หน้าแรก ประชาชื่น ในหลวงภูมิพล

ในหลวงภูมิพล

11.12.16 | 17:54 น.

นับตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม เป็นต้นมา

เราได้ยินได้ฟัง ได้ร่วมย้อนรำลึกถึงพระราชประวัติ พระอัจฉริยภาพ พระราชกรณียกิจของพระองค์ท่านมากมาย รวมทั้งโครงการพระราชดำริกว่า 4,000 โครงการผ่านสื่อสารมวลชน

ได้ฟังบุคคลต่างๆ ทั้งที่ได้รับใช้ใกล้ชิด และที่มีโอกาสได้เข้าเฝ้าฯด้วยความบังเอิญ ได้รับพระเมตตาในต่างที่ต่างวาระต่างโอกาส รวมทั้งพสกรนิกรอีกมากมายที่ได้เข้าเฝ้าฯผ่านทางสื่อทีวี แต่ก็พร้อมใจกันเดินทางเพื่อมาถวายบังคมเป็นครั้งสุดท้ายที่ภายในพระบรมมหาราชวัง ครั้งแล้วครั้งเล่าด้วยน้ำตาอาบแก้มทุกครั้ง

ในงานเทศกาลหนังสือพ่อก็เช่นกัน เป็นอีกวาระที่สำนักพิมพ์ชั้นนำรวม 40 แห่ง ผนึกกำลังกันจัดงาน ต่างนำหนังสือที่บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทั้งหนังสือที่จัดพิมพ์มานานแล้ว และที่เพิ่งพิมพ์ออกมาในวาระแห่งความอาลัยนี้

การเสวนาแต่ละวัน แต่ละช่วงเวลาเชิญผู้ที่เคยเข้าเฝ้าฯถวายการรับใช้ นักวิชาการผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง มาฉายภาพบอกเล่าเรื่องราว พระราชกรณียกิจในด้านต่างๆ มากมาย มีประชาชนเข้าร่วมฟังกันแน่นขนัดในทุกเสวนา

Advertisement

ล่าสุด มีโอกาสได้เข้าร่วมฟัง พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “รอยพระยุคลบาท” ซึ่งสโมสรไลอ้อนดุสิตา กรุงเทพฯ ร่วมกับกองออร์โธปิดิกส์ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า และสมาคมไทยอเมริกันจัดขึ้น

สำหรับผู้ที่ติดตามฟังเรื่องราวส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเรื่องที่เคยฟัง เคยอ่านมาแล้วในหนังสือ “ตามรอยพระยุคลบาท” ที่ พล.ต.อ.วสิษฐเขียน จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์มติชนไปแล้ว 11 ครั้ง และกำลังจะพิมพ์ครั้งที่ 12

แต่สิ่งหนึ่งที่สัมผัสได้คือ นี่คือโอกาสไม่มากที่คนอีกกลุ่มมีโอกาสได้เข้าร่วมรับฟังเรื่องราวของ “พ่อ” จากปากของผู้รับใช้ใกล้ชิด

ที่ห้องประชุมประจวบ อาคารมหาวชิราลงกรณ์ รพ.พระมงกุฎเกล้า มีผู้ป่วยในชุดสีเขียวทยอยกันเดินเข้ามานั่งฟังด้วยความสนใจ และทยอยกันมาเรื่อยๆ มีกระทั่งผู้ป่วยที่นั่งวีลแชร์ รวมทั้งผู้พิการทางสายตา ร่วมกันหัวเราะทั้งน้ำตาด้วยความปีติราวกับอยู่ในเหตุการณ์จริงที่ย้อนหลังไปเมื่อ 30-40 ปีก่อน

เครื่องราชกกุธภัณฑ์

ในฐานะนายตำรวจราชสำนักพิเศษ พล.ต.อ.วสิษฐเล่าถึงช่วงเวลาที่เคยได้รับเกียรติสูงสุด ตามเสด็จออกเยี่ยมประชาชน โดยทำหน้าที่ถวายความปลอดภัยอยู่ 5 ปี

สิ่งที่ประทับใจที่สุดมีอย่างเดียว คือ “ความใกล้ชิดระหว่างกษัตริย์กับประชาชน”

เรามีกษัตริย์ที่ไม่เหมือนพระเจ้าแผ่นดินอื่น ท่านโปรดเสด็จฯแบบลำลอง ใกล้ชิดประชาชนจนสามารถยื้อยุดข้อพระกรได้ ไม่ได้ทรงรังเกียจเลย เรื่องที่รับสั่งจะเกี่ยวกับการทำมาหากินของราษฎรทั้งสิ้น

ไม่ว่าจะเสด็จฯที่ไหน นอกจาก “แผนที่” แผ่นใหญ่ที่ทรงพับจนเหลือชิ้นนิดเดียวในพระหัตถ์ ยังมี “ดินสอ” สำหรับทำเครื่องหมายบนแผนที่ อีกอย่างที่ไม่ถือก็จะติดที่บั้นพระองค์คือ “วิทยุรับส่ง” และมี “เข็มทิศ” รวมทั้ง “กล้องถ่ายรูป” เพื่อการทรงงาน

ทั้งห้าอย่างนี้จะติดพระหัตถ์ตลอด จนมีบางคนบอกว่า น่าจะถือเป็น “เครื่องราชกกุธภัณฑ์” และน่าจะมีความสำคัญยิ่งกว่า เพราะเครื่องราชกกุธภัณฑ์นั้นจะวาง เป็นเพียงสัญลักษณ์ แต่ทั้งห้าสิ่งนี้จะทรงใช้ติดพระองค์ตลอดเวลา

เรื่องที่กราบทูลจะมี 2 เรื่อง คือ ดินและน้ำ เป็นปัจจัยสำคัญสำหรับเกษตรกร พระองค์จะทรงถามว่าแหล่งน้ำเป็นอย่างไร พอใช้มั้ย ถ้าไม่พอเพราะอะไร

ถ้าเป็นเรื่องดินจะทรงถามสภาพของดิน เช่น ดินเปรี้ยวหรือดินจืด ทรงเป็นพระเจ้าแผ่นดินองค์เดียวในโลกที่ทรงแก้ปัญหาให้ดินเปรี้ยวเป็นดินจืดได้ จนวันที่ 5 ธันวาคม สหประชาชาติถวายให้เป็นวันดินโลก

นอกจากเรื่องดิน อีกเรื่องที่ต่างประเทศมาขอยืมวิธีไปทำคือ ฝนเทียม

ความลับในอกเสื้อ

ในการปฏิบัติหน้าที่ของผม… พล.ต.อ.วสิษฐยังคงถ่ายทอดประสบการณ์อันล้ำค่าที่ได้ถวายการรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาท

เรามีหน้าที่ถวายความปลอดภัย ผมจะนึกไว้ก่อนว่าภัยอันตรายอาจจะเกิดจากที่ไหนก็ได้ ใครเข้ามาต้องมองว่าเป็นศัตรูไว้ก่อน แต่เวลาเห็นความใกล้ชิดแล้วเพลินจนลืมระวัง ต้องคอยสะกิดตัวเองอยู่เรื่อย

จำได้ว่าครั้งแรกที่กำลังตามเสด็จอยู่ ราษฎรคนหนึ่งล้วงเข้าไปในอกเสื้อ ผมรีบแทรกตัวเข้าไปตะครุบมือเลย ปรากฏว่าเป็น “จดหมาย”

เรื่องการถวายฎีกา ทางจังหวัดไม่อยากให้ถวาย แต่เป็นพระราชประสงค์ของพระเจ้าอยู่หัวที่จะรับฎีกาทุกฉบับ แม้เราจะส่งพานให้วางถวายฎีกาอย่างเปิดเผย แต่ส่วนใหญ่อยากจะล้วงจากอกเสื้อถวายกับมือ ซึ่งพระองค์ก็โปรดอย่างนั้นด้วย

ในรัชกาลที่ 9 ฎีกาที่ถวายแต่ละเดือนมีเป็นจำนวนหลายพันฉบับ มีทั้งที่เป็นความเดือดร้อน ทั้งที่เป็นเรื่องเหลวไหลบ้าง คนบ้าเขียนบ้างก็มี ฉะนั้น ราชเลขาธิการต้องรับเปิดดูก่อนแล้วถึงถวาย

สารที่คนบนเขาฝากมา

ระหว่างปี 2510-2526/2527 เป็นช่วงเวลาที่เราต้องเผชิญกับปัญหาผู้ก่อการร้าย แม้กระทั่งภาคกลางก็ยังมีผู้ก่อการร้าย

ช่วงเวลา 10 กว่าปีที่ผมถวายการรับใช้ ไม่เคยมีเหตุการณ์ที่เกิดจากผู้ก่อการร้าย หนำซ้ำบางแห่งยังมีเหตุการณ์ที่แสดงว่าผู้ก่อการร้ายไม่คิดทำอะไรพระองค์ด้วย

ที่จังหวัดพัทลุง ในปี 2545 ครั้งนั้นเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎร มีราษฎรหญิงคนหนึ่งนั่งคอยเฝ้าอยู่ริมทาง คอยพระราชินีเสด็จเข้าไปใกล้ แกเอื้อมมือไปคว้าพระหัตถ์และยื่นหน้าเข้าไปใกล้ สมเด็จท่านทรงกวักมือเรียกผมเข้าไปฟังด้วย ได้ยินราษฎรหญิงคนนี้พูดเป็นภาษาใต้ว่า…

“คนบนเขาสั่งให้บอกว่า เขาไม่ทำอะไร”

อีกครั้งหนึ่งในการเสด็จพระราชดำเนินมีผู้สื่อข่าวต่างประเทศตามเสด็จ กราบบังคมทูลถามว่า ที่ท่านเสด็จฯมาอย่างนี้ ทรงหวังจะให้คอมมิวนิสต์น้อยลง?

ในหลวงท่านรับสั่งตอบว่า “คอมมิวนิสต์จะมากหรือน้อย ไม่ได้สนพระทัย แต่ท่านเสด็จฯมาหวังจะทำให้ราษฎรหิวน้อยลง”

เป็นเพียงส่วนหนึ่งของ “เล่าเรื่องพ่อ” ที่ฟังเท่าไหร่ ฟังเมื่อไรก็ไม่รู้อิ่ม

2