความต้องการของผู้อ่านในตลาดที่ลดน้อยลง สาเหตุจากทั้งการเกิดขึ้นของอินเตอร์เน็ต ทำให้สื่อไม่จำเป็นต้องอยู่ในรูปแบบของสิ่งพิมพ์เสมอไป ขณะเดียวกันหนังสือพิมพ์ได้รับความนิยมน้อยลงตามลำดับ ตามสภาพการแข่งขันของสื่อมวลชนโดยรวม

ในอดีตเมื่อประมาณ 30-40 ปีที่แล้ว สื่อสิ่งพิมพ์มีความจำเป็น เพราะคนในสังคมไทยจะรู้ข่าวสารผ่านหนังสือพิมพ์เป็นหลัก กิจการหนังสือพิมพ์จึงเจริญก้าวหน้าพอสมควร ต่อมามีการเกิดขึ้นของสื่อใหม่ในแพลตฟอร์มต่างๆ ที่นำเสนอข่าวสารไปสู่มวลชนได้ในรูปแบบต่างๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นพร้อมกันในระดับโลก นี่เป็นสภาพการณ์ของหนังสือพิมพ์โดยรวมที่เกิดขึ้นในยุคของสื่อออนไลน์

– สถานการณ์สื่อสิ่งพิมพ์ทั่วโลกเป็นอย่างไร?

ประมาณ 20 ปีก่อน พฤติกรรมการอ่านหนังสือพิมพ์ในต่างประเทศ หนึ่งคนต้องซื้อหนังสือพิมพ์ 1 ฉบับต่อวัน เพื่อรับทราบข่าวสาร ทำให้ยอดขายหนังสือพิมพ์สูงและอยู่รอดได้ แต่ปัจจุบันคนไม่มีความจำเป็นต้องพึ่งพิงหนังสือพิมพ์เพราะมีสื่ออื่นที่ใช้อ้างอิงได้ เมื่อบทบาทเปลี่ยนไปทำให้หนังสือพิมพ์ในยุโรปหรืออเมริกาล่มสลายลงในระดับหนึ่ง หนังสือพิมพ์ยอดนิยมที่มียอดจำหน่ายสูงมากก็ลดจำนวนลง หนังสือพิมพ์บางฉบับที่เคยเป็นตำนานก็ล้มหายตายจากไป หลายฉบับก็มีการปรับตัว

ทั้งนี้ สื่อในแต่ละประเทศก็แตกต่างกัน บางประเทศที่หนังสือพิมพ์อยู่รอดได้ เช่น ประเทศอินเดีย ต้องยอมรับว่าประชาชนของเขาสนใจการอ่าน ขณะที่สื่อบางประเทศในยุโรปมีการแจกสื่อสิ่งพิมพ์ฟรีไปถึงบ้าน การอ่านจึงเป็นนิสัยของคนในยุโรปบางประเทศ ดังนั้น สื่อสิ่งพิมพ์ในหลายประเทศก็อาจจะอยู่ได้ แต่ในบางประเทศก็อาจจะอยู่ไม่ได้

พจนา ธูปแก้ว

สื่อสิ่งพิมพ์ไทยอยู่ในช่วงขาลงทุกประเภท?

ประเทศไทยต้องยอมรับว่าสื่อสิ่งพิมพ์อยู่ในช่วงขาลง โดยภาพรวมแล้วลดลงไปพร้อมกัน ที่ผ่านมามีนิตยสารปิดตัวไปหลายฉบับ เนื่องจากมีต้นทุนการผลิตสูงและมีรายได้จากโฆษณาเป็นหลัก ประกอบกับมีหัวนิตยสารเยอะกว่า 400-500 ชื่อ แต่ที่ได้โฆษณามากพอมีเพียง 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น และสื่อสิ่งพิมพ์ทั้งหมดเป็นสินค้าประเภทขายคืน คือผลิตมาเท่าไหร่ เมื่อไม่มีคนซื้อต้องส่งคืนมาที่เจ้าของกิจการ ทำให้มีการขาดทุนอยู่แล้วในตัว แต่ที่ผ่านมามีรายได้จากโฆษณามาชดเชยทำให้อยู่รอดได้

ขณะที่สำนักพิมพ์หนังสือเล่มก็มีจำนวนการพิมพ์ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมาลดน้อยลงตามลำดับ ส่วนงานมหกรรมหนังสือที่เคยเป็นช่องทางระบายหนังสือที่ดีกลับไม่ประสบความสำเร็จ มีคนซื้อหนังสือน้อยลง

ส่วนหนังสือพิมพ์ พบว่าไม่มีหัวชื่อหนังสือพิมพ์ใหม่เกิดขึ้นเลยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีบางฉบับพยายามเกิดขึ้นก็ปิดตัวลงไปในเวลาไม่นาน สรุปโดยภาพรวมกิจการสื่อสิ่งพิมพ์กำลังอ่อนตัว ไม่ประสบความสำเร็จ และไม่มีความยั่งยืนเท่าที่ควร

– อุตสาหกรรมอื่นที่เกี่ยวเนื่องกับสื่อสิ่งพิมพ์ที่น่าจะได้รับผลกระทบอีก?

เป็นธุรกิจที่ต่อเนื่องกับสื่อสิ่งพิมพ์ก็คือโรงพิมพ์และสำนักพิมพ์ ซึ่งก็เห็นภาพอยู่แล้วว่าสำนักพิมพ์ก็ล้มหายตายจากไปบ้าง โรงพิมพ์ถ้าไม่พัฒนา ไม่มีคนไปพิมพ์ ก็ปิดตัว ระบบพิมพ์ก็สำคัญ ระบบพิมพ์ดั้งเดิมก็จะปิดตัวลงไปเรื่อยๆ

– มองการปิดตัวของหนังสือพิมพ์บ้านเมืองอย่างไร?

ผมเองเคยมีโอกาสได้ฝึกงานที่หนังสือพิมพ์บ้านเมืองในปี 2523 เห็นงานหนังสือพิมพ์ที่นั่น ประกอบด้วยคนทำหนังสือพิมพ์ที่มาร่วมก่อตั้งและสร้างนักหนังสือพิมพ์หน้าใหม่มากมาย เป็นหนังสือพิมพ์ในเชิงอุดมคติเล่มหนึ่ง แต่ถ้าศึกษาแล้วจะพบว่าหนังสือพิมพ์บ้านเมืองก็มีกลุ่มการเมืองเข้ามาถือหุ้นอยู่ แต่ก็ไม่ได้มาบดบังบทบาทความเป็นนักหนังสือพิมพ์มากนัก ยังถือเป็นหนังสือพิมพ์ที่มีอุดมการณ์สูงฉบับหนึ่ง เสนอข่าวออกมาก็ค่อนข้างดี

แต่ต้องเข้าใจด้วยว่า กรณีหนังสือพิมพ์ขนาดเล็กอย่างบ้านเมือง ถ้าดูโครงสร้างในเชิงธุรกิจจะพบว่ามียอดจำหน่ายไม่สูง รายได้จากโฆษณาก็ไม่แพง ประสบปัญหาการขาดทุนมาหลายปีสะสมกัน ซึ่งนักหนังสือพิมพ์ส่วนใหญ่มักมีอุดมการณ์ในการทำงาน เมื่อในปีแรกยอมที่จะขาดทุน ต่อมามีคนมาช่วยเหลือ มีผู้ประกอบการณ์รายอื่นมาค้ำจุน แต่เมื่อยังไม่ประสบความสำเร็จก็ต้องปิดตัวลง แต่เขาก็พยายามรักษาความเป็นหนังสือพิมพ์บ้านเมืองมาหลายปี

– ก่อนหน้านี้มีสัญญาณเตือนหรือไม่?

เรารับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงมานานพอสมควร น่าจะเกือบ 10 ปีได้ เริ่มตั้งแต่สายส่งของหนังสือพิมพ์ทั้งส่วนกลางและต่างจังหวัดมีจำนวนลดน้อยลงไปอย่างเห็นได้ชัด แต่ไม่เป็นข่าวครึกโครมนัก ตามด้วยลดจำนวนการผลิตน้อยลง แต่ต้องเข้าใจก่อนว่าหนังสือพิมพ์ไม่ได้อยู่ได้ด้วยจำนวนการจำหน่าย แต่อยู่ได้ด้วยการโฆษณา ในยุคแรกก็อาจจะไม่ได้รับผลกระทบอะไรมากมายนัก

แต่เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสื่อ ทั้งการเกิดขึ้นของทีวีดาวเทียม ทีวีดิจิทัล รวมถึงสื่อออนไลน์ ทำให้ช่องทางการรับสื่อมากขึ้น ส่งผลให้เม็ดเงินค่าโฆษณาในสื่อสิ่งพิมพ์ถูกดูดออกไปให้สื่ออื่นที่ได้รับความนิยมมากกว่า สื่อออนไลน์ในช่วงแรกยังเป็นสื่อที่มีสัดส่วนโฆษณาที่ไม่มาก แต่มีการพยากรณ์ว่าจะมีเม็ดเงินมากขึ้นเรื่อยๆ และจะเป็นสื่อหนึ่งที่ดึงรายได้จากสื่อหนังสือพิมพ์

ยังมีข่าวสารเรื่องหนังสือพิมพ์ขาดทุน ไม่มีผลกำไร ซึ่งเป็นเรื่องที่เราทราบกันมาโดยตลอด แต่คนหนังสือพิมพ์เมื่อก่อตั้งแล้วมักจะต่อสู้เพื่อให้อยู่รอดได้ หนังสือพิมพ์บางฉบับมีรายได้จากโฆษณาทำให้ไม่ขาดทุนหรือขาดทุนน้อยที่สุด ทำให้ดำรงอยู่ได้ แต่ต้องยอมรับว่ายุคนี้หนังสือพิมพ์ก็ต้องมองหารายได้ทางอื่นมาจุนเจือจึงจะอยู่รอดได้ หลายแห่งขณะนี้ก็มีการนำวัตถุดิบที่มีอยู่มาสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยการต่อยอดในสื่อมวลชนแขนงอื่นด้วย

– การปรับตัวในวิกฤตสื่อสิ่งพิมพ์ที่ผ่านมา?

ในยุคแรกก็มีการพยายามหาแนวทาง เช่น การส่งข่าวบน SMS บางสื่อมีการดำเนินการด้านอื่นแต่ไม่โดดเด่นนัก เช่น เปิดช่องทีวีดาวเทียมหรือสถานีวิทยุ เพื่อให้องค์กรที่มีสื่อหนังสือพิมพ์พอจะอยู่รอดในระดับหนึ่ง ต่อมามีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสื่อ หนังสือพิมพ์หลายฉบับเข้าสู่ทีวีดิจิทัลทั้งเต็มตัวและไปซัพพอร์ตช่องอื่น เพื่อนำคอนเทนต์ไปใช้ให้คุ้มค่าที่สุด หนังสือพิมพ์อย่างเดียวอาจจะไม่คุ้มแล้ว

– การศึกษาเกี่ยวกับสื่อสิ่งพิมพ์ได้รับผลกระทบหรือไม่?

สถาบันการศึกษาด้านนิเทศศาสตร์และวารสารศาสตร์ ต้องปรับการสอนให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการสื่อสารของคนยุคใหม่ ซึ่งบางสถาบันก็มีการปรับปรุงบ้างแล้ว ที่คณะวารสารศาสตร์เอง มองว่าถึงเวลาที่ต้องมีการทบทวนหลักสูตรการเรียนการสอนเหมือนกัน ขณะเดียวกันผู้เรียนด้านวารสารศาสตร์ถือว่าได้รับความนิยมน้อยลงตามลำดับ บางสถาบันต้องปิดหลักสูตรไปเลย คณะเราจำนวนผู้เรียนถือว่ามีระดับหนึ่งแต่น้อยลงไป คงต้องหาวิธีการสร้างหลักสูตรที่ทำให้สื่อสิ่งพิมพ์อยู่รอดได้ และใช้ประโยชน์ในการประกอบอาชีพได้ในอนาคต

– ปีนี้แวดวงสื่อสิ่งพิมพ์วิกฤตหนักมาก

ทุกฝ่ายเมื่อรับรู้สภาพการณ์ที่เกิดขึ้นในวิกฤตสื่อสิ่งพิมพ์คงต้องหาแนวทางช่วยกันหลายๆ ฝ่าย

1.รัฐบาลมีนโยบายที่จะช่วยเหลือในลักษณะใดบ้าง ธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์ต้องใช้วัตถุดิบคือทั้งกระดาษ น้ำหมึก และเครื่องจักรกลต้องนำเข้าจากต่างประเทศ รัฐบาลมีมาตรการอะไรที่จะช่วยเหลือวงการสื่อสิ่งพิมพ์ให้อยู่รอดได้หรือเปล่า

2.ประชาชนผู้อ่านต้องตระหนักว่า สื่อสิ่งพิมพ์เป็นสื่อที่มีความสำคัญ ข้อมูลข่าวสารที่บันทึกลงในกระดาษสามารถนำมาอ่านได้ตลอดเวลา มีประโยชน์

3.สถาบันการศึกษาก็ต้องผลิตบัณฑิตที่มีความรู้ ทักษะที่สามารถทำงานได้รอบด้าน เพราะในอนาคตนักข่าวคนหนึ่งไม่ได้มีบทบาทแค่ผู้สื่อข่าว อาจต้องทำหน้าที่ช่างภาพ ทำหน้าที่อื่นๆ เพื่อทำให้การทำงานขององค์กรสื่อสิ่งพิมพ์นั้นรวดเร็ว ลดต้นทุน จากองค์กรที่มีพันคน น่าจะเหลือหลักร้อยหรือไม่ถึงร้อยคน เพื่อทำให้งานสื่อสิ่งพิมพ์อยู่รอดได้

ที่สำคัญ ทำยังไงให้ผู้รับข่าวสารสามารถบริโภคสื่อที่มีราคาถูกย่อมเยา หนังสือพิมพ์ราคา 10-15 บาท ก็ถือว่าแพง นิตยสารราคาเกือบร้อยบาทก็แพง หนังสือเล่มก็แพง หากผู้บริโภคสามารถรับสื่อได้ในราคาย่อมเยา จะสร้างแรงจูงใจในการซื้อสิ่งพิมพ์มาอ่าน น่าจะเป็นอีกมาตรการที่ทำให้สื่อสิ่งพิมพ์อยู่รอดได้

– มีโอกาสที่หนังสือพิมพ์ฉบับอื่นจะปิดตัวตามไปเร็วๆ นี้ไหม?

ผมเชื่อว่าหนังสือพิมพ์ขนาดใหญ่พออยู่รอดได้ ขนาดกลางยังก้ำกึ่ง ขนาดเล็กนี่ลำบาก ต้องไปดูว่าขนาดเล็กมีฉบับไหนบ้าง สายป่านเขายาวไหม ผลประกอบการที่ผ่านมาเป็นอย่างไร จะเห็นภาพความเป็นจริงเกิดขึ้น ขณะเดียวกันต้องยอมรับว่าหนังสือพิมพ์ทุกฉบับที่พิมพ์ออกมา มีสภาวะของการขาดทุนอยู่ในตัวเกิดขึ้นแล้วทุกฉบับ ยิ่งพิมพ์มากก็ยิ่งขาดทุนมาก สิ่งพิมพ์ไม่ว่าจะหนังสือพิมพ์หรือนิตยสารเป็นสิ่งที่ขายคืน ไม่ใช่ขายขาด ผู้บริโภค ผู้อ่านไม่อ่าน ไม่มีคนซื้อ สิ่งพิมพ์ก็ตีกลับมายังเจ้าของ จะกลายเป็นสิ่งพิมพ์ที่ไม่มีราคา

– เป็นไปได้ไหมที่ในอนาคตจะไม่เห็นหนังสือพิมพ์บนแผงอีก?

ผมเชื่อว่าสื่อสิ่งพิมพ์จะลดบทบาทลงไปเรื่อยๆ แต่ยังคงจะต้องมีให้อ่านในสังคม ซึ่งต้องมีการปรับตัว อย่างหนังสือพิมพ์กระดาษขนาดใหญ่อาจจะปรับลดลงเป็นแท็บลอยด์ เราจะทราบว่านิตยสารแจกฟรีและหนังสือพิมพ์แจกฟรีอยู่รอดได้หลายหัวชื่อ เขามีการบริหารจัดการที่ดีพอ ทำให้อยู่รอดได้ด้วยการมีโฆษณามาจุนเจือที่พอเพียง

เชื่อว่านิตยสารและหนังสือพิมพ์แจกฟรีจะดำรงอยู่ ชดเชยให้คนได้อ่านหนังสือพิมพ์มากขึ้น ขณะเดียวกันหนังสือพิมพ์แจกฟรีควรคำนึงถึงวิธีการทำให้เป็นหนังสือพิมพ์ที่ดีให้ได้ด้วย จึงอาจต้องเปลี่ยนบทบาทจากหนังสือพิมพ์ที่ขายเชิงพาณิชย์มาเป็นหนังสือพิมพ์แจกฟรีในอนาคต

– การปรับตัวไปสู่ออนไลน์จะเป็นทางรอด?

สิ่งพิมพ์ที่เป็นกระดาษก็ต้องลดบทบาทลงไป ต้องมีแพลตฟอร์มใหม่กลายเป็นสื่อประเภทออนไลน์ ผู้สื่อข่าวจะต้องเข้ามาเรียนรู้การนำเสนอข่าวแบบออนไลน์ ผู้สื่อข่าวคนหนึ่งต้องมีทักษะหลายด้านคือ สามารถทำข่าวได้ ถ่ายภาพได้ ออกแบบจัดหน้าได้ สามารถโหลดไปยังแพลตฟอร์มที่จะนำเสนอถึงผู้รับสารได้ คนคนเดียวทำหลายหน้าที่เพื่อให้สื่ออยู่รอดได้

ต้องยอมรับว่าสื่อกระดาษอาจต้องลดบทบาทไปมาก ทำอย่างไรให้สื่อสิ่งพิมพ์ดำรงอยู่ในโลกนี้แม้จะมีรูปแบบอื่นก็ตาม

 


“สื่อสิ่งพิมพ์” หลักฐานเชิงประวัติศาสตร์ คุณค่าทางจิตใจที่จับต้องได้

ปรากฏการณ์หนึ่งในวงการสิ่งพิมพ์ที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานนี้ หลังจากการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

หนังสือพิมพ์ทุกฉบับที่ตีพิมพ์ข่าวอันโศกเศร้าของชาวไทย ซึ่งถูกเผยแพร่ในเช้าวันถัดมาหมดไปจากแผงอย่างรวดเร็ว จนต้องมีการตีพิมพ์ซ้ำหลายฉบับ

สื่อสิ่งพิมพ์หลายองค์กรจึงได้จัดทำหนังสือพิมพ์ นิตยสาร วารสาร และหนังสือเล่มพิเศษ เพื่อให้ประชาชนได้เก็บไว้รำลึกถึงในหลวงรัชกาลที่ 9 ของปวงชนชาวไทย

ผศ.ดร.พจนามองสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสื่อสิ่งพิมพ์มีความเป็นศิลปะสูงที่คนอยากเก็บและสะสม หนังสือดีๆ คนก็อยากจะเก็บสะสมไว้ เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สื่อสิ่งพิมพ์ได้รับความสนใจมากยิ่งขึ้นหลังจากเหตุการณ์นี้ แต่ในอนาคตไม่แน่ใจว่าคนจะยังสนใจสะสมหนังสือดีๆ มากน้อยแค่ไหน

“ถือว่าในขณะนี้ธุรกิจการพิมพ์อาจกระเตื้องขึ้นเล็กน้อย มีการพิมพ์ทั้งหนังสือและพิมพ์พระบรมฉายาลักษณ์ในหลวงรัชกาลที่ 9 รวมถึงหน่วยงานต่างๆ ผลิตขึ้นมาแจกจ่ายให้กับประชาชน เป็นส่วนที่ทำให้ธุรกิจการพิมพ์ดีขึ้นในระดับหนึ่ง”

เหตุการณ์นี้อาจสะท้อนถึงคุณค่าของสื่อสิ่งพิมพ์ในลักษณะเป็นสิ่งที่จับต้องได้

อาจารย์พจนาเห็นด้วย และบอกว่า สื่อสิ่งพิมพ์เป็นสื่อที่สามารถเก็บรักษาได้ มีคุณค่าทางจิตใจและมีคุณค่าในเชิงประวัติศาสตร์

เป็นสื่อประเภทหนึ่งที่หาอย่างอื่นมาทดแทนไม่ได้

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon