สายธาร วรรณกรรมเพื่อชีวิต ของไทย

6.04.23 | 12:32 น.

สายธาร วรรณกรรมเพื่อชีวิต ของไทย
เสถียร จันทิมาธร

[คัดบางตอนจากพิมพ์ครั้งแรก.. 2524]

ผมเริ่มลงมือเขียนหนังสือเล่มนี้เมื่อเดือนธันวาคม 2523 และเสร็จเรียบร้อยบริบูรณ์เมื่อต้นเดือนมีนาคม 2524 ต่อมาในเดือนกันยายนผมได้เดินทางออกจากฐานที่มั่นแห่งหนึ่งทางภาคเหนือของประเทศ และได้เข้ารายงานตัวกับกองทัพภาคที่ 2 ส่วนหน้า ด้วยความเชื่อว่า หากนโยบาย “การเมืองนการทหาร” ตามคสั่งสนักนายกรัฐมนตรีที่ 66/2523 ได้รับการปฏิบัติอย่างจริงใจ ผมก็ไม่มีความจเป็นอะไรที่จะต้องไปใช้ชีวิตเขียนหนังสืออยู่บนเขาสูงทะลุฟ้า.

แรกที่ผมเดินทางเข้าเมืองและถือโอกาสนั้นแวะหาสนทนากับเพื่อนฝูงเก่าแก่แต่ครั้งเรา “หัด” เขียนหนังสือมาด้วยกัน กัลยาณมิตรหลายคนได้ ให้ความอบอุ่นอย่างเสมอต้นเสมอปลายแม้ว่ามีหลายอย่างที่เราคิดต่างกันก็ตาม ในจนวนนี้ที่ควรเอ่ยนามด้วยความซาบซึ้งในหัวใจก็มี สุชาติ สวัสดิ์ศรี, ขรรค์ชัย บุนปาน, สุจิตต์ วงษ์เทศ เป็นต้น

สุจิตต์ วงษ์เทศ ได้อ่านต้นฉบับของหนังสือเล่มนี้และพิจารณาเห็นว่า แม้ว่าข้อเสนอบางอย่างของผมไม่ตรงกับที่เขาคิด แต่การเสนอข้อมูลและการค้นคว้ามีคุณภาพใกล้เคียงกับบรรทัดฐานที่ทางสนักพิมพ์ของเขาจะจัดพิมพ์ได้ ผมรู้สึกดีใจเยี่ยงปุถุชนคนหนึ่งที่งานของตนยังเป็นที่ยอมรับอยู่ แม้ในชั้นแรกจะจเพาะในแวดวงของเพื่อนฝูงที่มักคุ้นรู้จิตใจกันมานานก็ตาม.

Advertisement

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากหนังสือเล่มนี้ผมเขียนอยู่ในกาละและเทศะหนึ่ง เมื่อผมได้มาอยู่ในอีกกาละและเทศะหนึ่ง ได้มีโอกาสค้นคว้าเพิ่มเติม และได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเพื่อนคนอื่นๆ ผมมีแง่คิดบางประการแตกแขนงไปบ้าง และเห็นว่ายังมีความไม่สมบูรณ์ดรงอยู่ภายในหนังสือเล่มนี้หลายประการ.

ในบทว่าด้วยกเนิดและแหล่งที่มาของศิลปะและวรรณคดี แม้ว่าหลักการพื้นฐานยังถือได้ว่าถูกต้อง แต่รายละเอียดการค้นคว้ากระบวนการเกิดขึ้นของศิลปะและวรรณคดีแต่ละสาขายังค่อนข้างหยาบ, การสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างสภาพการดรงอยู่กับความนึกคิดจิตสนึกก็เช่นเดียวกัน. ผมตั้งใจเอาไว้ว่าในกาลข้างหน้าหากเงื่อนไขด้านเวลาอนวยให้ จะพยายามทเรื่องนี้ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น.

ในการเสนอภาพของวรรณกรรมก้าวหน้าและวรรณกรรมเพื่อชีวิตยังขาดลักษณะการประเมินในด้าน “ลบ” อย่างจริงจัง โดยมองเห็นแต่ด้านที่ “รุ่งโรจน์” อย่างเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการ “รับ” อิทธิพล “ซ้าย” จากการปฏิวัติวัฒนธรรมในแบบคัมภีร์ในช่วงก่อนและหลัง 14 ตุลาคม 2516.

จริงอยู่, กระแสหลักของวรรณกรรมก้าวหน้าหรือวรรณกรรมเพื่อชีวิตคือการพัฒนา แต่ในท่ามกลางการพัฒนาก็มีอุปสรรค (โดยเฉพาะอุปสรรคจากสภาพภายในของมันเอง) ก็มีอยู่ไม่น้อย. ปัญหาของขบวนวรรณกรรมก้าวหน้าซึ่งตกทอดมาถึงยุคที่เรียกว่าวรรณกรรม “เพื่อชีวิต” อันมีการหยิบยกมาอภิปรายอย่างกว้างขวางก็คือ: ลักษณะซ้ำซาก, ตายตัว, แข็งทื่อ; การไม่สันทัดอย่างเพียงพอของคนรุ่นใหม่ในการปรับหลักการที่ “รับ” จากต่างประเทศให้เข้ากับสภาพทางวรรณกรรมและลักษณะของสังคมไทย เป็นต้น.

สิ่งหนึ่งที่ผมยังครุ่นคิดอยู่ก็คือ ขบวน “ศิลปเพื่อศิลป” ของไทยมีขึ้นอย่างเป็นระบบและเป็นจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงการ “สร้าง” ขึ้นของนักคิด, นักเขียนฝ่ายก้าวหน้าเท่านั้น. ถ้าหากขบวนอันเป็นตัวแทนแนวคิด “ศิลปเพื่อศิลป” มิได้มีอย่างที่ขบวน “ศิลปเพื่อศิลป” ในทางสากลแล้ว ขบวนอันเป็นของเราเองมีขึ้นอย่างไร.

ไมผมจึงคิดเขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา, ไมหนังสือเล่มนี้จึงเน้นหนักไปยังวรรณกรรม “เพื่อชีวิต”.

ผมมีความคิดที่จะเขียนหนังสือทนองนี้ตั้งแต่ปี 2519 แล้ว โดยตั้งชื่อในตอนแรกว่า สายธารแห่งวรรณกรรมไทย. ในครั้งนั้นมีเพื่อนรุ่นน้อง 2 คนคือ ประเดิม ดำรงเจริญ กับสุเมธ วิทยะเสถียร แห่งสนักพิมพ์ “คัมภีร์” เป็นผู้สนับสนุนและให้ความช่วยเหลือในการค้นคว้าและหาข้อมูล. ความตั้งใจก็คือต้องการจะสรวจสภาพการคลี่คลายของวรรณกรรม “สมัยใหม่” ของไทยในช่วงนับแต่ประเทศของเราได้อิทธิพลทางวัฒนธรรมจากตะวันตกเป็นต้นมา. แต่เมื่อลงมือค้นคว้าและลงมือเขียนไปได้เพียง 2-3 บท ก็เกิดเหตุการณ์ 6 ตุลา” ขึ้น: มีการสังหารคนไทยด้วยกันใจกลางนครหลวง, มีการจับกุมผู้คนมากมาย ในนี้รวมทั้งนักเขียน, นักหนังสือพิมพ์ด้วย, หนังสือพิมพ์ทุกฉบับถูกสั่งปิด เป็นต้น. ในภาวะอันมืดมนเช่นนั้น ผมก็ไม่ต่างจากเพื่อนนักเขียน, นักหนังสือพิมพ์คนอื่นๆ คือต้องซัดเซพเนจรออกจากบ้านไปในที่ที่คิดว่าจะปลอดภัย. จากเดือนตุลาคม 2519 เรื่อยมาจนถึงปลายปี 2522 ผมตกอยู่ในสภาพของคนที่ต้อง “จร” กว่าจะได้อยู่เป็นที่อย่างค่อนข้างปักหลักก็ประมาณต้นปี 2523 โดยเฉพาะเมื่อเดินทางไปถึง “บ้านเหนือสัน”

ในการเขียนทไมต้องเน้นที่ “วรรณกรรมเพื่อชีวิต”.

จากการศึกษาสภาพการเคลื่อนไหวของวรรณกรรมไทยในช่วงที่เกิดวรรณกรรม “สมัยใหม่” ขึ้น ผมได้เห็นการเกิดขึ้นของวรรณกรรมในสกุลจินตนิยม, การเกิดขึ้นของวรรณกรรมในสกุลอัตถนิยม. ในการเกิดขึ้นของวรรณกรรมเหล่านั้น ความคิดที่ครอบงอยู่ก็คือ ความคิดอันเป็นวัฒนธรรมศักดินานิยมและวัฒนธรรมจักรพรรดินิยม. ขณะเดียวกันผมได้เห็นการเกิดขึ้นของวรรณกรรมก้าวหน้าทั้งที่เป็นวรรณกรรมในสกุลอัตถนิยมของชนชั้นกระฎุมพี, อัตถนิยมเชิงวิจารณ์ และกระทั่งวรรณกรรมอัตถนิยมใหม่อันสะท้อนถึงอิทธิพลความคิดวัตถุนิยมในทางประวัติศาสตร์.

แม้ว่าด้านที่ครอบงเหนือวงวรรณกรรมของไทยคือวรรณกรรมอย่างที่เรียกว่าจินตนิยมถอยหลัง แต่ก็มีกระบวนการเกิดขึ้น และพัฒนาของวรรณกรรมก้าวหน้าตลอดจนวรรณกรรมเพื่อชีวิตอันเป็นวรรณกรรมในแบบอัตถนิยม, อัตถนิยมเชิงวิจารณ์ และอัตถนิยมใหม่อยู่ด้วย. ขบวนการเติบโตขึ้นมาท่ามกลางการถูกปราบปรามและพยายามจะบดขยี้ทลาย.

เมื่อต้นทศวรรษ 2490 มันเป็นเพียง “หน่อ” เล็กๆ, จากปี 2495-2501 ขบวนการนี้เติบใหญ่ขึ้นทั้งในทางทฤษฎีและผลงานสร้างสรรค์แต่ก็ยังไม่ใหญ่โตนัก ดังนั้น เมื่อถูกปราบปรามอย่างหนักภายหลังรัฐประหาร 2501 “วรรณกรรมก้าวหน้า” จึงหมดบทบาทลงค่อนข้างมาก แต่ก็มิได้ถูกบดขยี้อย่างแหลกละเอียดเป็นฝุ่นธุลี ถ้าเปรียบเป็นไฟก็เหลือแต่ถ่านก้อนแดง. นับจากปี 2512 เป็นต้นมา ถ่านก้อนนี้ก็ได้รับการเป่ากระทั่งลุกโพลงขึ้นอีกครั้งในช่วงก่อนและโดยเฉพาะหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516.

ถึงตอนนี้ “วรรณกรรมเพื่อชีวิต” ก็มิได้เป็นเพียง “หน่อ” เล็กๆ อีกแล้ว หากแต่ได้พุ่งลต้นขึ้นและแยกกิ่งแตกสาขาออกดอกบานสะพรั่งเลยทีเดียว. แม้ในระยะหลังรัฐประหาร 2519 จะถูกปราบปรามและพยายามทลายอย่างบ้าคลั่ง เพ้อฝันจะทให้พังพินาศ แต่ชั่วระยะเวลาเพียงปีเดียว “ขบวนวรรณกรรมเพื่อชีวิต” ก็สามารถพลิกฟื้นฐานะเดิมขึ้นมาได้อีกและก้าวรุดไปข้างหน้า. และแม้นับจากปี 2522 ขบวนของ “วรรณกรรมเพื่อชีวิต” จะประสบวิกฤตในทางทฤษฎีและทางการสร้างสรรค์ แต่นั่นมิได้หมายความว่าขบวนนี้จะดับสูญ หากแต่เป็นเพียงภาวะชะงักงัน “ชั่วคราว” ภายหลังจากมีการทบทวน, สรุปบทเรียนก็จะต้องสามารถก้าวรุดด้วยคุณภาพใหม่ที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน.

จากการศึกษาถึงขบวนของ “วรรณกรรมก้าวหน้า” และ “วรรณกรรมเพื่อชีวิต” อย่างประสานกับความตื่นตัวก้าวหน้าของประชาชน ผมมีความมั่นใจในอนาคตอันรุ่งโรจน์ของ “วรรณกรรมเพื่อชีวิต” เช่นเดียวกับมีความมั่นใจในอนาคตที่จะต้องได้ชัยชนะอย่างแน่นอนของประชาชน. ดังนั้น ในการตั้งชื่อหนังสือว่า สายธารวรรณกรรมเพื่อชีวิตของไทยนี้ นอกจากจะเป็นการพยายามอาศัยสภาพของวรรณกรรมมาให้คตอบแก่คถามที่ว่า ลักษณะของสังคมไทยเป็นสังคมแบบไหนกันแน่แล้ว ยังเป็นการตั้งเพื่อแสดงว่า ในสังคมที่กลังเร่งรุดไปข้างหน้าเช่นนี้ การทงานวรรณกรรมในแนว “เพื่อชีวิต” ที่ดีกว่าของประชาชน คืออาวุธทางวรรณกรรมที่จะเข้าร่วมส่วนในการผลักดันให้ก้าวเดินไปสู่สังคมใหม่ที่มีเอกราช, ประชาธิปไตย และความรุ่งเรืองไพบูลย์อย่างแท้จริงอีกด้วย.

แม้ว่ากล่าวในทางวรรณกรรมจะมิได้เป็นสิ่งชี้ขาดลักษณะของสังคมว่าเป็นเช่นไรทีเดียว เนื่องจากมันเป็นโครงสร้างส่วนบนอันเป็นรูปการจิตสนึกของสังคม ที่บางส่วนอาจจะสะท้อนถึง “สิ่งเกิดใหม่” ที่ค่อนข้างก้าวล้ำกว่าความเป็นจริงส่วนใหญ่ของสังคม และส่วนใหญ่อาจดำรงอยู่ในระยะเวลายาวนานพอสมควร แม้ว่าสภาพทางเศรษฐกิจจะเปลี่ยนแปลงไปแล้วก็ตาม แต่จากการสรวจสภาพการคลี่คลายขยายตัวของวรรณกรรมก็พอจะทให้เรามองเห็นภาพกว้างๆ ของสังคมได้พอสมควรทีเดียว. ถึงแม้ว่าผลการค้นคว้าและเสนอข้อมูลทางวรรณกรรมจะยังมิได้ครบถ้วนบริบูรณ์ แต่ผมก็หวังว่ามันคงจะเป็นอุปกรณ์อย่างหนึ่งให้ผู้สนใจทั้งทางวรรณกรรมและทางสังคมได้นไปพิจารณาเพื่อการสรุปลักษณะทางสังคมที่ถูกต้องในลำดับต่อไป.

———–

เมื่อหนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์เผยแพร่ในวงกว้างแล้ว ผมหวังที่จะได้รับข้อเสนอแนะเพื่อให้บทสรุปเกี่ยวกับวรรณกรรมและสังคมไทยได้ใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุด และหวังที่จะได้เห็นการทงานค้นคว้าเพื่อเรียนรู้และเข้าใจสภาพสังคมของเราจากหลายๆ ด้านและด้วยความจริงจังมากยิ่งขึ้น.

สายธารวรรณกรรมเพื่อชีวิตของไทย

(พิมพ์ครั้งที่ 2)

เสถียร จันทิมาธร

[คำตาม: ชูศักดิ์ ภัทรกุลวณิชย์]

ใน “ความ” หยุดนิ่ง มี “การ” เคลื่อนไหว

กลับมาอีกครั้งกับหนังสือสายวรรณกรรมอันทรงคุณค่าในรอบ 40 ปี ของ เสถียร จันทิมาธร ที่รวบรวมเรื่องราวและฉายภาพความเคลื่อนไหวในกระแสธารของโลกตัวอักษรไทย นับตั้งแต่วรรณคดีโบราณจนถึงวรรณกรรมสมัยใหม่

โดยเฉพาะวรรณกรรมไทยหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ที่เน้นกรอบคิดทฤษฎีวรรณกรรมและวรรณกรรมวิจารณ์ตามแนวทางลัทธิมาร์กซ์

มากกว่าประเภทของงานวรรณกรรม เกิดเป็นการคลี่คลายขยายตัวของวรรณกรรมเพื่อชีวิตที่แตกหน่อต่อยอดออกมาในช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดของประชาธิปไตยไทย

480 หน้า | ราคา 480 บาท

ทดลองอ่านได้ที่: http://bit.ly/3ZUbRlG

อำนาจของภาษา และ วรรณกรรมไทย

หนังสือเล่มใหม่ ของ สุจิตต์ วงษ์เทศ

อำนาจของภาษาและวรรณกรรมไทย ของ สุจิตต์ วงษ์เทศ เป็นหนังสือเกี่ยวกับภาษาและวรรณกรรมของไทยที่มีอำนาจทางสังคมการเมืองเศรษฐกิจ แล้ววางรากฐานเป็นบ้านเมืองเป็นรัฐ จนเป็นราชอาณาจักร

หนังสือเล่มนี้ไม่เริ่มด้วยจารึกพ่อขุนรามคำแหง แต่เริ่มด้วยภาษาพูดไทไต หรือไทกะได บริเวณโซเมียทางตอนใต้ของจีนหลายพันปีมาแล้ว จากนั้นเป็นภาษากลางทางการค้าภายใน แล้วแพร่กระจายถึงลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีอำนาจทางการเมืองสืบเนื่องในประเทศไทยทุกวันนี้

สำหรับจารึกพ่อขุนรามคำแหงอยู่ส่วนท้ายสุดของหนังสือเล่มนี้

จารึกพ่อขุนรามคำแหงเป็นวรรณกรรมการเมืองสมัยต้นรัตนโกสินทร์ ที่ทำขึ้นด้วยเหตุผลทางการเมืองภายในและการเมืองระหว่างประเทศสมัยนั้

วรรณกรรมการเมืองเรื่องจารึกพ่อขุนรามคำแหง เป็นพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว .4 เมื่อครั้งดำรงพระยศ “เจ้าฟ้ามงกุฎ” และทรงผนวชเป็นภิกษุอยู่วัดราชาธิวาส (วัดสมอราย) ในแผ่นดิน ร.3 เป็นที่รับรู้นานแล้วในหมู่นักปราชญ์ ดังมีบอกไว้ในหนังสือ “ประชุมพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หมวดโบราณคดี” เรียบเรียงโดย พระสงฆ์สมณศักดิ์สูงแห่งวัดบวรนิเวศวิหาร พิมพ์เมื่อ พ.. 2516

พระอภัยมณีเป็นวรรณกรรมการเมืองในรูปแบบนิทานกลอน เพื่อต่อต้านสงครามล่าอาณานิคม ซึ่งจะส่งผลกระทบความมั่งคั่งทางการค้าภายในและภายนอกของสยามที่กําลังมีมากสมัยนั้น

สุนทรภู่แต่งพระอภัยมณีโดยใช้ฉากทะเลอันดามัน อ่าวเบงกอล มหาสมุทรอินเดีย (ไม่เกี่ยวข้องกับอ่าวไทย และเกาะเสม็ด จ. ระยอง) แสดงความขัดแย้งระหว่างเมืองผลึก (คือ ถลาง ภูเก็ต) กับ ลังกา (คือ ศรีลังกา ขณะนั้นเป็นเมืองขึ้นอังกฤษ มีประมุขเป็นหญิง คือ ควีนวิกตอเรีย)

นิราศเมืองแกลง ของสุนทรภู่ (แต่งราว พ.. 2350 อายุราว 21 ปี) เล่าเรื่องการเดินทางไปเมืองแกลง (. ระยอง) ตามภารกิจ “ราชการลับ” ของราชสํานัก [นิราศแต่งหลังเดินทางกลับแล้ว ไม่ได้แต่งขณะเดินทาง]

กรุงเทพฯ ไปเมืองแกลงสมัยนั้นหนทางคมนาคมทุรกันดาร สุนทรภู่ซึ่งเป็นชาวบางกอก (เกิดในวังหลัง ปากคลองบางกอกน้อย) เข็ดขยาด จึงแต่งกลอนรําพึงรําพันว่า “จะกรวดน้ คว่ำขันจนวันตาย แม้เจ้านายท่านไม่ใช้แล้วไม่มา” เป็นหลักฐานตรงๆ ว่าสุนทรภู่ไม่รู้จักเมืองแกลง, ไม่เคยไปเมืองแกลง, ไม่อยากไปเมืองแกลง และไม่ได้ไปเพื่อเยี่ยมบ้านเกิด เพราะไม่ใช่บ้านเกิดของตน

บิดาของสุนทรภู่ “บวชการเมือง” เป็นสมภารเจ้าวัดอยู่บ้านกร่ เมืองแกลง เพื่อปฏิบัติ “ราชการลับ” จึงไม่มีกรณีหย่าร้างกับภรรยา (แม่ของสุนทรภู่) ตามที่มีผู้ใส่ร้าย

เพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยา เป็นวรรณกรรมการเมือง เครื่องมือชิงอํานาจมีประสิทธิภาพของชนชั้นนํา ได้แก่ กลุ่มพระเพทราชา แต่งขึ้น “ปล่อยข่าว” ใส่ร้ายกลุ่มพระนารายณ์ฯ ในที่สุดกําจัดกลุ่มพระนารายณ์ได้สําเร็จตามต้องการ

เพลงยาวเป็นสมบัติของชนชั้นนํา มีต้นตอจากกลอนเพลงขนาดสั้นๆ 3 วรรค, 4 วรรค, 8 วรรค เมื่อชนชั้นนําสร้างสรรค์แต่งยาวกว่านั้นเลยเรียกเพลงยาว โดยนิยมขึ้นต้นด้วยวรรครับ (วรรคที่สอง) ลงท้ายด้วย “เอย”

หนังสือเล่มนี้พิมพ์เพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยา ฉบับถูกต้องแม่นยํา ตรวจสอบโดยนักอักษรศาสตร์ชํานาญการ สํานักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร

โองการแช่งน้ำ วรรณกรรมภาษาไทยชุดต้นๆ ของรัฐอโยธยาศรีรามเทพนครที่แสดงแนวคิดทางการเมืองแบบรวบอำนาจรวมศูนย์โดยอ้างตามแนวทางศาสนาพุทธลัทธิเถรวาทจากลังกา เกี่ยวกับกษัตริย์และสถาบันกษัตริย์ว่าเป็นสมมุติราชและได้รับการยกย่องเป็น (พระ) เจ้าแผ่นดิน หมายถึงเจ้าของที่ดินทั้งมวลซึ่งมีในประเทศ