สัปดาห์นี้คนเขียนมาสำรวจประชากรของเหยี่ยวด่างดำขาวที่ “ปางฮุ้ง” เวียงหนองหล่ม อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงรายครับ
การสำรวจนี้เป็นส่วนหนึ่งของการวิจัยเรื่องโลหะหนักคือ สารตะกั่วในเลือดของนกนักล่าของไทย ที่ปางฮุ้ง เป็นถิ่นอาศัยในฤดูหนาวของเหยี่ยวด่างดำขาวกว่า 200 ตัวเป็นประจำทุกปี
เหยี่ยวในฐานะที่เป็นนักล่าในห่วงโซ่อาหาร จึงเป็นดัชนีชี้วัดสภาพแวดล้อม เพราะถ้ามีสารพิษปนเปื้อนในสัตว์ต่างๆ ของระบบนิเวศ เหยี่ยวจะรับสารเหล่านั้นจากเหยื่อมาสะสมในร่างกาย ทำให้มีระดับของสารพิษสูง และตรวจพบได้ง่าย
ตะกั่วเป็นโลหะหนักที่อาจปนเปื้อนสิ่งแวดล้อมในสัตว์ต่างๆ ของระบบนิเวศ เหยี่ยวจะรับสารเหล่านั้นจากเหยื่อมาสะสมในร่างกาย ทำให้มีระดับของสารพิษสูงและตรวจพบได้ง่าย
ตะกั่วเป็นโลหะหนักที่อาจปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม และอาจก่อโรคเป็นพิษในคน โดยเฉพาะเยาวชน ชุมชนรอบเวียงหนองหล่ม มีวิถีชีวิตผูกพันและพึ่งพาพื้นที่ชุ่มน้ำหนองหล่มมานานหลายสิบปี หลายชั่วอายุคน
ดังนั้น การตรวจหาระดับตะกั่วในเหยี่ยวด่างดำขาว จึงเป็นการตรวจเช็กสุขภาพของระบบนิเวศอย่างง่ายๆ ทางอ้อม ใช้นกนักล่าเป็นเสมือนกระดาษลิตมัส คอยส่งสัญญาณเตือนถ้ามีการปนเปื้อนของตะกั่วในธรรมชาติ
“ปางฮุ้ง” เป็นพรุทุ่งหญ้า ขนาด 100 ตารางเมตร ริมหนองหล่มที่มีหญ้าคา หญ้าไซปกคลุมเหนือน้ำ เหยี่ยวด่างดำขาวซึ่งเป็นเหยี่ยวทุ่ง จะใช้ทุ่งหญ้าเป็นแหล่งพักนอนในเวลากลางคืน กลางวันจะบินไปล่าหนูนา กบ เขียดกินเป็นอาหาร โชคดีของเหยี่ยวและคนไทยที่นิยมศึกษาธรรมชาติ อย่างไม่เบียดเบียนสัตว์ป่า ชาวบ้านสร้างบังไพรไว้อำนวยความสะดวกให้นักดูนก ถ่ายภาพนกเข้าไปเฝ้าชมพฤติกรรมของเหยี่ยวในช่วงเย็นก่อนที่จะบินเข้าไปนอนในทุ่งหญ้า เหยี่ยวจะลงมายืนบนพื้น พักผ่อนอิริยาบถ ทำตัวชิลล์ๆ ก่อนจะบินขึ้น พุ่งตัวไปวนเหนือทุ่งหญ้าแล้วเลือกจุดเหมาะๆ ลงนอนในหลุมนอนที่ใช้น้ำหนักตัวกดทับต้นหญ้าลงไปเป็นหลุมนอนของเหยี่ยวแต่ละตัว
เย็นวันที่ 6 ธันวาคม คนเขียนและนายแบงค์ “ธนาวุฒิ วรนุช” ช่างภาพสัตว์ป่ารุ่นใหม่ที่อาสามาช่วยงาน บันทึกภาพนิ่งและคลิปวีดีโอเพื่อเก็บข้อมูลพฤติกรรมของเหยี่ยวก่อนเข้านอน ก็มุดเข้าบังไพรที่ลุงปุ๊ด ชาวบ้านใจดีสร้างไว้ให้
ต้นหนาวเช่นนี้ ตะวันลับแสงเร็ว ความมืดย่างกรายเหนือปางฮุ้งเร็วกว่าฤดูร้อน แม้เหยี่ยวหลายสิบตัวจะบินร่อนเหนือทุ่งหญ้า แต่ไม่มีทีท่าจะบินลงพื้นหน้าบังไพร จนฟ้าหลัว เวลา 17.45 น. เหยี่ยวเพศผู้สีขาวดำตัดกันเด่นๆ ก็บินลงมาเป็นตัวแรกในระยะ 30 เมตร เหมือนว่าเหยี่ยววางใจ ไม่กลัวคน แต่แท้ที่จริงแล้วเจ้าตัวนี้ เป็นยามเฝ้าระวังให้เพื่อนๆ ของมัน เสมือนคุมเชิงกับมนุษย์สองคนที่แอบมองบันทึกภาพ นับจำนวนอยู่ภายในบังไพร ต่อมาเหยี่ยวตัวอื่นๆ ก็ทยอยตามลงพื้น จนนับได้มากที่สุด 52 ตัว!
เมื่อใกล้สิ้นแสงตะวัน บวกกับเหยี่ยวที่บินวนเหนือทุ่งหญ้าแต่ไม่ได้ลงพื้นมายืนเด่นหน้าบังไพรอีก กว่า 92 ตัว นับว่าประชากรในต้นหนาวปีนี้ ยังน่าพอใจ ไม่ได้ลดลงไปกว่าปีก่อนๆ มากนัก บ่งบอกว่าจำนวนเหยี่ยวที่อพยพมาเรียกปางฮุ้งว่าบ้านนั้นยังไม่น่าห่วง อย่างไรก็ตาม จะต้องสำรวจติดตามในปลายหนาวอีกครั้งในปีนี้ ว่าเมื่ออพยพมาบ้านเราแล้ว ยังคงดำรงชีวิตอยู่ได้ปกติสุขเช่นปีก่อนๆ หรือไม่
แม้เหยี่ยวจะเป็นนักล่าตาไว ที่ระแวดระแวงภัยมาก แต่มันก็เรียนรู้ว่าคนบางคน เช่น นักดูนก นักวิจัย ที่แอบส่งสายตลอดผ่านบังไพรมานั้น เพียงแค่ต้องการชื่นชมมันในฐานะนักล่าสง่างาม หาได้มุ่งร้ายหมายขวัญ จะทำร้ายใดๆ เหยี่ยวจึงกลับมาอาศัยที่ปางฮุ้ง เป็นบ้านในฤดูหนาวทุกปีมานานกว่า 30 ปีแล้ว
เมื่อไม่ล่า ไม่ดักจับมาเลี้ยง มนุษย์และสัตว์ป่าย่อมร่วมอาศัยชายคาธรรมชาติอันเป็นบ้านเดียวกันของสรรพชีวิตได้อย่างบรรสานสอดคล้อง หวังว่าจะเป็นเช่นนี้ตลอดไป.

